เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DC บทที่ 150: ห้องบรรยาย (ฟรี)

DC บทที่ 150: ห้องบรรยาย (ฟรี)

DC บทที่ 150: ห้องบรรยาย (ฟรี)


DC บทที่ 150: ห้องบรรยาย

 

ภายในห้องที่เต็มไปด้วยผู้อาวุโสระดับสูงที่มีพลังการฝึกปรือลึกล้ำของสถาบันสี่ฤดู ซูหยางยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าสถาบันหญิงด้วยท่าทางสงบ ไม่มีความกดดันใดๆทั้งสิ้นแม้ว่าจะถูกรุมล้อมไปด้วยผู้คนที่ทรงอำนาจมากหลาย

 

“เขาเป็นคนที่ให้ตำรับยากับผู้อาวุโสเติ้ง ช่างอายุน้อยมาก…”

 

เจ้าสถาบันหญิงมองดูซูหยางด้วยสายตาแปลกประหลาด แม้ว่าเธอจะได้ยินเรื่องเขามาก่อนหน้านี้จากผู้อาวุโสเติ้ง แต่ก็ยังคงประหลาดใจอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นเขาด้วยตนเอง

 

สามารถวางตัวสงบเยือกเย็นในขณะที่อยู่ต่อหน้าผู้เก่งกาจจำนวนมากมาย รวมไปถึงเจ้าสถาบันหญิงของสถาบันสี่ฤดู เขาต้องมีความมั่นใจอย่างแท้จริงว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดเกิดขึ้นกับตัวเองแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไร

 

“ข้าจะพูดให้ตรงจุด” เจ้าสถาบันหญิงนำเอาตำรับยาโอสถแยกวิญญาณออกมาแล้วกล่าวว่า “เจ้าเป็นใครและมีจุดมุ่งหมายอะไรในการให้กระดาษแผ่นนี้กับพวกเรา”

 

“โอสถแยกวิญญาณเป็นของขวัญจากเซียนหานซิน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้ก่อตั้งสถาบัน ไม่นานนักหลังจากที่สถาบันสี่ฤดูก่อตั้งขึ้น นอกจากนี้เท่าที่เรารู้ ยานี้มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ อีกนัยหนึ่งก็คือมันเป็นสมบัติที่ทรงค่าหาที่เปรียบ”

 

“พวกเราพยายามที่จะสร้างยานี้ขึ้นมาใหม่นับตั้งแต่พวกเราได้รับมัน แต่น่าเสียดาย พวกเรามิอาจแม้กระทั่งเข้าใกล้เป้าหมายหลังจากที่ใช้เวลาหลายร้อยปี”

 

“แต่ชายหนุ่มที่โผล่มาจากไหนโดยไม่มีใครรู้ มาพร้อมด้วยตำรับยาสำหรับโอสถแยกวิญญาณ…”

 

“เจ้าต้องการอะไรจากพวกเรา”

 

ทั้งห้องพลันเงียบลงหลังจากที่เจ้าสถาบันหญิงกล่าวจบ ทุกคนในห้องจับตามองไปยังซูหยางและชิวเยวี่ย

 

แม้ว่าจะไม่มีอะไรแสดงให้เห็นบนใบหน้า แต่พวกเขาล้วนกระวนกระวายรอคอยให้ซูหยางพูด กระทั่งเจ้าสถาบันหญิงก็ไม่มีข้อยกเว้น

 

หลังจากเงียบไปชั่วขณะ ซูหยางยิ้มและกล่าวว่า “สิ่งที่ข้าต้องการนั้นง่ายดายมาก โอสถแยกวิญญาณของพวกท่าน”

 

ได้ยินคำพูดของเขา นอกจากถอนหายใจเล็กน้อย เจ้าสถาบันหญิงก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอื่นอีก

 

“เจ้ายังคงคาดหวังเช่นนั้นอีก เฮ้อ”

 

เจ้าสถาบันหญิงพยักหน้า และกล่าวว่า “ถึงเป็นเช่นนั้น แต่โชคร้าย ข้ามิอาจตอบรับคำขอของเจ้าได้”

 

“มีสองเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมเจ้าจึงต้องการโอสถแยกวิญญาณทั้งที่มีตำรับยาอยู่แล้ว หนึ่งก็คือเจ้าไม่มีความสามารถในการปรุงมันขึ้นมาด้วยตัวเอง สองตำรับยาเป็นของปลอม”

 

เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ เจ้าสถาบันหญิงหรี่ตามองดูซูหยางด้วยท่าทางเคร่งเครียด

 

“ถ้าเป็นเหตุผลข้อหลัง ไม่ว่าเจ้าจะมีอิทธิพลหนุนหลังมากแค่ไหน ข้ายังมั่นใจว่าเจ้าต้องชดใช้สำหรับความระห่ำนี้

 

"..."

 

ห้องกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่บรรยากาศแตกต่างกันมหาศาล

 

ซูหยางสามารถรู้สึกได้ถึงความกดดันที่มองไม่เห็นทับลงมายังตัวเขา ถ้าคำพูดต่อไปที่ออกมาจากปากเขาเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการได้ยิน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะต้องโจมตีเขาในทันที

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการโต้ตอบ ซูหยางกลับหัวเราะเสียงดังลั่น ไกลจากการคาดคิดของทุกคนในที่นั้น

 

“คงผิดความคาดหมายสำหรับท่าน เหตุผลทั้งสองล้วนผิดพลาด” เขากล่าวขณะฉีกยิ้ม

 

“เจ้าว่ากระไร” เจ้าสถาบันหญิงและทุกคนในห้องต่างพากันขมวดคิ้วกับคำพูดของเขา ถ้าเขามีความสามารถที่จะผลิตยาและมีตำรับยา เขาจะมาที่นี่ทำอะไร มาเพื่อขอโอสถแยกวิญญาณเช่นนั้นหรือ

 

“เหตุผลข้อเดียวที่ข้ามาที่นี่นั้นง่ายดาย เพราะว่ามันต้องใช้เวลามากเกินไปในการเก็บรวบรวมวัตถุดิบและสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง มันยุ่งยากเกินไป” เขากล่าวด้วยเสียงสดใส สร้างความงุนงงให้กับทุกคนที่นั่น

 

“ว่ากระไร”

 

ทุกผู้คนที่นั่นเกือบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาต้องการแลกเปลี่ยนตำรับยาที่ทรงค่ามากเพียงนั้นเพียงเพราะว่ามันยุ่งยากเกินไปที่จะทำมันด้วยตนเองงั้นรึ ไม่น่าเชื่อ คงเป็นอีกเรื่องถ้าเขาเป็นเจ้าของตำรับยา แต่เกือบทุกคนในนั้นมั่นใจว่านั่นเป็นของตระกูล และเขาก็เป็นแกะดำของตระกูล

 

หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วขณะเพราะจนคำพูด เจ้าสถาบันหญิงกล่าวว่า “ถ-ถึงเจ้าพูดเช่นนั้น ข้าเกรงว่า ข้ายังมิสามารถที่จะให้โอสถแยกวิญญาณแก่เจ้าได้ ในเมื่อมันเป็นของขวัญมอบให้แก่บรรพบุรุษของพวกเราจากเซียนหานซินผู้ยิ่งใหญ่ การละทิ้งของขวัญของเขาก็เหมือนกับการละทิ้งความปรารถนาดีและตบหน้าเขา”

 

“ฮาาา...ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้...ช่างโชคร้ายนัก” ซูหยางถอนหายใจ ทำให้ผู้คนที่นั่นต่างพากันรู้สึกไม่ดีขวัญหาย

 

“จ-เจ้าจะทำอะไรต่อไป” เจ้าสถาบันหญิงถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

 

“แทนที่จะเป็นโอสถแยกวิญญาณ ข้าต้องการวัตถุดิบทุกอย่างในตำรับที่ข้าให้พวกท่านแทน ข้าจะปรุงมันด้วยตัวเอง นี่คงเป็นสิ่งที่พวกท่านสามารถทำได้ ใช่หรือไม่”

 

“เขาคงหมายความอย่างนี้นี่เอง” เจ้าสถาบันหญิงอุทานอยู่ในใจ

 

เธอจึงหันไปมองที่กระดาษสองสามวินาที

 

“เช่นนี้ก็ดี” เธอกล่าวขึ้นในที่สุด “แต่มันต้องใช้เวลาสองสามวันเพื่อเตรียมวัตถุดิบบางอย่าง ในเมื่อบางอย่างค่อนข้างหายากแม้กระทั่งในสำนักใหญ่เช่นพวกเรา”

 

ซูหยางพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว เขาสามารถใช้เวลาสองสามวันนี้เพื่อฝึกฝนปราณหยินจำนวนมากที่เขาได้รับมาจากวูจินจิงและทะลวงเข้าสู่เขตปฐพีวิญญาณ ถ้าเขาปล่อยให้ปราณหยินจำนวนมากเช่นนี้อยู่ภายในจุดตันเถียนนานเกินไป มันอาจจะเกิดปัญหาให้กับพลังการฝึกปรือของเขาได้ง่าย ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าในการเปลี่ยนปราณหยินให้กลายเป็นปราณไร้ลักษณ์ในขณะที่เขายังคงมีเวลา

 

“ถ้าเจ้าต้องการ เรายังสามารถเตรียมห้องให้เจ้าได้ในเวลานั้น” เธอกล่าวเสริม

 

“ข้าย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง” ซูหยางไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธข้อเสนอนั้น

 

“งั้นก็ดี ข้าจักเริ่มตระเตรียม จนกว่าจะถึงเวลานั้น เจ้าสามารถเดินเล่นในสถาบันสี่ฤดูของข้าพร้อมกับหนึ่งในผู้อาวุโสเพื่อฆ่าเวลา”

 

“สำนักที่เชี่ยวชาญด้านการปรุงยา หือ…”

 

แม้ว่าซูหยางจะไม่ได้สนใจเรื่องการปรุงยามากมายนักเช่นเดียวกับกระบี่ แต่มันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในใจเขา ในเมื่อมันทำให้เขานึกถึงเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่

 

“ข้ายินดีรับข้อเสนอ” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

 

“อื้อ”

 

เจ้าสถาบันหญิงมองดูผู้อาวุโสเติ้งและกล่าวว่า “ดำเนินการพาเพื่อนตัวน้อยนี่เที่ยวชมรอบบ้านของเรา และอย่าให้ใครสร้างปัญหาให้กับเขา นี่เป็นคำสั่งตรง ใครก็ตามที่ยังไม่เชื่อฟังก็ให้มาพบข้าโดยตรง พวกท่านได้ยินไหม”

 

เธอกล่าวในทำนองที่เหมือนกับว่าจะมีใครสักคนที่จะสร้างปัญหาให้กับซูหยาง หรือบางทีเธอกังวลว่าซูหยางจะสร้างปัญหาและต้องการให้ผู้อาวุโสเติ้งคอยเฝ้าดูเขา เพื่อป้องกันเขาทำอะไรน่าสงสัย

 

“ขอรับ ท่านเจ้าสถาบันหญิง”

 

แม้ว่าผู้อาวุโสเติ้งจะรู้สึกลังเลไม่อยากอยู่ใกล้กับซูหยางนานไปกว่านี้ แต่ก็ยอมรับภารกิจอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากพูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคเกี่ยวกับการเตรียมการ ผู้อาวุโสเติ้งก็พาซูหยางกับชิวเยวี่ยออกจากห้องและเริ่มพาพวกเขาเที่ยวชมรอบสถาบันสี่ฤดู

 

ครั้นเมื่อพวกเขาไปแล้ว ห้องที่เงียบสงบอยู่ตลอดเวลาพลันมีชีวิตชีวาขึ้น

 

“ท่านเจ้าสถาบันหญิง ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าเราสามารถเชื่อถือคนเช่นเขาได้ จะเป็นอย่างไรถ้าเขามีความคิดแอบแฝงอยู่”

 

“ผู้อาวุโสสูงสุดพูดถูก ท่านเจ้าสถาบันหญิง เรายังคงไม่มีเบาะแสว่าเขามาจากไหน อีกทั้งไม่มีการยืนยันตัวตน จะเป็นอย่างไรถ้าเขาต้องการสร้างปัญหาให้กับสถาบัน”

 

ข้อเสนอแนะและความกังวลถูกนำขึ้นมาพูดทันทีที่ซูหยางออกไปจากห้อง

 

“เราควรกดดันเขาให้เปิดเผยข้อมูลกับพวกเรามากกว่านี้ก่อนที่เราจะให้วัตถุดิบล้ำค้ามากมายเช่นนั้น เขาอาจจะดูสำรวมในตอนนี้ แต่ถ้าเรา---”

 

“พอแล้ว” เจ้าสถาบันหญิงยกมือห้าม และเธอกล่าวต่อครั้นเมื่อห้องกลับคืนสู่ความสงบ

 

“พวกท่านให้ความสนใจกับชายหนุ่มนั่นมากเกินไป...มิใช่เขาที่ข้าเป็นกังวล แต่เป็นหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาราวกับเป็นผู้คุ้มกัน”

 

“ว่ากระไร หญิงสาวคนนั้น เธอมีอะไร”

 

ผู้คนที่นั่นต่างพากันงุนงง ไม่มีใครสักคนในหมู่พวกเขาที่จะให้ความสนใจกับชิวเยวี่ย เพราะการปรากฏตัวอย่างโดดเด่นของซูหยางในห้อง บ้าไปแล้ว พวกเขาทุกคนคิดว่าเธอเป็นเพียงคนรับใช้

 

“พลังการฝึกปรือของชายหนุ่มนั่นเพียงแค่เขตสัมมาวิญญาณขั้นต้น และข้าสามารถบอกได้ว่านั่นเป็นพลังการฝึกปรือที่แท้จริงของเขา ส่วนสำหรับหญิงสาวด้านหลังเขา... ข้ากลับมิรู้สึกถึงการมีตัวตนของเธอแม้ว่าเธอจะยืนอยู่ต่อหน้าสายตาของข้า ราวกับว่าข้ามองไปยังภูติผี”

 

“และวิธีการที่เธอมองข้า...มันเหมือนกับว่าเธอเตือนข้าว่าอย่าตัดสินใจอะไรง่ายๆ”

 

“เมื่อท่านพูดถึง ข้าก็มองไม่ทะลุถึงพลังการฝึกปรือของเธอเหมือนกัน”

 

เหล่าผู้อาวุโสต่างมีท่าทางตกตะลึง ครั้นเมื่อเขานึกขึ้นได้เช่นกัน เพราะว่าชิวเยวี่ยดูแล้วธรรมดาเกินไปจนกระทั่งพวกเขาละเลยการคงอยู่ของเธอ พวกเขามุ่งเป้าไปยังซูหยางผู้ที่ดูเหมือนเป็นคนรับผิดชอบ

 

เจ้าสถาบันหญิงถอนหายใจและกล่าวว่า “ฮ้าาาาา...ไม่ว่าความสามารถในซุกซ่อนตัวตนระดับท้าทายสวรรค์ของเธอ หรือระดับ...ที่กระทั่งข้าผู้มีฝีมือเขตราชันวิญญาณระดับสูงสุด ไม่สามารถมองเห็นแม้เพียงเล็กน้อยถึงระดับพลังฝีมือของเธอ”

 

“นั่นมันเป็นไปไม่ได้ ท่านเจ้าสถาบันหญิงเป็นถึงหนึ่งในสามเขตราชันวิญญาณในทวีปแห่งนี้ คนที่อยู่จุดสูงสุดของวิชาฝีมือ เหตุใดจึงจะมีใครก็ไม่รู้ที่--”

 

“จุดสูงสุดของวิชาฝีมือรึ” เจ้าสถาบันหญิงพลันหัวเราะเสียงดัง สร้างความสับสนให้กับผู้อาวุโสของสถาบัน

 

“ลืมเรื่องข้าไปก่อน กระทั่งผู้เฒ่าของสำนักเทพกระบี่ยังมิกล้าที่จะพูดว่าเขาอยู่จุดสูงสุดของวิชาฝีมือ ไม่มีทางในเมื่อ”เธอ“ยังอยู่ที่นี่”

 

เมื่อเธออ้างถึงเจ้าสำนักของสำนักเทพกระบี่ เธอไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งฐานะแต่หมายความถึงพลังการฝึกปรือของเขาที่เข้าสู่เขตเทพวิญญาณระดับหนึ่ง ผู้ซึ่งถือว่าอยู่ในจุดสูงสุดของเขตปุถุชน

 

“เธอ...ท่านหมายถึง…”

 

ผู้อาวุโสต่างพากันนึกถึงผู้ที่เจ้าสถาบันหญิงพูดถึง แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวอธิบายอะไรเลย

 

“ใช่แล้ว ธิดาเทพเซียนซูเยวี่ย ผู้ที่ข้ามผ่านขอบเขตของปุถุชนไปนานแล้ว ก้าวข้ามไปแม้กระทั่งเซียนหานซินในแง่ของพลังฝีมือ ซึ่งข้าไม่อาจมองเห็นแม้แต่น้อย”

 

“เช่นนั้นท่านต้องการสื่อว่า...หญิงสาวคนนั้นมีพลังการฝึกปรือคล้ายกับเซียนซูเยวี่ย”

 

ผู้อาวุโสเริ่มมีเหงื่อหลั่งไหลครั้นเมื่อพวกเขาคิดถึงความเป็นไปได้นั้น

 

เพียงแค่การมีตัวตนของธิดาเทพเซียนซูเยวี่ยก็เพียงพอที่จะกลับขั้วพลังอำนาจในโลกนี้ พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมีคนอื่นที่มีพลังอำนาจคล้ายคลึงกัน

 

เจ้าสถาบันหญิงส่ายหน้าและกล่าวว่า “ข้ามิได้คิดไกลเช่นนั้น แต่ข้าก็ไม่ปฏิเสธว่าความเป็นไปได้นี้มีอยู่”

 

“ท้ายที่สุด เป็นการดีที่พวกเราไม่ไปล่วงเกินพวกเขา แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยที่พวกเขาเป็นกลุ่มที่มีพลังอำนาจกล้าแกร่ง พวกเรามิอาจที่จะทำการเสี่ยง มิฉะนั้นรากฐานนับพันปีอาจจะล้มลงเพียงชั่วข้ามคืน”

 

"!!!"

 

ผู้อาวุโสต่างพากันพยักหน้าอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีใครสักคนในหมู่พวกเขาโง่เกินที่จะทำการเสี่ยงเช่นนั้น

 

“นับแต่นี้ต่อไป พวกเราควรตั้งใจในการเตรียมวัตถุดิบในรายการนี้ซึ่งเขาจะได้จากไปโดยเร็วที่สุด”

 

เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันพยักหน้าเห็นพ้อง

 

-

 

-

 

-

 

“นี่คือห้องบรรยาย ผู้อาวุโสจะมาที่นี่อาทิตย์ละครั้งเพื่อที่จะบรรยายให้กับเหล่าศิษย์ซึ่งพวกเขาจะได้เปิดหูเปิดตา”

 

ผู้อาวุโสเติ้งชี้ไปยังพื้นที่กว้างเบื้องหน้าพวกเขา ในตอนนี้ห้องบรรยายคลาคล่ำไปด้วยบรรดาศิษย์หลายร้อยโดยมีผู้อาวุโสคนหนึ่งอยู่เบื้องหน้า เขานั่งอยู่หน้าเตาหลอมขนาดใหญ่ ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินการปรุงยา

 

เปรียบเทียบกับห้องบรรยายของนิกายกุสุมาลย์พ้นพิสัยที่ปกติว่างเปล่า ซึ่งยากจะมีผู้อาวุโสเข้าไปบรรยาย บรรยากาศในสถานที่แห่งนี้แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

 

ซูหยางหยุดเดินเพื่อมองไปยังห้องบรรยายจากระยะห่าง หรือให้เฉพาะเจาะจง เตาหลอม

 

“เจ้ามีความสนใจในยาที่เขาปรุงรึ” ผู้อาวุโสเติ้งถามหลังจากที่เห็นเขาจ้องมองไปยังห้องบรรยาย

 

“ยากระตุ้นวิญญาณขั้นสูง” ซูหยางพลันกล่าวขึ้น

 

“ประทานโทษ” ผู้อาวุโสเติ้งมองดูเขาด้วยดวงตาที่มีแต่คำถาม

 

แต่ซูหยางไม่สนใจเขาและกล่าวต่อไปว่า “ตัดสินจากกลิ่น มันควรจะได้ออกมาโดยมีความบริสุทธิ์ประมาณ แปดสิบเปอร์เซนต์ อย่างมากที่สุดก็จะได้เป็นยาคุณภาพขั้นกลาง”

 

"..."

 

ถึงตอนนี้ ผู้อาวุโสเติ้งได้แต่ยืนที่นั่นด้วยท่าทางโง่งม

 

“ข-ขออภัย...ข้าจักกลับมาโดยเร็ว”

 

หลังจากที่กล่าวเช่นนั้นแล้ว เขาก็วิ่งไปยังห้องบรรยาย ปล่อยให้ซูหยางยืนอยู่ในที่ห่างไกลตรงนั้น

 

จบบทที่ DC บทที่ 150: ห้องบรรยาย (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว