- หน้าแรก
- หมอจีนปากแจ๋ว: ไลฟ์สดทีไร คนไข้ขิตยกช่อง
- บทที่ 231 - บาดแผลเล็กจิ๋ว
บทที่ 231 - บาดแผลเล็กจิ๋ว
บทที่ 231 - บาดแผลเล็กจิ๋ว
บทที่ 231 - บาดแผลเล็กจิ๋ว
นอกจากใช้ยาและการผ่าตัดแล้ว โรคนิ่วในหูชั้นในยังมีวิธีรักษาที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง คือการทำกายภาพบำบัดด้วยการจัดท่าศีรษะ
หลักการของการจัดท่าศีรษะนั้นเข้าใจได้ง่ายมาก
สาเหตุที่คนไข้รู้สึกวิงเวียน เป็นเพราะตะกอนหินปูนเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง ไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่
ดังนั้นการจัดท่าศีรษะ ก็คือการขยับหัวไปมาในทิศทางเฉพาะ เพื่อกลิ้งเจ้าตะกอนหินปูนพวกนั้นให้กลับเข้าที่เดิม
ทันทีที่หินปูนกลับเข้าที่ อาการบ้านหมุนชวนอ้วกก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง และไม่ทิ้งผลข้างเคียงใดๆ
หลังจากที่ฉินเจียงจับโจวลี่หมุนไปหมุนมาจนเธอแทบจะทนไม่ไหว จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า "เอาล่ะ ลองดูซิว่ายังเวียนหัวอยู่ไหม?"
โจวลี่ลุกขึ้นนั่งตัวตรง แล้วลองส่ายหน้าซ้ายขวา ทันใดนั้นเธอก็ยิ้มแก้มปริ
"ไม่เวียนแล้ว หนูไม่เวียนหัวแล้วจริงๆ!"
โจวลี่มองฉินเจียงด้วยสายตาซาบซึ้ง
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อก่อนเวลาเจ็บป่วย เธอใช้วิธีอดทนให้มันหายเองตลอด
ไม่เคยเจอหมอที่เชี่ยวชาญและรักษาได้ชะงัดแบบฉินเจียงมาก่อน
แค่ขยับตัวไม่กี่ท่า ก็รักษาโรคนิ่วในหูชั้นในได้หายขาด นี่คือข่าวดีที่สุดสำหรับสวี่ซิ่วและโจวลี่
ในเมื่อโจวลี่ไม่เวียนหัวแล้ว สมรรถภาพร่างกายด้านอื่นของเธอก็ผ่านเกณฑ์ฉลุย เพราะฉินเจียงตรวจร่างกายอย่างละเอียดไปรอบหนึ่งแล้ว
"หมอฉินคะ รักษาเสร็จแล้วใช่ไหมคะ? ต้องมีการรักษาเสริมอะไรอีกไหม?"
สวี่ซิ่วความจำดีมาก จำได้ว่าก่อนหน้านี้ฉินเจียงเคยเกริ่นไว้
ฉินเจียงหยิบถุงยาจีนที่เตรียมไว้แล้วหลายห่อ ส่งให้สวี่ซิ่ว
"ถึงตอนนี้จะไม่มียาตัวไหนรักษาโรคนิ่วในหูชั้นในให้หายขาดได้โดยตรง แต่ยาพวกนี้ช่วยบรรเทาอาการและปรับสมดุลได้จริงครับ"
"ต้มกินวันละห่อ แนะนำให้กินตอนเช้าช่วงท้องว่าง"
"กินติดต่อกันสักครึ่งเดือน ถ้าโจวลี่ยังมีอาการผิดปกติอะไร ให้รีบกลับมาหาผมได้ตลอดเวลา"
โค้ชสวี่ซิ่วรีบเก็บยาใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง กลัวว่าความสะเพร่าของตัวเองจะทำยาล้ำค่าหาย
"เรียบร้อยครับ ไม่มีอะไรแล้ว แค่ระวังไว้อย่างเดียวคือช่วงที่กินยา งดซ้อมหนักเด็ดขาด ถ้าทำได้การฟื้นฟูร่างกายก็ไม่มีปัญหา"
สวี่ซิ่วและโจวลี่กล่าวขอบคุณฉินเจียงอีกครั้ง ก่อนจะเดินประคองกันออกจากคลินิกไป
หลิวเหยียนอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ "โจวลี่ทุ่มเทเพื่อการแข่งจนไม่ห่วงสุขภาพตัวเองเลย นี่ไม่น่าใช่วัฒนธรรมการกีฬาที่เราควรยกย่องนะคะ?"
ในมุมมองอันไร้เดียงสาของหลิวเหยียน กีฬาควรจะเป็นเรื่องของ สปิริต ความแข็งแกร่ง และการพัฒนาตนเอง
ไม่ใช่การเผาผลาญสังขารตัวเองในช่วงสั้นๆ แล้วต้องมาทนทุกข์ทรมานกับร่างกายที่พังยับเยินไปตลอดชีวิตที่เหลือ
ฉินเจียงถอนหายใจ "นักกีฬาอาชีพสมัยนี้ มีสักกี่คนที่ยังยึดมั่นในจิตวิญญาณโอลิมปิก? เรื่องพวกนี้อย่าไปคิดมากเลยครับ ทำใจยอมรับมันเถอะ"
ถึงฉินเจียงจะไม่เห็นด้วยกับวิธีของโจวลี่ แต่เขาก็เข้าใจเธอ
การกระทำของเธอคือการเอาสุขภาพเป็นเดิมพัน เพื่อแลกกับช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์เพียงครั้งเดียว
สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเธอ แค่ได้ออกทีวี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้แล้ว
หลังจากทั้งคู่จากไปได้ไม่นาน ผู้ชายคนหนึ่งก็อุ้มเด็กน้อยวิ่งหน้าตื่นเข้ามาจากข้างนอก
"หมอครับ! ช่วยลูกชายผมด้วย แกจะไม่ไหวแล้ว!"
เห็นท่าทางร้อนรนของชายคนนั้น โจวโม๋ลี่รีบเข้าไปรับเด็กมาอุ้ม แล้ววางลงบนเตียงคนไข้ทันที
"หมอฉินคะ ต้องฉีดยาอะไรไหม?"
ฉินเจียงขมวดคิ้ว "อย่าเพิ่งใจร้อน พาไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อน พอผลออกมาเราจะแจ้งให้ทราบทันที"
เดี๋ยวนี้ฉินเจียงต้องรอบคอบในการรักษามากขึ้น
เพราะคนไข้สมัยนี้ต้องการหลักฐานยืนยันผลการวินิจฉัย ไม่งั้นคงไม่ยอมให้ความร่วมมือแน่ๆ
ระหว่างที่โจวโม๋ลี่พาเด็กไปตรวจ ฉินเจียงชี้ไปที่เครื่องอ่านบัตรบนโต๊ะ "รูดบัตรก่อนครับ ผมต้องยืนยันตัวตนของคุณ"
ชายคนนั้นไม่รอช้า รีบหยิบบัตรประชาชนออกมาแตะ
ไม่นานข้อมูลของสองพ่อลูกก็ปรากฏบนหน้าจอ
พ่อชื่อ หงซวี่ เป็นพ่อค้าขายอาหารทะเลและรับจ้างฆ่าปลาในตลาดสดแถวนี้
ลูกชายชื่อ หงเจียฮุย การตั้งชื่อว่า 'เจียฮุย' (เกียรติยศของตระกูล) แสดงให้เห็นว่าหงซวี่ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างและคาดหวังในตัวลูกคนนี้มากแค่ไหน
"หมอครับ ลูกผมเป็นอะไร? เขาเป็นหลานชายคนเดียวของตระกูลหงรุ่นที่สามเลยนะ ถ้าเป็นอะไรไป พ่อผมเอาตายแน่!"
ฉินเจียงส่ายหน้า "เมื่อกี้ผมดูผ่านๆ ยังไม่ได้ตรวจละเอียด"
"แต่จากประสบการณ์ ไม่น่าใช่ปัญหาทางระบบประสาท"
ที่ฉินเจียงพูดแบบนี้ เพราะถึงหงเจียฮุยจะมีสติเลือนราง แต่เขายังร้องไห้อยู่ เพียงแต่เสียงเบามาก
นี่แสดงว่าสมองของเขายังมีปฏิกิริยาตอบสนองและมีกลไกป้องกันตัวเองอยู่
การร้องไห้เมื่อเจ็บปวด คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดพื้นฐานที่สุด
ไม่นาน โจวโม๋ลี่ก็นำใบรายงานผลเข้ามา
ฉินเจียงกวาดตามองรายงาน แล้วคิ้วก็ขมวดมุ่น
"ลูกชายคุณมีภาวะอักเสบในร่างกายสูงมาก แสดงว่าต้องมีบาดแผลตรงไหนสักแห่ง"
"คุณลองเช็กดูซิว่าลูกไปโดนอะไรมา?"
หงซวี่ไม่รอช้า รีบเข้าไปพลิกตัวหงเจียฮุยสำรวจหาบาดแผลทันที
ระหว่างที่หงซวี่กำลังตรวจดูลูก ฉินเจียงก็สังเกตอาการเด็กไปด้วย
ฉินเจียงพบว่าคอของหงเจียฮุยมีอาการบวมน้ำ แต่เพราะเด็กค่อนข้างจ้ำม่ำ อาการบวมเลยดูกลมกลืนไปกับชั้นไขมัน
"คอลูกชายคุณเป็นอะไร? ลองดูดีๆ ซิมีแผลไหม?"
พอฉินเจียงทัก หงซวี่ก็แหวกดูที่คอของลูกชาย
แล้วเขาก็เจอจริงๆ รอยกรีดเล็กๆ ยาวประมาณสามเซนติเมตรซ่อนอยู่
บาดแผลนี้เล็กและคมกริบเหมือนโดนกระดาษบาด เลือดไม่ออกสักหยดแม้จะมาถึงมือหมอแล้ว
แผลแบบนี้ถึงจะเล็ก แต่สร้างความระคายเคืองและเจ็บปวดตลอดเวลา มิน่าล่ะหงเจียฮุยถึงได้ร้องไห้งอแงไม่หยุดแม้สติจะเลือนราง
"มาครับ วางมือลูกชายลงบนหมอนรอง ผมจะจับชีพจร"
หงซวี่รีบทำตาม จับมือขวาของลูกชายวางให้หมอตรวจ
ฉินเจียงแตะชีพจรปุ๊บ สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
"ลูกคุณไข้ขึ้นสูงมาก อาการหนักกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ"
(จบแล้ว)