- หน้าแรก
- หมอจีนปากแจ๋ว: ไลฟ์สดทีไร คนไข้ขิตยกช่อง
- บทที่ 451 - เหตุผลของการกินไม่พูดนอนไม่คุย
บทที่ 451 - เหตุผลของการกินไม่พูดนอนไม่คุย
บทที่ 451 - เหตุผลของการกินไม่พูดนอนไม่คุย
บทที่ 451 - เหตุผลของการกินไม่พูดนอนไม่คุย
เมื่อเมิ่งเจิ้งซานปล่อยมือจากเมิ่งกวงแล้ว ฉินเจียงก็มองเมิ่งกวงแล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "รู้ตัวหรือยังว่าผิดตรงไหน?"
เวลานี้เมิ่งกวงสิ้นฤทธิ์เดช ไม่เหลือความอวดดีเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเขารู้ดีว่าในเวลานี้ คนที่จะช่วยเขาได้ไม่มีใครอื่น นอกจากฉินเจียงคนเดียว
เมิ่งกวงรีบพูดขึ้นทันที "ผมรู้ผิดแล้วครับหมอฉิน ช่วยบอกพ่อให้โอกาสผมอีกสักครั้งเถอะครับ ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ต่อไปผมจะไม่เล่นเกมอีกแล้วครับ"
เห็นเมิ่งกวงเปลี่ยนท่าทีเร็วขนาดนี้ แถมยังร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้า ชาวเน็ตในไลฟ์สดก็อดไม่ได้ที่จะวิจารณ์
"สุดท้ายก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง เด็กที่ไหนบ้างไม่ห่วงเล่น?"
"นั่นสิ ถ้าลูกฉันมีไอคิวระดับสอบติดชิงเป่ยได้นะ ฉันคงนอนยิ้มจนแก้มปริไปแล้ว ครอบครัวนี้ไม่รู้จักถนอมของดีเลยจริงๆ"
"ฉันว่ามีปัญหากันทั้งสองฝ่ายแหละ ฝ่ายลูกก็ไม่ควรโกหกพ่อแม่ นี่มันผิดชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายพ่อแม่ก็ไม่ควรจะสุดโต่งเกินไป ลูกทำผิดนิดหน่อยก็จะทุบจะตีให้ตาย แบบนี้มันไร้มนุษยธรรมเกินไป"
เห็นเมิ่งกวงสำนึกผิดอย่างจริงใจ ดูท่าจะรู้ซึ้งถึงความผิดแล้วจริงๆ ฉินเจียงจึงหันไปพูดกับเมิ่งเจิ้งซานว่า "เด็กน่ะครับ ห่วงเล่นเป็นเรื่องธรรมดา"
"ในมุมมองทางการแพทย์ เด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกใบนี้อย่างเปี่ยมล้น และยังไม่ถูกเรื่องหยุมหยิมในชีวิตประจำวันมารบกวนจิตใจ พวกเขาเลยมีพลังงานเหลือเฟือ และมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าผู้ใหญ่"
"ตอนนี้มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกล เราจะเอามุมมองและวิสัยทัศน์แบบเดิมๆ มาตัดสินสิ่งต่างๆ ไม่ได้แล้วครับ"
"เมิ่งกวง หยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดเกมให้ดูหน่อย"
เมิ่งกวงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมฉินเจียงถึงให้ทำแบบนี้
แต่พอเห็นสายตาจริงจังของฉินเจียง เมิ่งกวงก็ไม่คิดอะไรมาก รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดเกมทันที
ฉินเจียงโชว์หน้าจอโทรศัพท์ให้สองผัวเมียเมิ่งเจิ้งซานดู
"พวกคุณดูสิครับ นี่คือสิ่งที่เด็กสมัยนี้เขาเล่นกัน ฉากพวกนี้พวกคุณเคยเห็นมาก่อนไหมครับ?"
เมิ่งเจิ้งซานเกาหัวด้วยความขัดเขิน
"พวกเราไม่มีความรู้ จะไปเคยเห็นของพวกนี้ได้ยังไงล่ะครับ"
ฉินเจียงพูดต่อ "นี่ไม่เกี่ยวกับมีความรู้หรือไม่มีความรู้หรอกครับ มันคือการชื่นชมความงาม ถึงคุณจะไม่มีความรู้ แต่คุณก็ยังมองเห็นภูเขาเห็นแม่น้ำที่อยู่ตรงหน้าได้ไม่ใช่เหรอครับ?"
"คนโบราณว่าไว้ อ่านหนังสือหมื่นเล่ม ต้องเดินทางหมื่นลี้ ผมคิดว่าด้วยพรสวรรค์ของเมิ่งกวง การอ่านหนังสือหมื่นเล่มคงไม่ใช่ปัญหา แต่เขาจะไปเดินทางหมื่นลี้ได้ยังไงล่ะ? ถ้าเปลี่ยนเป็นเดินทางหมื่นลี้ในโลกของเกม ผมว่ามันก็ไม่เลวนะครับ"
พอฉินเจียงพูดแบบนี้ ชาวเน็ตในไลฟ์สดก็ฮือฮากันใหญ่
"เยี่ยมๆๆ เดินทางหมื่นลี้แบบนี้ก็ได้เหรอ? ถ้านับแบบนี้ ฉันก็นับว่าเดินทางมาแล้วหมื่นลี้เหมือนกันนะเนี่ย"
"ถ้าพูดแบบนี้ ฉันก็นับว่าเป็นพหูสูตแล้วสิ เพราะซอกหลืบมุมตึกในเกมฉันไปสำรวจมาหมดแล้ว ฉันยังรู้ทางลับที่คนอื่นไม่รู้อีกตั้งเยอะ เรื่องแบบนี้ฉันไม่เที่ยวไปบอกใครมั่วซั่วหรอกนะ"
"จริงๆ ที่หมอฉินพูดก็มีเหตุผลนะ ก่อนหน้านี้ก็มีโครงการมรดกทางวัฒนธรรมดิจิทัลไม่ใช่เหรอ? ที่เขาใช้เครื่องสแกนเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมทั่วโลกมาทำเป็นไฟล์ดิจิทัล แบบนี้ต่อให้อนาคตเกิดเหตุไม่คาดฝัน ของจริงเสียหายไป เราก็ยังชื่นชมมันได้ในโลกดิจิทัล"
เดิมทีฉินเจียงพูดเรื่องพวกนี้เพื่อจะกล่อมเมิ่งเจิ้งซาน แต่ใครจะไปรู้ว่ายิ่งฟัง เมิ่งกวงก็ยิ่งตาเป็นประกาย
"ใช่สิ! ทำไมผมคิดไม่ได้นะ? คณิตศาสตร์เป็นวิชาเครื่องมือ แทบทุกอย่างต้องใช้คณิตศาสตร์ทั้งนั้น"
"ในเมื่อผมชอบทั้งคณิตศาสตร์และชอบเล่นเกม ทำไมผมไม่เอาคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในเกมล่ะ?"
"ผมสามารถสร้างเกมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีแต่ผมเท่านั้นที่สร้างได้!"
แววตาของเมิ่งกวงแน่วแน่มั่นคง ราวกับค้นพบสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำในที่สุด
เมิ่งเจิ้งซานเห็นเมิ่งกวงอ้าปากก็เกม หุบปากก็เกม ก็ทำท่าจะของขึ้นอีก
"ไอ้ลูกเวร นี่แกยังไม่จบใช่ไหม? เห็นแก่หน้าหมอฉินฉันถึงไม่เอาเรื่อง แกยังจะเล่นเกมอีกเหรอ?"
เห็นเมิ่งเจิ้งซานทำท่าจะลงไม้ลงมือกับเมิ่งกวงอีก ฉินเจียงก็รีบอธิบาย "คุณเมิ่งครับ ผมว่าคุณต้องเปลี่ยนความคิดหน่อยนะ ตอนนี้อุตสาหกรรมเกมมันใหญ่โตมาก ทำเงินได้มหาศาล แถมยังใช้เผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศเราได้ด้วย"
"ในประเทศเราตอนนี้ยังขาดบริษัทสร้างเกมดีๆ ถ้าลูกชายคุณสามารถเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้ มันจะเป็นการสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการเกมและวัฒนธรรมของประเทศเราเลยนะครับ"
"ดังนั้นขอแค่เขาไม่ทำตัวเหลวไหลอดหลับอดนอนแบบครั้งนี้ ผมแนะนำว่าคุณควรสนับสนุนเขาจะดีกว่าครับ"
พวกเมิ่งเจิ้งซานไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ เลยไม่รู้ว่าควรจะสนับสนุนหรือคัดค้านดี
แต่พอได้ยินฉินเจียงพูดแบบนี้ พวกเขาก็เข้าใจทันที
ที่แท้การเล่นเกมก็เป็นอาชีพได้ และนับเป็นสัมมาอาชีพได้เหมือนกัน
เมิ่งเจิ้งซานเองก็เป็นลูกผู้ชายที่เด็ดขาด
เขามองเมิ่งกวง แล้วหันมามองฉินเจียง ก่อนจะพูดว่า "ได้ครับ งั้นผมเชื่อฟังหมอฉิน หมอฉินเป็นหมอเทวดา คำพูดของหมอต้องไม่ผิดแน่นอน"
พูดถึงตรงนี้ เมิ่งเจิ้งซานก็พูดกับฉินเจียงว่า "หมอฉินครับ คือผมเกรงใจจัง ลูกผมไม่ได้ป่วยแต่มาเสียเวลาหมอตั้งนาน หมอคิดค่าเสียเวลาเท่าไหร่ครับ?"
ฉินเจียงมองเขาแล้วพูดว่า "ใครบอกว่าลูกชายคุณไม่ป่วยครับ? ผมถามหน่อย ช่วงนี้เขามีอาการเบื่ออาหาร กินน้อยลงเรื่อยๆ หรือบางทีก็ไม่อยากกินอะไรเลยใช่ไหมครับ?"
เมิ่งเจิ้งซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารัวๆ
"ใช่ครับๆๆ ผมก็เป็นห่วงเรื่องนี้แหละถึงพาเขามาหาหมอ แต่เมื่อกี้ฟังหมอฉินพูดตั้งเยอะ ผมก็นึกว่าเขาป่วยทางความคิด สรุปว่าความคิดเขาป่วยจริงๆ เหรอครับ?"
ฉินเจียงอธิบาย "ทำไมคนโบราณถึงบอกว่า 'กินไม่พูด นอนไม่คุย'? ก็เพราะเวลาคุณพูด สมองคุณต้องทำงาน พอสมองทำงาน มันก็จะไปกระทบการย่อยอาหารของกระเพาะ และกระทบการพักผ่อนของสมอง"
"เมิ่งกวงเป็นเด็กอัจฉริยะจริงๆ ครับ แต่จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของอัจฉริยะคือมักจะอายุสั้น คือตายเร็วนั่นแหละครับ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?"
"ก็เพราะสมองของพวกเขาทำงานตลอดเวลา คิดนู่นคิดนี่ไม่หยุด พอสมองเอาแต่คิด พลังงานที่จะแบ่งไปให้ส่วนอื่นของร่างกายก็น้อยลง คิดไปคิดมา ก็เลยเวลาหิว พอเลยเวลาหิวก็ไม่อยากกินข้าวแล้ว"
"แต่พอเลยเวลาหิวแล้ว มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเหรอครับ? แน่นอนว่าส่งผล ดังนั้นตอนนี้เขาต้องการอะไรบางอย่างมาแทนที่การกินข้าวชั่วคราว กินให้ตรงเวลา แล้วค่อยๆ ปรับนิสัยนี้ให้กลับมาถูกต้อง สร้างนิสัยการกินข้าวให้ครบสามมื้อ แบบนี้ถึงจะใช้ได้ครับ"
พูดจบ ฉินเจียงก็ชี้ไปที่คิวอาร์โค้ดบนโต๊ะ "สแกนจ่ายเงินก่อนครับ ทั้งหมดสามร้อยห้าสิบหยวน เดี๋ยวผมจะจัดยาให้"
(จบแล้ว)