- หน้าแรก
- หมอจีนปากแจ๋ว: ไลฟ์สดทีไร คนไข้ขิตยกช่อง
- บทที่ 216 - เด็กคนนี้ทนหิวเก่งจริงๆ
บทที่ 216 - เด็กคนนี้ทนหิวเก่งจริงๆ
บทที่ 216 - เด็กคนนี้ทนหิวเก่งจริงๆ
บทที่ 216 - เด็กคนนี้ทนหิวเก่งจริงๆ
สองแม่ลูกวิ่งไล่จับกันกลางคลินิกหมอจีน
เกาหลานนี่สมเป็นแม่แท้ๆ ของจ้าวจั๋ว ลงมือแต่ละทีไม่มีคำว่าออมแรง
จ้าวจั๋วโดนฟาดไปหลายทีจนต้องร้องขอชีวิต
พอเห็นหน้าซีดๆ ของลูกสาว เกาหลานก็เริ่มใจอ่อน ตีไม่ลงอีก
เธอชี้หน้าด่ากราด "ดูสภาพแกตอนนี้สิ ดูได้ที่ไหน!"
"ไสหัวกลับไปนั่งที่เดิม ให้หมอฉินตรวจดูให้ละเอียดเดี๋ยวนี้!"
จ้าวจั๋วกุมแขนที่โดนตี เดินคอตกกลับไปนั่งที่เดิมอย่างว่าง่าย
เธอแอบส่งสายตาตัดพ้อให้ฉินเจียง
ถ้าไม่ใช่เพราะฉินเจียงถามคำถามนั้น เธอก็คงไม่โดนตีหนักขนาดนี้
เกาหลานเดินเข้ามาหาฉินเจียง แล้วกระซิบถามอย่างเกรงใจว่า "หมอฉิน... ที่นี่ตรวจ 'ไอ้นั่น' ได้ไหม?"
ฉินเจียงมองเธอด้วยความงุนงง
"ตรวจอะไรครับ?"
เกาหลานทำหน้ากระอักกระอ่วน "ก็ตรวจไอ้นั่นน่ะ... ตรวจว่าแกยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่หรือเปล่า"
ฉินเจียงฟังแล้วก็เข้าใจทันที
เกาหลานนี่หัวอกคนเป็นแม่จริงๆ ห่วงลูกสาวทุกฝีก้าว
เธอนึกไม่ถึงว่าลูกสาววัยเรียนจะมีแฟน
แถมตอนนี้ยังทำตัวเองจนโทรมเป็นผีตายซาก ใครจะไปรู้ว่าลูกสาวไปทำเรื่องไม่งามอะไรกับไอ้หนุ่มโจวเฮ่านั่นมาบ้างหรือเปล่า?
ฉินเจียงตอบกลับไปตรงๆ "เรื่องนี้คุณวางใจได้ ลูกสาวคุณยังไม่ข้ามเส้นครับ"
เกาหลานตาโตด้วยความประหลาดใจ
"คุณยังไม่ได้ตรวจภายในเลย รู้ได้ยังไง?"
ฉินเจียงตอบเรียบๆ "ผมจับชีพจรก็รู้แล้วครับ"
จ้าวจั๋วทนฟังไม่ไหว รีบพูดแก้ต่างด้วยความน้อยใจ "แม่... เลิกถามได้แล้ว หนูกับโจวเฮ่าไม่มีอะไรกันจริงๆ เราไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่าสักหน่อย"
เกาหลานถลึงตาใส่ลูกสาว
"ไม่มีอะไรกัน? ก่อนหน้านี้แกก็บอกแม่ว่าจะตั้งใจเรียน จะไม่มีแฟน แล้วเป็นไงล่ะ?"
ถึงจะบ่นกระปอดกระแปด แต่เกาหลานก็เชื่อคำพูดของฉินเจียง
"หมอฉิน แล้วโรคโลหิตจางของลูกสาวฉัน จะรักษาหายไหมคะ?"
ฉินเจียงพยักหน้า "อย่างที่ผมบอก ต้องรู้สาเหตุที่ทำให้เป็นโลหิตจางก่อน ถึงจะจ่ายยาได้ถูกโรค"
ฉินเจียงหันไปถามจ้าวจั๋ว "ก่อนจะมีแฟน ประจำเดือนหนูมาปกติใช่ไหม?"
จ้าวจั๋วพยักหน้า
"ค่ะ ปกติทุกอย่าง"
ฉินเจียงสรุป
"นั่นแสดงว่าอาการโลหิตจางของหนู เกี่ยวข้องกับแฟนหนุ่มมากทีเดียว"
"ลองคิดดูให้ดี แฟนหนูทำอะไรกับหนู หรือหนูทำอะไรกับตัวเองบ้าง?"
จ้าวจั๋วนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างลังเล "การอดอาหารนับไหมคะ?"
จ้าวจั๋วตอบเสียงอ่อย "แฟนหนูเขาบ่นว่าหนูอ้วนเกินไป เขาบอกว่าอยากอุ้มหนูแต่อุ้มไม่ไหว ก็เลยให้หนูอดอาหารลดความอ้วน"
พอได้ยินแบบนั้น ชาวเน็ตในไลฟ์สดก็ของขึ้นทันที
"น้องคนนี้ล้อเล่นปะเนี่ย? หุ่นแบบนี้เนี่ยนะอ้วน?"
"ดูแล้วน่าจะหนักไม่ถึง 45 กิโลฯ ด้วยซ้ำ ยังจะให้ลดอีก ผู้หญิงคนอื่นไม่ต้องไปผูกคอตายกันหมดเหรอ?"
"สมัยนี้ค่านิยมมันเพี้ยนไปหมด เอะอะก็ลดความอ้วน จะให้ผอมเป็นไม้เสียบผีหรือไง ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย"
เกาหลานยิ่งฟังยิ่งโมโห "มันให้แกลดแกก็ลดงั้นเหรอ? แกเป็นหมูหรือไง ไม่มีสมองคิดเองเหรอฮะ?"
ฉินเจียงส่งสัญญาณให้เกาหลานใจเย็นๆ ก่อนจะถามต่อ "แล้วหนูลดความอ้วนยังไง กินข้าววันละกี่มื้อ?"
จ้าวจั๋วตอบเสียงเบา "กินวันละมื้อค่ะ แค่มื้อเช้า... นมหนึ่งแก้ว กล้วยหนึ่งลูก ไข่ต้มหนึ่งฟอง"
ฉินเจียงชะงัก
"แค่นั้น?"
จ้าวจั๋วพยักหน้า
"บางทีถ้าหิวไม่ไหวจริงๆ หนูก็จะกินน้ำเปล่าประทังเอาค่ะ ช่วยให้ท้องโล่งขึ้นหน่อย"
คราวนี้แม้แต่ฉินเจียงยังต้องนับถือใจเด็กคนนี้
"หนูกินแค่นี้... ทนมาได้สามเดือน?"
ฉินเจียงไม่รู้จะเรียกว่าพลังแห่งความรัก หรือความหลงผิดดี
ความหิวคือความทรมานที่มนุษย์ทนได้ยากที่สุด
เพราะเวลาหิว คนเราจะหาของกินตามสัญชาตญาณ
แต่จ้าวจั๋วเพื่อความรัก เพื่อที่จะผอม กลับเอาชนะสัญชาตญาณดิบนั้นได้
จะไม่ให้ฉินเจียงทึ่งได้ยังไง?
เมื่อเจอสาเหตุของโรคแล้ว ฉินเจียงก็ชี้ไปที่คิวอาร์โค้ดบนโต๊ะ "โอเค ผมรู้วิธีรักษาแล้ว สแกนจ่ายเงินได้เลย ทั้งหมดสามพันหนึ่ง"
เกาหลานไม่ลังเล รีบหยิบมือถือมาสแกนจ่ายทันที
ติ๊ง
[ตรวจพบโฮสต์พูดความจริงกับคนไข้ เปิดเผยโรคที่ซ่อนอยู่ ช่วยเหลือคนไข้ได้อย่างมหาศาล ภารกิจเสร็จสิ้น]
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับรางวัล: ยาตานจือเซียวหยาวหวาน
ให้จ้าวจั๋วนั่งรอสักพัก ฉินเจียงเดินเข้าไปในห้องยา หยิบยาออกมาสี่สิบเม็ดใส่ขวดเล็กๆ
ฉินเจียงยื่นขวดยาให้เกาหลาน "นี่คือ 'ยาชีพจรเดินเลือดคล่อง' เอาไว้บำรุงเลือดครับ"
"กินเช้าเย็นครั้งละเม็ด ติดต่อกันยี่สิบวัน อาการน่าจะดีขึ้น"
"แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เลิกอดอาหารซะ การกินข้าวให้ปกติสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น"
"โรคโลหิตจาง จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาให้หายขาด จะส่งผลเสียต่อชีวิตระยะยาวได้"
เกาหลานพยักหน้าขอบคุณรัวๆ
"ได้เลยหมอฉิน วางใจได้ ฉันจะคุมเข้มยัยเด็กคนนี้เอง"
พอเก็บยาเสร็จ เกาหลานก็หันไปถลึงตาใส่จ้าวจั๋ว
"ยังจะนั่งบื้ออยู่อีก! รีบกลับบ้านสิ กลับไปเดี๋ยวแม่จะจัดชุดใหญ่ให้!"
มองดูสองแม่ลูกเดินจากไป หลิวเหยียนก็เปรยขึ้นว่า "เด็กสมัยนี้แก่แดดเกินไปแล้ว ถึงขนาดยอมอดข้าวปางตายเพื่อความรัก"
"เป็นฉันคงทำไม่ได้หรอก ให้กินแค่นั้นทุกวันคงเป็นลมตายไปก่อน"
ฉินเจียงยิ้ม "เด็กสมัยนี้สุดโต่งกว่าที่คุณคิดเยอะ รู้ใช่ไหมว่าการคลอดลูกมันเสี่ยงขนาดไหน?"
"แต่ก็มีเด็กผู้หญิงไม่รู้อีโหน่อีเหน่หลายคน แค่เข้าห้องน้ำไปเบ่งก็คลอดลูกออกมาได้เฉย เหมือนแค่ไปถ่ายหนัก ไม่ต้องมีหมอพยาบาลช่วยสักคน"
ทุกครั้งที่เห็นข่าวพวกนี้ ฉินเจียงรู้สึกสะท้อนใจที่สุด
ได้แต่บอกว่าความคิดและร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนคลอดลูกทีเหมือนเสียไปครึ่งชีวิต แต่บางคนคลอดเช้า บ่ายเดินปร๋อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉินเจียงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ถือโอกาสเปลี่ยนน้ำชาแก้วใหม่
ทันใดนั้น ชายหญิงคู่หนึ่งก็เดินเข้ามาในคลินิก
ฝ่ายชายหน้าตาปูดบวมเขียวช้ำ ดูเหมือนเพิ่งโดนใครซ้อมมาหมาดๆ
"คุณหมอ ตอนนี้ตรวจได้ไหมครับ?"
ฉินเจียงรีบเชิญให้ฝ่ายชายผู้บาดเจ็บนั่งลง
"มาหาหมอใช่ไหม? นั่งก่อนครับ เดี๋ยวผมไปเอายาทำแผลให้"
ชายคนนั้นโบกมือปฏิเสธ แล้วชี้ไปที่ผู้หญิงข้างๆ
"ไม่ได้มาตรวจผมครับ มาตรวจเมียผม ผมรู้สึกว่าเธอป่วยแน่ๆ แต่เธอไม่ยอมรับ แล้วก็ไม่ยอมไปโรงพยาบาลด้วย"
ชายหนุ่มพูดไม่ทันจบ หญิงสาวก็คว้าหมับเข้าที่นิ้วของเขาแล้วบิดอย่างแรง
"พูดก็ใช้ปากพูดสิ จะมาชี้หน้าฉันทำไม! นิ้วมือน่ะยังอยากมีอยู่ไหม?"
(จบแล้ว)