- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 404 รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังไปจนหมด
บทที่ 404 รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังไปจนหมด
บทที่ 404 รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังไปจนหมด
บทที่ 404 รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังไปจนหมด
[ทำภารกิจหลักที่ 1 สำเร็จ: แปลหนังสือภาษาต้าเฉียนเป็นภาษาโบราณจำนวน 100 เล่ม, ความยาว: ดี, คุณภาพ: ยอดเยี่ยม, กรุณาสุ่มจับรางวัล: 1. คัมภีร์วิถีแห่งความเร็ว 2. แผนที่ร้อยสมบัติ 3. กายาเทวะหลอมอสนีบาต]
และก็เป็นไปตามคาด ข้อความแจ้งเตือนให้สุ่มรางวัลรอบที่สอง ปรากฏขึ้นมาบนหน้าต่างระบบในสมองจริงๆ
เอาอันที่หนึ่งสิโว้ย อันที่หนึ่ง...
ตั้งแต่ที่ได้รู้ถึงความมหัศจรรย์ของ 'คัมภีร์วิถี' ความอยากได้ของรางวัลประเภทนี้ของจงเหวินก็พุ่งทะลุปรอท เขาเฝ้าภาวนาว่าขอให้สุ่มได้คัมภีร์วิถีที่ตรงกับสายพลังของตัวเองสักที จะได้บรรลุวิถีรวดเดียวจบๆ แล้วก็เคลียร์ภารกิจของ 'หอตำราซินหัว' ไปด้วยเลย
[ขอแสดงความยินดี คุณได้รับรางวัล: แผนที่ร้อยสมบัติ!]
พอเห็นของรางวัลที่ได้มา จงเหวินก็แอบรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ แต่พอเห็นว่าบนหน้าต่างระบบไม่มีข้อความให้สุ่มรางวัลต่อแล้ว แถมยังเด้งภารกิจใหม่ 'แปลตำราโบราณเป็นภาษาต้าเฉียน 100 เล่ม' ขึ้นมาแทน เขาก็พยายามปรับอารมณ์ให้สงบลง เลิกเสียดายคัมภีร์วิถี แล้วหันมาศึกษาของรางวัลที่เพิ่งได้มาอย่างจริงจัง
หลังจากพลิกอ่านหนังสือทั้งสองเล่มอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกผิดหวังในตอนแรกก็ปลิวหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความดีใจและตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ 'คัมภีร์รังสีอำมหิตซิวหลัว' เล่มนี้ คือสุดยอดเคล็ดวิชาสำหรับการฝึกฝนและควบคุมรังสีอำมหิตโดยเฉพาะ แถมตรงช่องเงื่อนไขการฝึก ยังระบุไว้ชัดเจนเลยว่า 'สำหรับผู้ครอบครองกายาฟ้าพิฆาตหรือกายาเบญจพิษเท่านั้น' นี่มันเหมือนเขียนมาเพื่อแม่หนูน้อยจูหม่าโดยเฉพาะเลยชัดๆ
อย่างไรก็ตาม ในตำราก็ยังมีการเขียนเตือนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า "การฝึกฝนวิชานี้ต้องใช้ความระมัดระวังทุกฝีก้าว โดยเฉพาะการฝึกฝนขัดเกลาจิตใจ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว จิตใจจะถูกรังสีอำมหิตครอบงำจนสูญเสียตัวตน และตกลงสู่หนทางของมารร้าย ขอแนะนำให้มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะบรรลุวิถี"
ส่วน 'แผนที่ร้อยสมบัติ' อีกเล่มนึง กลับทำเอาจงเหวินดีใจจนแทบคลั่ง
สาเหตุก็เพราะว่า ในหนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมข้อมูลของสุดยอดของวิเศษที่ทรงพลังและหายากที่สุดในใต้หล้าเอาไว้ถึงหนึ่งร้อยชิ้น โดยแบ่งออกเป็น 'สามมหาของวิเศษก่อนกำเนิดฟ้าดิน' และ 'เก้าสิบเจ็ดของวิเศษหลังกำเนิดฟ้าดิน'
มหาของวิเศษก่อนกำเนิดฟ้าดินทั้งสามชิ้นนี้ ล้วนมีอยู่มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกสร้างโลก แต่ละชิ้นต่างก็มีพลังอำนาจมหัศจรรย์ระดับสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ได้แก่ 'ระฆังฮุ่นตุ้น' 'ไข่มุกไท่ซุ่ย' และ 'กระจกวิเศษเสวียนเทียน'
ส่วนของวิเศษอีกเก้าสิบเจ็ดชิ้นที่เหลือ เป็นสิ่งที่ถูกหลอมสร้างขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งต้องผ่านการชุบตัวด้วยทัณฑ์อสนีบาตถึงเก้าสายจึงจะสำเร็จ ถึงแม้อานุภาพจะไม่ร้ายกาจเท่าของวิเศษก่อนกำเนิดฟ้าดิน แต่ละชิ้นก็มีความพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างกันไป และสิ่งที่ทำให้จงเหวินตื่นเต้นจนแทบจะเนื้อเต้นที่สุดก็คือ ใน 'แผนที่ร้อยสมบัติ' เล่มนี้ ดันมีบันทึกวิธีการหลอมของวิเศษหลังกำเนิดฟ้าดินพวกนี้เอาไว้อย่างละเอียดถี่ยิบเลยน่ะสิ!
รวยเละแล้วงานนี้!
เขาจ้องมองรูปของ 'กระจกวิเศษเสวียนเทียน' หนึ่งในสามมหาของวิเศษก่อนกำเนิดฟ้าดินในหนังสืออยู่นานสองนาน จากนั้นก็ล้วงเอากระจกทองแดงที่ให้ความรู้สึก 'ไม่ธรรมดา' ซึ่งใช้ยาอายุวัฒนะสองเม็ดแลกมาจากรังของต้าเผิงขนทองออกมาเทียบดูชัดๆ แววตาของจงเหวินก็ยิ่งสาดประกายความตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ
สามมหาของวิเศษก่อนกำเนิดฟ้าดิน ข้ามีอยู่ในมือตั้งสองชิ้นเลยรึเนี่ย!
แล้วแบบนี้ใครจะกล้าบอกว่าข้าไม่ใช่ลูกรักสวรรค์ตัวจริงเสียงจริงบ้างล่ะ?
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่า กระจกทองแดงที่ตัวเองเอาของไปแลกมา คือหนึ่งในสามมหาของวิเศษก่อนกำเนิดฟ้าดินจริงๆ จงเหวินก็รู้สึกเหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง นั่งยิ้มแฉ่งหน้าบานอยู่หน้าโต๊ะ ปล่อยให้น้ำลายไหลยืดหยดแหมะๆ ลงมาที่มุมปาก
"จงเหวิน! จงเหวิน!"
เสียงหวานๆ ของหนิงเจี๋ยดังแว่วมากระทบหู ดึงสติของจงเหวินที่กำลังเคลิ้มฝันหวานให้กลับมาสู่โลกความจริง
"ขอโทษทีนะ" จงเหวินหน้าแดงเถือก เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำตัวน่าเกลียดออกไป รีบยิ้มแก้เขิน "พอดีนึกถึงเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้น่ะ"
หนิงเจี๋ยเห็นเขานั่งทำหน้าเด๋อด๋าเหมือนคนบ้า ก็อดหลุดขำออกมาดัง 'พรืด' ไม่ได้ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำลายที่มุมปากให้เขาอย่างเบามือ กำลังจะอ้าปากถามว่าเป็นเรื่องดีอะไร จู่ๆ ก็มีเสียงนกกระพือปีกพึ่บพั่บดังมาจากนอกหน้าต่าง
พริบตาต่อมา นกพิราบสื่อสารตัวน้อยสีเทาขาวก็บินโฉบเข้ามาทางหน้าต่าง บินวนรอบหัวของพวกเขาสองสามรอบ ก่อนจะร่อนลงมาเกาะบนไหล่ของจงเหวินอย่างรู้งาน ขาเล็กๆ สองข้างของมันกระโดดดุ๊กดิ๊กไปมา ดูน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ
จงเหวินเอื้อมมือไปปลดกระดาษม้วนเล็กๆ ที่ผูกติดอยู่กับขานกออกมาคลี่ดู บนกระดาษมีตัวอักษรต้าเฉียนเขียนเอาไว้แค่คำเดียวว่า 'ได้'
ด้วยความที่รู้ว่าเขาอ่านหนังสือไม่ค่อยออก เวลาที่หลินจืออวิ้นหรือหนานกงหลิงส่งจดหมายมาหา ก็มักจะใช้วิธีพลิกแพลงแปลกๆ อยู่เสมอ
อย่างเช่น หนานกงหลิงเคยส่งจดหมายที่เป็นรูปวาดแผนที่มาให้ ส่วนหลินจืออวิ้นนี่ถึงขั้นตัดทอนข้อความจนเหลือสั้นที่สุด เท่าที่เคยมีมา นางเคยส่งจดหมายมาโดยมีตัวอักษรแค่ตัวเดียวโดดๆ
เมื่อเห็นคำว่า 'ได้' ในจดหมาย จงเหวินก็ยิ้มบางๆ แล้วหันไปพูดกับหนิงเจี๋ยว่า "ทริปเยือนเผ่าต๋าลาคราวนี้ ถือว่าบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบแล้วล่ะ"
...
"เสี่ยวจู เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?" จูหม่ามองดูแมงมุมพิษห้าสีเสี่ยวจูที่นอนหมอบแหม็บอย่างหมดสภาพอยู่บนแขนตัวเอง แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
"ไม่เป็นไรหรอก ลูกพี่" เสี่ยวจูตอบเสียงอ่อยๆ หมดเรี่ยวหมดแรง "ก็แค่โดนไอ้สัตว์สองขานั่นบังคับให้พ่นใยออกมาซะตั้งเยอะแยะ รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังไปจนหมดเลยน่ะ ขอพักแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย"
สำหรับผู้ครอบครอง 'กายาฟ้าพิฆาต' อย่างจูหม่า พวกสัตว์มีพิษต่างก็พากันเรียกนางอย่างสนิทสนมว่า 'ลูกพี่' ส่วนจงเหวินที่ถึงแม้จะพูดภาษาแมลงได้คล่องแคล่วกว่าคุยกันรู้เรื่องมากกว่า ก็ยังถูกพวกมันเรียกว่า 'ไอ้สัตว์สองขา' อยู่ดี
"จงเหวินเอาใยแมงมุมเยอะแยะขนาดนั้นไปทำอะไรน่ะ?" จูหม่าสงสัย ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทักษะภาษาแมลงของนางพัฒนาไปแบบก้าวกระโดด จนตอนนี้สามารถสื่อสารเรื่องทั่วๆ ไปกับเสี่ยวจูได้สบายๆ แล้ว
"ใครจะไปรู้ล่ะ?" เสี่ยวจูไม่ได้สนใจการกระทำของจงเหวินเลยสักนิด ถ้าไม่ใช่เพราะหวาดกลัวกลิ่นอายมังกรดิน มันคงไม่ยอมลดตัวลงไปเสวนากับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
"เปรี้ยงงง!!!"
จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่อยู่ไกลออกไปก็มืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน อสนีบาตสายใหญ่ผ่าเปรี้ยงลงมาจากหมู่เมฆ อานุภาพของมันรุนแรงเสียจนแม้แต่หมู่บ้านเผ่าต๋าลาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน
"จงเหวิน!" จูหม่าหน้าถอดสี ผุดลุกขึ้นยืนพรวด ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววเป็นห่วงเป็นใยอย่างปิดไม่มิด
เมื่อไม่นานมานี้ นางเพิ่งจะเห็นจงเหวินเดินเข้าไปในหุบเขาแห่งนั้นกับตาตัวเอง
"ลูกพี่ ไอ้สัตว์สองขานั่นมันสั่งไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามใครเข้าไปกวนมันเด็ดขาดเลยนะ" เสี่ยวจูส่งเสียงเตือนแผ่วเบา "แล้วก็ห้ามเฉียดเข้าไปใกล้หุบเขานั่นด้วย"
"ตะ... แต่ว่า..." สีหน้าของจูหม่ายังคงตึงเครียดไม่คลาย
"วางใจเถอะน่า" เสี่ยวจูพูดปลอบ "เจ้านั่นมันร้ายกาจจะตายไป ไม่เป็นอะไรหรอก"
"กะ... ก็ได้" จูหม่าพยายามตั้งสติ ทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง สองมือเล็กๆ กำเข้าหากันแน่น พยายามข่มความว้าวุ่นในใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
"เปรี้ยงงง!!!"
อสนีบาตสายที่สองผ่าเปรี้ยงลงมาที่หุบเขา คราวนี้มันทั้งใหญ่กว่าและสว่างจ้ากว่าสายแรกซะอีก กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว ทำเอาพวกสัตว์ป่าในละแวกนั้นตกใจกลัวจนแตกตื่น วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง
ชาวเผ่าต๋าลาหลายคนพากันเดินออกมาจากบ้าน ชะเง้อคอมองดูความผิดปกติในหุบเขาที่อยู่ไกลๆ ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
"เปรี้ยงงง!!!"
สายที่สาม สายที่สี่ สายที่ห้า...
อสนีบาตผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย แต่ละสายก็มีขนาดใหญ่ขึ้นและสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่แผ่ซ่านมาตามสายลม ราวกับวันสิ้นโลกกำลังจะมาเยือน ทำเอาแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับวงแหวนนภาอย่างกานมู่หยุน ยังรู้สึกใจสั่นสะท้าน แอบคิดอยากจะหนีไปให้พ้นๆ จากที่นี่ซะเลย
จนกระทั่งอสนีบาตสายที่แปดผ่าลงมา เมฆดำทะมึนบนฟ้าก็หยุดการเคลื่อนไหว แต่กลับไม่ได้จางหายไปไหน มิหนำซ้ำยังรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้า บรรยากาศดูมืดครึ้มอึมครึม ราวกับมันกำลังรวบรวมพลังงานทั้งหมด เพื่อเตรียมจะปลดปล่อยการโจมตีครั้งสุดท้ายที่รุนแรงที่สุดออกมา
จูหม่าลุกขึ้นยืนอีกครั้ง นางจ้องมองเมฆดำบนฟ้าอย่างไม่วางตา ตึงเครียดจนแทบจะลืมหายใจ
"ครืนนนนน!!! เปรี้ยงงงง!!!"
และแล้ว ทัณฑ์สวรรค์สายที่เก้า ก็ผ่าเปรี้ยงลงมา มันดูเหมือนมังกรสายฟ้าที่กำลังอ้าปากกว้างแยกเขี้ยว พุ่งทะยานลงมาด้วยความเกรี้ยวกราดดุดันและไร้เทียมทาน ราวกับจะบดขยี้หุบเขาทั้งลูกให้แหลกเป็นผุยผง แสงสว่างจ้าของสายฟ้าสาดกระจายออกไปรอบทิศทาง เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด ทำเอาคนที่อยู่ไกลๆ แสบตาจนต้องหลับตาปี๋
"จงเหวิน!"
แม่หนูน้อยจูหม่าทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว นางโยนคำเตือนของเสี่ยวจูทิ้งไปจนหมดสิ้น สับเท้าวิ่งสุดชีวิตมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของหุบเขาทันที
"จูหม่า!" คู่ลู่หลู่กับกานมู่หยุนเห็นแม่หนูน้อยกล้าวิ่งเข้าไปใกล้ดงสายฟ้า ก็ตกใจหน้าถอดสี รีบวิ่งหน้าตั้งตามไปติดๆ เพราะกลัวว่านางจะโดนลูกหลงจนเป็นอันตราย
หลังจากที่สาดสายฟ้าลงมาอย่างบ้าคลั่งครบเก้าสาย ในที่สุดเมฆดำทะมึนบนฟ้าก็เหมือนจะได้ระบายอารมณ์จนหนำใจแล้ว มันค่อยๆ จางหายไป ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสเป็นสีฟ้าครามอีกครั้ง
ผ่านไปไม่นาน แม่หนูน้อยก็วิ่งไปถึงหน้าปากทางเข้าหุบเขา และได้เจอกับจงเหวินที่กำลังเดินสวนออกมาพอดี โดยมีหนิงเจี๋ยเดินเคียงข้างมาด้วย
สภาพของจงเหวินในตอนนี้ดูไม่ได้เลย ผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟู มีควันลอยกรุ่นๆ ออกมาจากหัว เสื้อผ้าก็ขาดวิ่นเป็นรูพรุนไปหมด ดูมอมแมมเหมือนขอทานไม่มีผิด จะมีก็แต่ดวงตาคู่เดิมนั่นแหละ ที่ยังคงสาดประกายเจิดจ้า บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย
ส่วนหนิงเจี๋ยนั้นยังคงอยู่ในชุดขาวพลิ้วไหว ดูงดงามดุจเทพธิดาเหมือนเดิม บนใบหน้าสวยหวานมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ แต่ในดวงตากลับยังคงมีร่องรอยของความหวาดกลัวจางๆ ซ่อนอยู่
"จงเหวิน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" แม่หนูน้อยจูหม่าวิ่งเข้าไปพุ่งชนหน้าอกจงเหวินตามความเคยชิน ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววเป็นห่วงเป็นใยอย่างสุดซึ้ง
"ไม่เป็นไรๆ ข้าจะบาดเจ็บได้ยังไงล่ะ?" จงเหวินหัวเราะหึๆ เอื้อมมือไปลูบผมจูหม่า "ก็แค่โดนฟ้าผ่าแค่นั้นเอง มันจะทำอะไรข้าได้ล่ะ?"
แค่โดนฟ้าผ่าเนี่ยนะ พูดออกมาได้ยังไง!
คู่ลู่หลู่กับกานมู่หยุนที่เพิ่งวิ่งตามมาถึง หันมามองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างก็เห็นความรู้สึกหมั่นไส้อยากจะด่าทออยู่ในสายตาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
"จริงสิ คู่ลู่หลู่ จูหม่า พวกเจ้ามาพอดีเลย" จู่ๆ จงเหวินก็เปลี่ยนเรื่องคุย ทำหน้าจริงจังขึ้นมา "มีเรื่องนึงที่ข้าอยากจะปรึกษาพวกเจ้าหน่อยน่ะ"
"เรื่องอะไรล่ะ?" คู่ลู่หลู่เห็นเขาทำหน้าเครียด ก็เลยพลอยจริงจังตามไปด้วย
"พวกเจ้าก็น่าจะรู้แล้วใช่ไหม ว่าข้ามาจากวังบุปผา" จงเหวินเริ่มอธิบายช้าๆ "ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ข้าได้ส่งจดหมายไปปรึกษากับท่านเจ้าวัง แล้วก็ได้เจอเคล็ดวิชาที่เหมาะกับจูหม่าแล้วล่ะ แต่ว่าวิชานี้เป็นสมบัติของวังบุปผา ไม่สามารถถ่ายทอดให้คนนอกได้ง่ายๆ แถมการฝึกฝนก็ค่อนข้างจะอันตราย จำเป็นต้องมียอดฝีมือคอยชี้แนะและดูแลอย่างใกล้ชิด ข้าก็เลยอยากจะถามความสมัครใจของพวกเจ้าดู ว่าพวกเจ้าจะยินดีให้จูหม่าตามข้ากลับไปที่วังบุปผา เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านเจ้าวังหลินหรือเปล่า?"
"อะไรนะ!"
เมื่อได้ยินข้อเสนอที่ไม่คาดคิดนี้ ทั้งคู่ลู่หลู่ กานมู่หยุน และจูหม่า ต่างก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"ความหมายของเจ้าก็คือ... จะให้จูหม่าออกจากเผ่าต๋าลางั้นรึ?" ผ่านไปพักใหญ่ กานมู่หยุนถึงจะดึงสติกลับมาได้
"ไม่ได้ให้ไปตลอดชีวิตซะหน่อย ก็แค่ไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาสักสองสามปีเท่านั้นเอง ขอแค่ฝึกวิชานี้สำเร็จ ก็จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องรังสีอำมหิตในตัวจูหม่าได้แล้วล่ะ" จงเหวินยิ้มบางๆ "การฝึกวิชาสายอำมหิตมันค่อนข้างเสี่ยง ถ้าได้ยอดฝีมือคอยดูแลอยู่ข้างๆ ก็จะปลอดภัยหายห่วงไงล่ะ"
"ชื่อเสียงของวังบุปผาตอนนี้ โด่งดังไปทั่วทั้งต้าเฉียนเลยนะ" คู่ลู่หลู่ทำท่าลังเล "ถ้าน้องเล็กได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านเจ้าวังหลิน ท่านพ่อท่านแม่ก็คงจะดีใจกันมากแน่ๆ แต่ข้าไม่รู้ว่าท่านเจ้าวังหลิน จะยอมรับนางเป็นศิษย์หรือเปล่าน่ะสิ?"
"ถ้าข้าไม่ได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าวังพี่สาวข้าก่อน..." จงเหวินยิ้มกริ่ม "...ข้าจะกล้าเอาเรื่องนี้มาพูดได้ยังไงล่ะ?"
"จูหม่า แล้วเจ้าล่ะ ยินดีจะไปไหม?" กานมู่หยุนหันไปถามจูหม่าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ขะ... ข้า..." แม่หนูน้อยรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ ลังเลตัดสินใจไม่ถูก "ข้าก็อยากจะไปเรียนวิชานะ อยากจะเก่งให้ได้อย่างจงเหวิน ตะ... แต่ว่า..."
"แต่ว่าอะไรล่ะ?" แววตาของจงเหวินฉายประกายให้กำลังใจ
"แต่ข้าไม่อยากจากทุกคนในเผ่าไปเลย" จูหม่ารวบรวมความกล้าตอบออกมา "แล้วก็ไม่อยากจะจากพวกเสี่ยวจู เสี่ยวฮวาไปด้วย"
สำหรับชาวเผ่าต๋าลา การเดินทางออกไปฝากตัวเป็นศิษย์ตามสำนักต่างๆ ถือเป็นเรื่องปกติมาก เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกไปเข้า 'สำนักวิญญาณมายา' กันมากกว่า ถ้านับตามอายุของแม่หนูน้อย ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องหาสัตว์วิญญาณคู่หูไม่ได้ ป่านนี้นางก็คงจะได้เป็นศิษย์สำนักวิญญาณมายาไปแล้วล่ะ ดังนั้น ลึกๆ ในใจของนาง ก็มีความปรารถนาที่อยากจะเข้าสำนักใหญ่ๆ อยู่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ นางได้สร้างความผูกพันอันลึกซึ้งกับพวกสัตว์มีพิษอย่างงูจงอางลายพาดกลอนและคางคกพิษพวกนั้นไปแล้ว และด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตมโหฬารของพวกมันในตอนนี้ ถ้าขืนพาลงจากเขาไปล่ะก็ มีหวังชาวบ้านร้านตลาดได้แตกตื่นตกใจกันหมดแน่ๆ นางรู้ดีว่าถ้านางเลือกที่จะเข้าสำนัก นั่นก็หมายความว่านางจะต้องพรากจากเพื่อนใหม่กลุ่มนี้ไป นางก็เลยรู้สึกอาลัยอาวรณ์ทำใจลำบากอยู่ไม่น้อย
"การต้องพรากจากครอบครัวมันก็เป็นเรื่องเศร้าแหละน่า แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนะ" จงเหวินลูบผมจูหม่าเบาๆ "ส่วนเรื่องเสี่ยวจู เสี่ยวฮวากับตัวอื่นๆ น่ะ เจ้าก็ลองถามพวกมันดูสิ ถ้าพวกมันยินดีจะตามเจ้าไป ก็พากันไปให้หมดเลยสิ"
"อะไรนะ?" จูหม่าสะดุ้งโหยง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "ดะ... ได้ด้วยรึ?"
"เมื่อกี้ข้าเพิ่งจะหลอมของวิเศษชิ้นนึงเสร็จน่ะ มันชื่อว่า 'ถุงเฉียนคุน'" จงเหวินฉีกยิ้มกว้าง ล้วงเอาถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ "ข้างในนี้มันกว้างมาก ใส่ของมีชีวิตลงไปได้เยอะแยะเลยนะ ถ้าพวกมันยินยอมจะลงเขาไปกับเจ้า ก็แค่เข้าไปหลบอยู่ในถุงนี้ แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปทำให้คนอื่นเขาตกใจแล้วล่ะ"
ไอ้ 'ถุงเฉียนคุน' ที่ว่าเนี่ย ก็คือหนึ่งในเก้าสิบเจ็ดของวิเศษหลังกำเนิดฟ้าดินที่ถูกบันทึกไว้ใน 'แผนที่ร้อยสมบัติ' นั่นแหละ ภายในถุงมีมิติซ้อนทับที่กว้างขวางมาก ข้อแตกต่างจากแหวนมิติก็คือ ถุงใบนี้เอาไว้เก็บสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะ แต่ไม่สามารถเก็บสิ่งของที่ไม่มีชีวิตเข้าไปได้
การจะหลอมของวิเศษชิ้นนี้ ไม่ใช่แค่ต้องใช้วัตถุดิบหายากมากมายเท่านั้นนะ แต่คนหลอมยังต้องเชี่ยวชาญสุดยอดวิชาสายมิติอีกด้วย ถ้าจงเหวินไม่ได้ฝึกวิชา 'มิติแตกสลาย' ของ 'หลี่เต้าอิ่น' ผู้ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในห้ามหาปราชญ์ยุคโบราณและมีฉายาว่า 'แขกผู้เยือนนภา' มาก่อนล่ะก็ ให้ตายยังไงเขาก็หลอมมันขึ้นมาไม่ได้หรอก
และใยแมงมุมที่เสี่ยวจูพ่นออกมาตอนที่พลังพุ่งปรี๊ดนั่น ก็เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักสำคัญในการทำถุงเฉียนคุนใบนี้นี่แหละ
"เดี๋ยวข้าไปถามพวกมันก่อนนะ!" แม่หนูน้อยดีใจจนเนื้อเต้น กระโดดโลดเต้นวิ่งออกไปทันที ทิ้งให้กานมู่หยุนกับคู่ลู่หลู่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ยัยหนูนี่ ถ้าขืนให้พกงูพิษแมลงมีพิษติดตัวไปเป็นโขยงแบบนี้ มีหวังได้กลายเป็นนางมารน้อยแน่ๆ" คู่ลู่หลู่อึ้งไปพักใหญ่ กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ "แล้วแบบนี้โตขึ้นใครจะกล้ามาขอแต่งงานล่ะเนี่ย!"
กานมู่หยุนกวาดสายตามองจงเหวินตั้งแต่หัวจรดเท้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "นี่เจ้าหลอมของวิเศษเป็นด้วยรึเนี่ย บนโลกนี้ยังมีอะไรที่เจ้าทำไม่เป็นอีกไหมฮะ?"
"มีสิ!" จงเหวินแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "คลอดลูกไง อันนี้ข้าทำไม่เป็นจริงๆ"
[จบตอน]