- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 110 การสละสิทธิ์ของรัชทายาท 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 110 การสละสิทธิ์ของรัชทายาท 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 110 การสละสิทธิ์ของรัชทายาท 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 110 การสละสิทธิ์ของรัชทายาท
การประชุมในวันนี้เป็นภาพสะท้อนแห่งพระราชอำนาจของกษัตริย์วิเซริสอย่างชัดเจน หลังจากสงครามบนหมู่เกาะสเต็ปสโตน จนราชวงศ์สูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ไปบ้าง การเปลี่ยนตัวรัชทายาทในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ราชวงศ์ทาร์แกเรียนจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ต่อหน้าขุนนางทั้งแผ่นดิน
เมื่อสิ้นสุดคำปราศรัยของกษัตริย์ ขุนนางหลายคนก็เข้าใจเจตนาของเขาทันที สายตาทั้งหมดจับจ้องไปยังมังกรดำที่ลอยวนอยู่บนฟ้า
มังกรตัวนั้นมีสายหนังรัดที่ลำคอ พร้อมอานบังคับอยู่บนหลัง และมีเงาร่างเล็ก ๆ ผู้หนึ่งนั่งควบอยู่เบื้องบน สั่งการอสูรยักษ์เบื้องล่าง
“แคนนิบาล... ดราคาริส” เรการ์เอ่ยคำสั่งด้วยภาษาไฮวาเลเรียน เขาจับสายบังเหียนแน่นขณะกวาดตามองผู้คนเบื้องล่าง ซึ่งต่างแสดงท่าทีไม่สงบนิ่ง
“โฮกกกก”
แคนนิบาลคำรามลั่นรับคำสั่งของผู้เป็นนาย มันพ่นเปลวเพลิงสีเขียวเป็นสายยาวข้ามท้องฟ้า ราวกับแม่น้ำเพลิงที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้ในสายตาของผู้ชม เบื้องบนคือหายนะที่อาจถาโถมลงมาได้ทุกเมื่อ และภายใต้สายน้ำเพลิงนั้น มังกรดำทะยานฝ่าขึ้นมาอีกครั้ง ร่างเล็กบนหลังมังกรไม่เป็นอันตรายใด ๆ ด้วยชุดขี่มังกรพิเศษที่ต้านทานเปลวไฟได้
“ลงกันเถอะ แคนนิบาล” เรการ์เอ่ยเสียงเรียบเมื่อเปลวไฟจางหาย แสดงพลังของมังกรให้ประจักษ์
แคนนิบาลที่มีดวงตาสีเขียวเป็นประกายเหมือนรู้สึกขบขัน มันหันมองฝูงชนเบื้องล่างด้วยแววตาเยาะเย้ย จากนั้นจึงเปลี่ยนทิศ มุดหัวดำดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง
แคนนิบาลนั้นใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าไซแรกซ์หลายเท่า หากเปรียบกันก็ราวกับพายุที่สามารถโค่นล้มรถศึกได้ทั้งกอง
เมื่อมันร่อนผ่านเหนือเรดคีป สายลมแรงจากปีกขนาดมหึมาก็กระพือโหมเข้ามายังสวนด้านหลัง
ขุนนางทั้งหลายเริ่มเหลือบตามองกษัตริย์ด้วยความกังวล และต่างตระหนักดีว่าขณะนี้ พวกเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าอำนาจที่แท้จริง
“โฮกกกก”
ในจังหวะที่เหมือนมังกรจะพุ่งชนเข้าใส่ศาลา แคนนิบาลกลับหยุดชะงักกลางอากาศ พร้อมส่งเสียงคำรามกึกก้องขึ้นฟ้า ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ลงสู่พื้นด้วยแรงมหาศาล
โชคดีที่สวนด้านหลังกว้างพอจะรองรับร่างของแคนนิบาลได้ พร้อมกับกลุ่มควันลอยขึ้นจากพื้นขณะที่มังกรยักษ์ลงจอดเบื้องหลังศาลา ซึ่งร่างของมันใหญ่มหึมาจนบดบังไซแรกซ์เสียมิด นอกจากนี้เมื่อเทียบกับแคนนิบาลแล้ว ศาลากลางสวนนั้นก็เหมือนเพียงหนูหรือแมวตัวเล็ก ๆ ศีรษะของแคนนิบาลพุ่งสูงเท่าหอคอย พลางก้มลงมองผู้คนเบื้องล่างด้วยสายตาเย็นชา
บรรยากาศเริ่มน่าหวาดหวั่น ขุนนางที่กล้าสบตามันถึงกับต้องถอยหนี โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าผู้ที่ควบคุมมังกรยักษ์นั้น กลับเป็นเพียงเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบปี ด้วยเหตุนี้ภาพของเด็กชายที่ควบคุมสัตว์ร้ายดั่งหายนะ ทำให้รู้สึกเหมือนมีคมดาบแขวนไว้เหนือศีรษะ พร้อมจะฟาดฟันได้ทุกเมื่อ
เรการ์นั่งอยู่บนหลังมังกร เงียบงันและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ สายตาเขาเหม่อมองออกไปไกล
“โฮกกกก”
แคนนิบาลเชิดหัวขึ้น เปล่งเสียงคำรามอีกครั้ง พร้อมพ่นเปลวเพลิงสีเขียวขึ้นสู่ฟ้า ส่งความร้อนแผ่กระจายทั่วสวน แปรเปลี่ยนลมหนาวให้กลายเป็นไอแดดร้อนระอุ จนเหงื่อเริ่มไหลซึมทั่วร่างผู้คน
“พอแล้ว แคนนิบาล พาข้าลงได้” เรการ์กล่าวเสียงเรียบ
มังกรยักษ์หยุดพ่นไฟ พับปีกแล้วเอนตัวลงนอน แม้แต่วิเซริสเองก็รู้สึกร้อนจนต้องเช็ดเหงื่อ แต่สีหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“เรการ์ แสดงหน้าให้ขุนนางทั้งหลายเห็นเถิด” วิเซริสกล่าวเสียงดัง
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อ” เรการ์ตอบรับ แล้วลุกจากอานโดยไม่ต้องพึ่งโซ่ตรึง
แคนนิบาลเองก็รับรู้ความต้องการของเจ้านายโดยไม่ต้องมีพันธนาการใด ๆ เพราะสายรัดและอานมีไว้เพื่อความสะดวกมากกว่าความปลอดภัยเท่านั้น
เรการ์ค่อย ๆ ไต่บันไดอ่อนที่ติดไว้กับสายหนังบนคอมังกร และเมื่อเท้าแตะพื้น เขาก็เดินจากด้านหลังศาลาเข้ามาให้ทุกคนเห็นอย่างเต็มตา
เด็กชายในชุดลายเกล็ดมังกร ใบหน้าขาวสะอาด เส้นผมสีเงิน ดวงตาอมม่วง เอกลักษณ์ของสายเลือดทาร์แกเรียน ยิ่งทำให้ภาพของเขาตัดกับมังกรดำด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
วิเซริสละจากอ้อมแขนของอลิเซนต์ คว้ามือเล็กของเรการ์ แล้วก้าวขึ้นมายืนต่อหน้าขุนนางทั้งหลายด้วยท่าทีองอาจ “ขุนนางแห่งเวสเทอรอสทั้งหลาย พวกท่านจงมองดูว่าผู้ใดคือกษัตริย์องค์ต่อไปของพวกท่าน รัชทายาทพระองค์ใหม่ของแผ่นดินนี้!”
ภายใต้อำนาจแห่งสองมังกร ขุนนางทั้งหลายเข้าใจสิ่งที่ต้องทำทันที ทำให้เสียงปรบมือดังกึกก้อง พร้อมโห่ร้องรับรององค์รัชทายาทอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเสียงแห่งการยอมรับดังกระหึ่มเช่นนั้น สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขายอมรับสถานะของเรการ์โดยสมบูรณ์แล้ว
วิเซริสยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนสงบ โดยที่ใบหน้าของเหล่าขุนนางมีทั้งความเคารพ และความลังเลปะปน ก่อนที่เขาจะตบไหล่เรการ์เบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ไปเถอะเรการ์ ไปช่วยเรนีร่าลงมา”
เรการ์พยักหน้ามองไปยังพี่สาวที่ยังนั่งอยู่บนหลังไซแรกซ์ด้วยท่วงท่าสง่างาม เพราะแม้จะสละสิทธิ์แล้ว นางก็ยังต้องรักษาเกียรติแห่งตนในวินาทีสุดท้าย
เขาเดินเข้าไปใกล้มังกรของนาง ลูบคอไซแรกซ์เบา ๆ ด้วยความคุ้นเคย แล้วคุกเข่าลงเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล “เรนีร่า ข้าจะช่วยพี่ลงมาเอง”
เรนีร่าหันมามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย หลังจากนิ่งไปชั่วครู่ นางก็ปลดสายรัดเอว ลุกขึ้นจากอาน แล้วไต่บันไดลงมาอย่างมั่นคง
เมื่อเท้าแตะพื้นเจ้าหญิงก็ยื่นมือออกมา ซึ่งเรการ์จับมือของนางแล้วโน้มตัวจูบหลังมือเบา ๆ พร้อมกระซิบ “ขอบคุณพี่สาวของข้า”
“ลุกขึ้นเถิด น้องข้า” เรนีร่ายิ้มอ่อน พลางดึงเขาขึ้นยืน
หลังจากนั้นทั้งสองก็จูงมือกันเดินเคียงข้างมุ่งหน้าไปยังศาลา แม้ความสูงจะต่างกัน แต่จังหวะก้าวกลับประสานกันอย่างลงตัว
เมื่อมาถึงศาลาเรนีร่าก็ทำความเคารพวิเซริสและอลิเซนต์ ก่อนจะก้าวออกไปยืนต่อหน้าฝูงชน กล่าวแทนไลโอเนลด้วยเสียงอันมั่นคงว่า “ขุนนางทั้งหลาย ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งที่พวกท่านมาร่วมในพิธีเปลี่ยนรัชทายาทในวันนี้ ณ ที่นี้ เบื้องหน้าทุกท่าน ข้า เรนีร่า ทาร์แกเรียน บุตรหญิงคนโตของกษัตริย์วิเซริสที่หนึ่ง เจ้าหญิงแห่งดราก้อนสโตน อดีตรัชทายาทแห่งบัลลังก์เหล็ก ขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ข้าขอสละสิทธิ์ในฐานะรัชทายาท และขอถวายความภักดีตลอดชีวิตแด่น้องชายของข้า เรการ์ ทาร์แกเรียน เพื่อร่วมกันนำพาราชวงศ์ทาร์แกเรียนเข้าสู่ยุคใหม่ที่รุ่งโรจน์”
พูดจบเรนีร่าก็ยกมือเล็กของเรการ์ขึ้นสูงต่อหน้าผู้คน ปิดท้ายถ้อยแถลงของนางด้วยภาพแห่งศรัทธาและการส่งมอบอนาคตให้กับทายาทองค์ใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ