- หน้าแรก
- ผมนี่แหละ! ครูพลิกชะตาห้องเรียนขยะสู่ตำนานยุทธภพ
- บทที่ 1171 ใส่ร้ายกันหน้าด้าน ๆ
บทที่ 1171 ใส่ร้ายกันหน้าด้าน ๆ
บทที่ 1171 ใส่ร้ายกันหน้าด้าน ๆ
สิ่งชั่วร้ายรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่โลกภายในของเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อที่ไหนกัน!
นี่มันคือโรงพยาบาลบ้าที่คุมขังคนไข้โรคจิตสารพัดรูปแบบชัด ๆ!
แถมแต่ละคน อาการยังหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย!
สิ่งชั่วร้ายฝืนละสายตาจากพี่สี่ที่ยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงในท่าทางต่าง ๆ บนพื้น
มันกลัวว่าถ้าจ้องมองต่อไป ตัวมันเองนั่นแหละที่จะถูกปนเปื้อนไปด้วย
มันช่างหลุดโลกเกินไปแล้ว!
ในที่สุด สายตาของมันก็ไปหยุดอยู่ที่สิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในซากปรักหักพังแห่งนี้ที่ดูจะปกติที่สุด
เจียงเฉิงเฟิง
ในตอนนี้ เจียงเฉิงเฟิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนลานกว้างที่ค่อนข้างสะอาด
เขากำลังหลับตาสนิท ใบหน้าดูสงบนิ่งและน่าเลื่อมใส ลมหายใจสม่ำเสมอและยาวนาน
รอบตัวเขายังแฝงไปด้วยรัศมีแสงสีทองจาง ๆ อีกด้วย
ดูจากมาดแล้ว เห็นชัด ๆ ว่าเขากำลังอยู่ระหว่างการฝึกฝนวรยุทธ์ขั้นสูงบางอย่าง
เมื่อมีกลุ่มเพื่อนพ้องที่คอยกระโดดโลดเต้นและทำท่าทางที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแนวนามธรรม (Abstract) มาคอยเปรียบเทียบ
เจียงเฉิงเฟิงที่กำลังนั่งสมาธิอย่างสงบเงียบคนนี้ จึงดูปกติจนเกือบจะดูเข้าพวกไม่ได้เลยทีเดียว
สิ่งชั่วร้ายสังเกตอยู่นาน ในที่สุดก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ค่อยยังชั่ว ค่อยยังชั่ว
เจียงเฉิงเฟิงยังนับว่าเป็นคนปกติอยู่ แบบนี้ก็ค่อยคุยกันง่ายหน่อย
ส่วนภาพมายาพวกที่สภาวะจิตใจน่าเป็นห่วงรอบ ๆ นั้น ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรค
ขอแค่จัดการสติสัมปชัญญะหลักของเจียงเฉิงเฟิงได้ ภาพมายาพวกนี้ก็จะสลายไปเอง
ทว่า...
สายตาของสิ่งชั่วร้าย มองข้ามเจียงเฉิงเฟิงที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ไปหยุดอยู่ที่กระท่อมหลังเล็กที่ยังดูสมบูรณ์หลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
ภาพมายาทั้งเก้าคนที่มีพฤติกรรมประหลาดเหล่านั้น ต่างก็วนเวียนทำกิจกรรมอยู่รอบ ๆ กระท่อมหลังนี้
ราวกับว่าพวกเขากำลังปกป้องอะไรบางอย่างอยู่
ในใจของสิ่งชั่วร้ายพลันกระตุกวูบ ความอยากรู้อยากเห็นผลักดันให้มันลองส่งสัมผัสเข้าไปตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
ผ่านหน้าต่างที่ดูทรุดโทรม มันมองเห็นภาพภายในกระท่อม
เห็นร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างเงียบเชียบภายในห้อง ร่างนั้นนิ่งสนิทและมีกลิ่นอายที่มั่นคง
แต่สิ่งชั่วร้ายสัมผัสได้ว่า ร่างนี้ต่างหากที่เป็นแกนกลางที่แท้จริงของโลกแห่งจิตวิญญาณแห่งนี้
และที่สำคัญ... ร่างนี้ดูเหมือนจะคุ้นตาชอบกล
เหมือนเคยมาที่หุบเขาเสวียนเทียนก่อนหน้านี้ เพียงแต่ตอนนั้นมันไม่กล้าแอบดูมากนัก!
เพราะเจตจำนงแห่งความเที่ยงธรรมที่แผ่ออกมาจากคนคนนั้นมันน่ากลัวเกินไป
ยังดีที่คนตรงหน้านี้เป็นเพียงภาพมายา และดูจากสถานการณ์ตอนนี้ คนคนนี้ก็น่าจะเป็นคนที่สำคัญที่สุดในจิตใต้สำนึกของเจียงเฉิงเฟิง
เขาไม่เพียงแต่เป็นความยึดติดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของไอ้หนูคนนี้ แต่ยังเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในใจของเขาอีกด้วย
หากต้องการจะทำลายเขา ก็ต้องเริ่มลงมือจากจุดนี้แหละ
ดีมาก
ในดวงตาสีแดงก่ำของสิ่งชั่วร้าย ฉายแววอำมหิตและได้ใจวูบหนึ่ง
สิ่งที่มันถนัดที่สุด ก็คือการทำลายสิ่งที่คนอื่นรักและหวงแหนที่สุดในใจนั่นแหละ
มันวางแผนการทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว
เริ่มจากปรากฏตัวออกมา ใช้พลังที่เหนือกว่า ฉีกกระชากภาพมายาของเพื่อนพ้องทั้งเก้าที่ดูสติไม่ดีพวกนั้นทิ้งทีละคนต่อหน้าไอ้หนูคนนี้
เพื่อให้เขาสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังในระดับแรก
จากนั้น มันค่อย ๆ เดินตรงไปยังกระท่อมหลังนั้นอย่างช้า ๆ เพื่อลบภาพมายาของคนที่นั่งสมาธิอยู่ทิ้งไปต่อหน้าต่อตาเขา
เพื่อให้เขาตกอยู่ในความบ้าคลั่งและความพังทลายอย่างถึงที่สุด!
ถึงตอนนั้น ใจแห่งวิถีของเขาก็จะมีรอยร้าวที่ไม่อาจซ่อมแซมได้ แล้วมันก็จะถือโอกาสนั้นกลืนกินสติของเขาให้สิ้นซาก!
สมบูรณ์แบบ!
สิ่งชั่วร้ายรู้สึกยินดีไปถึงรากฐานกับแผนการที่เรียกได้ว่าไร้รอยต่อนี้
มันถึงขั้นจินตนาการเห็นภาพใบหน้าใสซื่อของเจียงเฉิงเฟิง บิดเบี้ยวด้วยความทรมานและความสิ้นหวังถึงขีดสุดล่วงหน้าแล้ว
นั่นต้องเป็น... ทัศนียภาพที่งดงามที่สุดในโลกแน่นอน!
มันไม่ลังเลอีกต่อไป
ถึงเวลาที่จะทำให้การทดสอบจิตใจครั้งนี้ เข้าสู่เนื้อหาที่แท้จริงเสียที!
“เกีย ๆ ๆ... อ้อ ไม่ใช่ อะแฮ่ม”
สิ่งชั่วร้ายฝืนข่มเสียงหัวเราะประหลาดนั่นลง ร่างกายที่หลอมรวมกับมารในใจค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไร้สุ้มเสียง
กลิ่นอายที่เย็นเฉียบและดุดัน แฝงไปด้วยความอัปมงคลและมุ่งร้าย เปรียบเสมือนเขื่อนแตกที่พุ่งเข้าซัดสาดไปทั่วทั้งซากปรักหักพัง!
ม่านฟ้า ในวินาทีนี้ ยิ่งดูมืดมนลงกว่าเดิม
บนพื้นดิน เงาร่างทั้งเก้าที่เคยทำพฤติกรรมชวนงุนงงของตัวเองอยู่ ร่างกายพลันแข็งทื่อไปทันที
พวกเขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย จ้องมองไปยังเงาดำขนาดยักษ์บนท้องฟ้าที่แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด
มาแล้ว!
ในใจของสิ่งชั่วร้าย พลันเกิดความรู้สึกสะใจที่ได้สวมบทบาทเป็นบอสตัวร้ายตัวสุดท้าย
มันจ้องมองลงไปยังมดปลวกที่แสนต่ำต้อยทั้งเก้าบนพื้นดินจากมุมที่สูงกว่า ในดวงตาสีแดงก่ำเต็มไปด้วยการหยอกเย้าเหมือนแมวเล่นกับหนู
มันเตรียมพร้อมที่จะรอดูความหวาดกลัวและความตกตะลึงที่จะปรากฏบนใบหน้าของพวกเขาทุกวินาที
ทว่า ในวินาทีต่อมา เรื่องที่เกิดขึ้น กลับทำให้แผนการทั้งหมดของมันกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า
ทันทีที่สิ่งชั่วร้ายปรากฏตัวออกมา
มันรู้สึกเพียงว่าภายในโลกวิญญาณแห่งนี้ มีกฎเกณฑ์บางอย่างที่มันไม่เข้าใจเริ่มทำงานขึ้นมาเอง
จากนั้น
“พรูด!”
เด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังเลียนแบบกู้อยู่ดี ๆ จู่ ๆ ก็พ่นเลือดคำโตออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ร่างกายอ่อนระทวยและนอนราบไปกับพื้นทันที พร้อมกับชักกระตุกไปทั้งตัว ดูร่อแร่ปางตายสุด ๆ
“พรูด!”
เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะกินหนูเสร็จเมื่อกี้ ก็พ่นเลือดออกมาเป็นสายเช่นกัน เขาล้มหงายหลังลงไปในกองซากปรักหักพัง หางขยับไม่ได้อีกต่อไป
“พรูด! พรูด! พรูด...”
เสียงพ่นเลือดดังระรัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
ทั้งเด็กหญิงตัวน้อยที่ทูนไม้ตะบองหนามไว้บนหัว, เด็กหนุ่มที่แปลงร่างเป็นลูกข่าง, เด็กสาวที่เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ, คนที่ยืนเก็กอยู่บนกำแพงสูง, คนที่นั่งขัดสมาธิสวดมนต์, คนที่ส่ายก้นเดินตรวจตรา หรือแม้แต่พี่สี่ที่เคลื่อนไหวด้วยท่าทางประหลาดนั่น...
ทั้งเก้าคน ราวกับนัดหมายกันไว้ ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง ทุกคนต่างพากันพ่นเลือดและล้มพับลงกับพื้นพร้อมกัน!
แต่ละคนหน้าซีดเผือด กลิ่นอายพลังหดหาย ราวกับว่าในพริบตาเดียวพวกเขาถูกการโจมตีทำลายล้างที่ไม่อาจต้านทานได้ซัดเข้าใส่อย่างจัง
ทั่วทั้งซากปรักหักพัง เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญอย่างน่าเวทนา
บนท้องฟ้า สิ่งชั่วร้ายที่เพิ่งจะเปิดตัวออกมาอย่างยิ่งใหญ่และเตรียมจะเริ่มการสังหารหมู่ ถึงกับยืนอึ้งค้างไปเลย
ดวงตาสีแดงก่ำของมันเบิกกว้างจนกลมโต ใบหน้าเขียนคำว่ามึนงงและอึ้งกิมกี่ไว้จนบรรยายไม่ถูก
มันเกิด... เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย!?
ฉัน... ฉันยังไม่ได้ลงมือเลยนะโว้ย!
ฉันแค่โผล่หน้าออกมาทำเท่เฉย ๆ เองนะ!
แล้วทำไมพวกแกถึงพากันลงไปนอนนิ่งกันหมดแล้วล่ะ!?
...
เหนือซากปรักหักพัง ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
เหลือเพียงเงาร่างเก้าสายที่บาดเจ็บสาหัสปางตาย กำลังส่งเสียงครางเครืออย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้น สภาพเหตุการณ์ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
สิ่งชั่วร้ายที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศในวินาทีนี้ ตกอยู่ในสภาวะสับสนและเครื่องค้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ต้มตุ๋น?
นี่มันคือการต้มตุ๋นชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ!?
หรือว่าการทดสอบจิตใจสมัยนี้ เขาฮิตมุกเริ่มเกมมาก็ลงไปนอนนิ่งแบบนี้กันแล้วเหรอไง?
ในขณะที่มันยังคิดไม่ตก เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
เจียงเฉิงเฟิงที่เดิมทีนั่งขัดสมาธิและมีแสงสีทองห่อหุ้มร่างกายอยู่ ร่างกายของเขาก็พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ
พริบตาที่เขาเห็นสภาพที่น่าเวทนาของเพื่อน ๆ ห้อง 5 ที่พากันพ่นเลือดนอนกองอยู่กับพื้นและร่อแร่ปางตาย ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดผวาและโทสะที่ไร้ที่สิ้นสุดทันที!
เจียงเฉิงเฟิงพุ่งทะยานร่างเพียงครั้งเดียว ก็ร่อนลงมาหยุดข้างกายซุนเจาที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งกำลังนอนหมอบพ่นเลือดออกมาหนึ่งคำพร้อมเสียงกว๊อบเบา ๆ
“พี่สาม! พี่สาม พี่เป็นอะไรไปน่ะ!?”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนและไม่อยากจะเชื่อสายตา
ซุนเจาที่นอนอยู่บนพื้น ฝืนลืมตาขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นเจียงเฉิงเฟิง ในดวงตาก็พลันระเบิดประกายแสงสุดท้ายออกมา
เขาขยับมือที่สั่นเทา เอื้อมไปคว้าแขนเสื้อของเจียงเฉิงเฟิงไว้แน่น
“เสี่ยว... เสี่ยวสือ...”
เสียงของซุนเจาแผ่วเบาเหมือนเส้นด้าย ราวกับจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ
เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ค่อย ๆ ยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้น แล้วชี้นิ้วไปยังเงาร่างสีดำบนท้องฟ้าที่ยังคงอยู่ในอาการมึนตึ้บ
“ไอ้... ไอ้เจ้านั่น...”
“มัน... มันเป็นคนลงมือ!”
ประโยคที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและคำกล่าวหานี้ เปรียบเสมือนเสียงฟ้าผ่าเก้าชั้นฟ้าที่ระเบิดขึ้นในสมองของสิ่งชั่วร้ายจัง ๆ!
ดวงตาสีแดงก่ำของสิ่งชั่วร้าย เบิกกว้างขึ้นถึงขีดสุดทันที!
???
ไอ้เวรเอ๊ย แกมันใส่ร้ายกันหน้าด้าน ๆ นี่หว่า!
ฉันไปลงมือตอนไหนวะ!?
ตั้งแต่ต้นจนจบ แม้แต่ปลายนิ้วฉันยังไม่ได้ขยับเลยนะโว้ย!
แล้วไหงไอ้ความผิดนี้มันถึงมาโยนขี้ให้ฉันคนเดียวเลยล่ะเนี่ย!?
(จบบท)