- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 105 เงื่อนไขของเรนีร่า 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 105 เงื่อนไขของเรนีร่า 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 105 เงื่อนไขของเรนีร่า 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 105 เงื่อนไขของเรนีร่า
“ข้าบอกแล้วว่าข้าช่วยนางได้ มังกรของข้ากับตัวข้าเองก็เพียงพอจะปราบกบฏได้ทุกคน” เรการ์กล่าวอย่างมั่นใจ
แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมเรนีร่าถึงต้องเจ็บปวดเช่นนั้นในความฝัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ ตราบใดที่เขาอยู่เคียงข้างนาง ทั้งคู่จะปลอดภัย พวกเขาเกิดมาจากไฟ ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้
วิเซริสมองบุตรชายคนโตด้วยแววตาขุ่นเคือง เขาให้โอกาสถึงเพียงนี้แล้ว แต่เด็กเนรคุณผู้นี้กลับไม่เห็นคุณค่า?
ในขณะที่เดม่อนถึงกับยอมล่อลวงหลานสาวและวางแผนสังหารหลานชายเพียงเพื่อมีโอกาสได้ครอบครองบัลลังก์ แต่เรการ์ผู้ที่ควรจะได้เป็นรัชทายาทโดยชอบธรรมกลับแสดงท่าทีไม่ใยดี
บางทีเรนีร่าก็อาจไม่อยากได้บัลลังก์เช่นกัน แต่ไม่สำคัญหรอก ในเมื่อเรการ์ยังเยาว์นัก เขายังไม่เข้าใจแรงดึงดูดของอำนาจ วันหนึ่งเขาจะเข้าใจถึงความสำคัญของการเป็นรัชทายาท
วิเซริสแค่นเสียงเยาะ พูดเสียงแข็งว่า “การเปลี่ยนรัชทายาทมิใช่ข้อเสนอ แต่มันคือพระบัญชาสำหรับเจ้ากับเรนีร่า! ไม่มีใครปฏิเสธความต้องการของกษัตริย์ได้!”
เรการ์เองก็ไม่ยอมถอย เขาจ้องตอบสายตาบิดาด้วยความดื้อรั้น “ข้าไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ ท่านไม่อาจบังคับให้ข้ารับมันได้”
“เจ้าเลือกต่อต้านพ่อด้วยหรือ เรการ์?” วิเซริสเลิกคิ้ว สีหน้าฉายแววเย็นชา
“หากคำสั่งนั้นหมายถึงการทำร้ายเรนีร่า ข้าจะไม่ยอมปฏิบัติตาม” เรการ์ตอบหนักแน่น
“ดีมาก!” วิเซริสกล่าวเสียงเย็น “เจ้าทั้งสองพี่น้องกล้าท้าทายบิดาและกษัตริย์ของเจ้า ช่างกล้าหาญนัก”
ภาพของเรการ์ที่ลุกขึ้นปกป้องเรนีร่า ยิ่งทำให้วิเซริสเดือดดาล ลึกลงไปในดวงตาเกิดประกายแห่งความเย็นเยียบ ก่อนที่เขาจะหันคำพูดไปหาเรนีร่าด้วยความเจ็บแค้น “เรนีร่า เจ้าคือคนที่สอนให้เรการ์หัวแข็ง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พ่อโกรธที่สุด”
เรนีร่าหันหน้าหนีกัดฟันกรอด นางรู้สึกเหมือนเป็นเพียงหมากในเกมการเมืองของครอบครัว ไม่ว่าพูดอะไรไปก็ดูผิดไปหมด ซึ่งตอนนี้นางกำลังติดอยู่ระหว่างความรักของน้องชายและคำสั่งของบิดา และไม่รู้จะเลือกทางใด
วิเซริสหันกลับมาหาเรการ์อีกครั้ง “พ่อจะไม่ยอมให้เจ้าแข็งขืน หากเจ้าไม่ยอมรับคำสั่งของพ่อ เจ้าจะต้องเผชิญผลลัพธ์ที่เจ้าคาดไม่ถึง”
เรการ์นิ่งไปเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมบิดาถึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
วิเซริสยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงกดดัน “เมื่อก่อน ฐานะของเรนีร่าคือรัชทายาท เรื่องการแต่งงานจึงต้องคิดอย่างรอบคอบ แต่ตอนนี้นางคือเจ้าหญิง การแต่งงานของนางย่อมถูกจัดการได้ง่ายขึ้น เลเนอร์ เวลาเรียน เจสัน แลนนิสเตอร์ ไทแลนด์ หรือแม้แต่เจ้าชายแห่งดอร์น ล้วนเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม”
ทั้งเรนีร่าและเรการ์หน้าถอดสี พวกเขาจ้องมองบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนโยน บัดนี้กลับกำหนดอนาคตของพวกเขาโดยไม่ไถ่ถามความรู้สึกเลยแม้แต่น้อย
“ท่านมีสิทธิ์จะเปลี่ยนรัชทายาทก็จริง แต่เหตุใดต้องทำให้ข้าลำบากถึงเพียงนี้? ข้าเสียตำแหน่งไปแล้วไม่พอหรือ?” เรนีร่าตอบกลับด้วยเสียงเจือความเศร้า
“เพราะความโลเลของเจ้าต่างหากที่ทำให้เรื่องถึงจุดนี้” วิเซริสกล่าวเสียงแข็ง เขาตั้งใจจะสั่งสอนบุตรที่ไม่เชื่อฟัง
แน่นอนเขาไม่คิดจะใช้เรนีร่าเป็นหมากในเกมการแต่งงานจริง ๆ นางคือบุตรสาวที่เกิดจากราชินีเอ็มมา แอริน ที่เขารักนักหนา แต่หากเขาจะบังคับเรการ์ให้ยอมรับตำแหน่งก็ต้องใช้เรนีร่าเป็นเครื่องมือ และมันได้ผลทันที
เรการ์ยืนนิ่งมองบิดาด้วยสายตาลังเลสับสน เขาไม่อาจเชื่อได้ว่าชายผู้เคยอบอุ่นใจดีคนเดิมได้แปรเปลี่ยนเป็นคนเลือดเย็นเช่นนี้ ทำให้ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเขาจนแทบยืนไม่อยู่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจว่าอำนาจนั้นหนักหนาเพียงใด
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงอยากให้ข้าสืบบัลลังก์นัก?” เรการ์พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เพราะเจ้าเป็นเจ้าชายแห่งคำพยากรณ์ เป็นทายาทโดยชอบธรรม เจ้าคือผู้ควบคุมมังกรป่าใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา เจ้าคือผู้ปราบขุนนางและคนเถื่อนแห่งแครกคลอว์พอยต์ด้วยฝีมือตัวเอง ด้วยความสำเร็จเหล่านี้ เจ้าไม่สมควรเป็นรัชทายาทหรือ?” วิเซริสตอบด้วยความมั่นใจ
สำหรับเขาแล้วเรการ์คือเจ้าชายในนิมิต ผู้ที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ทาร์แกเรียนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง!
เรการ์นิ่งคิดก่อนพูดอย่างแน่วแน่ “หากท่านต้องการสันติ ข้ายินดีจะเป็นผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักร หากท่านต้องการให้ราชวงศ์กลับมายิ่งใหญ่ ข้าจะกำราบโจรสลัดแห่งหมู่เกาะสเต็ปสโตน ปราบพวกปล้นสะดมจากหมู่เกาะเหล็ก หรือหากต้องการมากกว่านั้น ข้าพร้อมยกทัพบุกดอร์น พร้อมมังกรในมือ และรวบรวมทั้งเจ็ดอาณาจักรให้อยู่ภายใต้บัลลังก์เหล็กอีกครั้ง”
“แม้แต่เมืองเสรี อ่าวทาส หรือแผ่นดินเอสซอส หากจำเป็น ข้าจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อรวบรวมทุกแผ่นดินภายใต้นามตระกูลทาร์แกเรียน” จากนั้นเขาหันไปมองเรนีร่าด้วยสายตาจริงใจ “แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อท่านอย่าพรากสิ่งที่เป็นของเรนีร่าไปเลย ขอเวลาอีกไม่นาน ข้าจะเติบโตพอ ข้าสัญญา ขอร้องท่านพ่อ ได้โปรด . . .”
คำพูดของเจ้าชายหนุ่มเปี่ยมด้วยความจริงใจ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเสแสร้ง แต่สิ่งนั้นจะเพียงพอจะเปลี่ยนใจกษัตริย์ผู้ตัดสินใจไปแล้วหรือไม่นั้นยังไม่มีใครรู้
ด้านหลังเรการ์เรนีร่าเอามือปิดหน้า น้ำตาไหลพรากขณะมองดูน้องชาย
“เฮ้อ!!” วิเซริสถอนหายใจยาว สัมผัสได้ถึงแรงต่อต้านของเรการ์ ก่อนที่เขาจะหันไปหาเรนีร่าช้า ๆ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลังเล “เรนีร่าแล้วเจ้าว่าอย่างไร?”
ชะตาของเรการ์ดูจะแน่นอนแล้ว คราวนี้ถึงตาของเรนีร่าที่ต้องเลือกเส้นทาง
“ตำแหน่งรัชทายาทนั้น เป็นของเรการ์ ข้าจะคืนให้เขา และจะสนับสนุนเขา เช่นที่เขาสนับสนุนข้า” เรนีร่าตอบทั้งน้ำตาอย่างไม่ลังเล
ณ เวลานี้ ตำแหน่งไม่สำคัญอีกต่อไป คำพูดของเรการ์เพียงพอแล้วที่จะทำให้นางรู้สึกอิ่มใจ . . . เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว!
“เรนีร่า!” เรการ์ร้องเสียงดัง ไม่ยอมรับการตัดสินใจของพี่สาว
“เรการ์ ตั้งแต่วันที่ข้าได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ข้าต้องต่อสู้จากพวกอคติมาโดยตลอด ข้าเคยอยากเป็นราชินีผู้เป็นที่รัก อยากล้มกฎเก่า อยากสร้างระเบียบใหม่” เรนีร่ากัดฟันแน่น น้ำตาเอ่อเต็มดวงตา “แต่ข้าไม่มีปัญญาแบบที่ราชินีควรมี ข้าไม่ฉลาดเหมือนป้าเรนิส แต่เจ้าคือน้องของข้า . . . ข้าไม่อาจให้เจ้าต้องสละชีวิตเพื่อเติมเต็มอุดมการณ์ของข้า”
เรนีร่าอาจไม่มีสติปัญญาพอจะเป็นผู้ปกครอง แต่ก็ไม่ใช่คนตาบอด นางเห็นชัดว่าเรการ์เหมาะสมยิ่งกว่า
เรนีร่าจ้องตาน้องชาย ขณะที่เรการ์ตาแดงซึมเอ่ยเสียงแผ่วว่า “เรนีร่า . . .”
“อย่าเพิ่งซึ้ง ข้ายังมีแผนของข้าเอง” เรนีร่าปาดน้ำตา แล้วดึงเรการ์เข้ากอด ก่อนจะหันไปจ้องบิดาด้วยแววตาเด็ดขาด “ในเมื่อข้ายอมถอยจากตำแหน่ง ท่านก็ต้องสนองเงื่อนไขของข้า นี่คือข้อตกลงและท่านพ่อต้องทำตาม”
วิเซริสยืนนิ่งกุมโต๊ะกลมแน่นรู้สึกราวกับหลุดไปอยู่คนละโลกกับลูกทั้งสอง เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าการถอดเรนีร่าออกจากตำแหน่ง และตั้งเรการ์แทน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงหรือไม่ และตามนิสัยของเขาเมื่อเผชิญปัญหา เขาก็มักจะเริ่มลังเล
แต่ไม่นานเสียงของเรนีร่าก็ดึงเขากลับมา และนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ยิ้มให้ทั้งสองด้วยท่าทีอ่อนลง “พ่อมีคำตอบไว้ให้เจ้าแล้ว . . .”