- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 17 อยากจะพาพ่อครัวคนนี้กลับบ้านด้วยจัง
บทที่ 17 อยากจะพาพ่อครัวคนนี้กลับบ้านด้วยจัง
บทที่ 17 อยากจะพาพ่อครัวคนนี้กลับบ้านด้วยจัง
บทที่ 17 อยากจะพาพ่อครัวคนนี้กลับบ้านด้วยจัง
ช่วงสองสามวันมานี้ จงเหวินรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
เดิมทีเขาคิดว่า หลังจากโชว์สกิลเทพด้านอาหารจนชนะใจคนทั้งตำหนักบุปผาล่องแล้ว จะทำให้เหล่าสาวงามมารุมล้อมหลงใหลเหมือนในนิยาย
หลินจืออวิ้นก็หลงรักอาหารฝีมือเขาจริงๆ นั่นแหละ แถมยังมองเขาด้วยสายตาที่เป็นมิตรขึ้นมาก
แต่ทว่า... ด้วยวิญญาณคนแก่อายุเกือบสี่สิบที่สิงอยู่ในร่าง จงเหวินดูออกทันทีว่าสายตานั้นไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาว แต่เป็นความเอ็นดูเหมือนผู้ใหญ่มองลูกหลานเสียมากกว่า
ผมอยากเป็นผัวคุณ แต่คุณอยากเป็นป้าผมเนี่ยนะ?
ยอมไม่ได้เฟ้ย!
ดังนั้น พอเขาเห็นหลินจืออวิ้นกำลังกวาดลานบ้าน เขาก็รีบวิ่งเข้าไปแย่งไม้กวาดจากมือนางฟ้ามาทันที
"ผมรักการกวาดบ้าน! การกวาดบ้านทำให้ผมมีความสุข!" เขาตะโกนประกาศก้อง
หลินจืออวิ้นเถียงไม่ทัน เลยยอมปล่อยให้ทำ ตอนเดินจากไป สายตาที่นางมองเขาดูแปลกๆ บอกไม่ถูก
ประมาณว่า: "สงสัยตอนบาดเจ็บสมองคงกระทบกระเทือนหนัก นอกจากความจำเสื่อมแล้ว สติปัญญาน่าจะหายไปบางส่วนด้วย..."
ทำยังไงให้นางหันมาชอบเรานะ?
จงเหวินกวาดใบไม้แห้งไปพลาง ครุ่นคิดอย่างหนักไปพลาง
จริงๆ แล้ว อีกเหตุผลที่เขาแย่งไม้กวาดมา เพราะเขาหลงใหลในอาชีพ "หลวงจีนกวาดลาน" มาก ปกติทำตัวจืดจางไร้ตัวตน แต่พอถึงเวลาคับขันก็โผล่มาตบเกรียนลาสบอสทีเดียวร่วง แค่คิดก็ฟินแล้ว
แน่นอน อย่าว่าแต่ลาสบอสเลย ด้วยพลังวงแหวนมนุษย์ขั้นสามของเขาตอนนี้ แม้แต่คนในตำหนักบุปผาล่องสักคน เขาก็สู้ไม่ได้สักคนเดียว
เมื่อวานคุยกับเสี่ยวเตี๋ย ถึงได้รู้ความจริงอันน่าตกใจว่า แม้แต่โลลิน้อยที่อ้อนให้เขาเล่านิทานให้ฟังทุกวัน ก็มีพลังวงแหวนมนุษย์ขั้นสามเท่ากันเป๊ะ
สรุปคือ ไม่ว่าจะจีบสาวหรือจะเป็นยอดฝีมือผู้ลึกลับ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
กวาดไปกวาดมา นึกถึงอนาคตที่ยังมองไม่เห็นฝั่ง เขาก็หยุดมือ เงยหน้ามองฟ้า ทำท่าเหมือนกวีเอกผู้กำลังดื่มด่ำกับแสงจันทร์... ท่ามกลางแดดเปรี้ยงยามเที่ยงวัน
ตอนนั้นเอง ก็มีผู้หญิงสองคนเดินเข้ามา
พอมองผู้มาเยือนชัดๆ จงเหวินถึงกับอยากจะสรรเสริญพระเจ้าที่สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา
คนเดินนำหน้าเป็นหญิงสาวชุดแดงวัยประมาณยี่สิบปี รัศมีลูกคุณหนูผู้สูงศักดิ์แผ่ออกมารอบตัว หน้าตาสวยหยาดเยิ้ม กินกันไม่ลงกับหลินจืออวิ้นเลยทีเดียว แต่ที่เด็ดกว่าคือกระโปรงผ่าข้างสูงที่เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนและรองเท้าบูทยาวสีดำสุดเฉี่ยว ดูเซ็กซี่ขี้เล่นชะมัด
ขานี้... ผม... เอ้ย บางคนคงเล่นได้เป็นปีๆ นี่คือเสียงในใจของจงเหวิน
ส่วนคนเดินตามหลังดูมีอายุกว่าหน่อย สวมหมวกปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าบางๆ มองไม่เห็นหน้า แต่ชุดผ้าฝ้ายเรียบๆ กลับไม่อาจปิดบังรูปร่างอันยั่วยวนชวนฝันได้เลย
"มาหาใครครับ?" จงเหวินเห็นไม่มีใครอยู่แถวนั้น เลยอาสารับหน้า เพราะความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ
"เจ้าเป็นใคร? ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักบุปผาล่องหรือ? ทำไมมีผู้ชายด้วย?" ฝ่ายตรงข้ามยิงคำถามรัวเป็นชุด
ถ้าเป็นเศรษฐีจิน จงเหวินคงปาไม้กวาดใส่หน้าแล้วด่าว่า "เสือกไรด้วย" ไปแล้ว
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสาวสวยชุดแดง จงเหวินกลับตอบอย่างสุภาพนุ่มนวล "แม่นางครับ ที่นี่คือตำหนักบุปผาล่องถูกต้องแล้ว และที่นี่ก็ไม่รับศิษย์ชายจริงๆ กระผมชื่อจงเหวิน เป็นพ่อครัวและแพทย์ประจำสำนักครับ"
ตำแหน่ง "แพทย์" นี่จงเหวินตั้งเองเออเอง หลินจืออวิ้นไม่รู้เรื่องด้วย
"อ้อ ท่านหมอจงนี่เอง" น้ำเสียงหญิงสาวชุดแดงอ่อนลงนิดหน่อย "รบกวนช่วยไปเรียนท่านเจ้าสำนักหลินให้หน่อยว่า ซ่างกวานหมิงเยว่ แห่ง 'ห้างร้านเซิ่งอวี่' มาขอพบ มีธุระสำคัญจะเจรจา"
พอได้ยินคำว่า "ห้างร้านเซิ่งอวี่" จงเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้
หลิวชีชีเคยบอกว่าเอาเกลือไปขายให้ห้างร้าน ตอนนั้นเขาก็เดาไว้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวต้องมีคนมาตามหาแน่ ของดีขนาดนั้น ใครได้ชิมรสชาติอาหารที่แท้จริงเข้าไป ไม่มีทางต้านทานไหวหรอก
ดูอย่างเกลือแค่ครึ่งห่อของหลิวชีชี ยังขายได้ตั้งห้าสิบผลึกวิญญาณ เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี
"ได้ครับ รอสักครู่" เขาไม่โง่พอจะบอกว่าตัวเองนี่แหละคนทำเกลือ รีบวิ่งแจ้นเข้าไปรายงานทันที
หลินจืออวิ้นและซ่างกวานหมิงเยว่ต่างตะลึงในความงามของกันและกันทันทีที่แรกเห็น
โลกนี้มีผู้หญิงสวยขนาดนี้ด้วยหรือ!
ทั้งคู่คิดตรงกัน
"ท่านเจ้าสำนักหลิน วันนี้ซ่างกวานหมิงเยว่มาหาโดยไม่ได้รับเชิญ เพราะมี 'ธุระสำคัญ' จริงๆ" ซ่างกวานหมิงเยว่พูดไปพลาง ชำเลืองมอง "หลวงจีนกวาดลาน" จงเหวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ไปพลาง แถมยังเน้นคำว่า 'ธุระสำคัญ' เป็นพิเศษ
จงเหวินรู้ทันทีว่าโดนไล่ทางอ้อม จึงเดินออกจากห้องไปอย่างรู้งาน แถมยังปิดประตูให้อย่างดี
กวาดบ้านๆ!
กวาดบ้านทำให้มีความสุข!
ผ่านไปประมาณสิบห้านาที หลินจืออวิ้นก็เดินออกมาตามตัวเขากลับเข้าไป
เห็นสายตาเก้อเขินของซ่างกวานหมิงเยว่ จงเหวินแทบกลั้นขำไม่อยู่
"ท่านหมอจง ได้ยินว่า 'ดุจเทพเซียน' นี่ท่านเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเหรอ?" ด้วยความเป็นแม่ค้ามืออาชีพ นางปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
"แค่ของเล่นเด็กๆ ครับ ขายหน้าคุณหนูซ่างกวานแล้ว"
หลินจืออวิ้นได้ยินซ่างกวานหมิงเยว่เรียกเขาว่า "ท่านหมอจง" ก็แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร
"ท่านหมอจงถ่อมตัวเกินไปแล้ว เมื่อครู่ข้าตาถั่วเอง ต้องขออภัยท่านหมอจงด้วย" ซ่างกวานหมิงเยว่ใช้ดวงตากลมโตจ้องมองจงเหวินอย่างจริงใจ การขอโทษตรงๆ แบบนี้กลับดูจริงใจและน่าคบหา ไม่ทำให้รู้สึกแย่เลยสักนิด
"ไม่เป็นไรครับ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด" จงเหวินตอบเลี่ยงๆ ไปอย่างสุภาพ
คุยกันไปสักพัก เห็นจงเหวินไม่ยอมเปิดช่อง ซ่างกวานหมิงเยว่เลยเข้าประเด็น "ไม่ทราบว่าท่านหมอจงจะขาย 'ดุจเทพเซียน' หรือไม่?"
"ถ้าทำกินเองแล้วเหลือ ก็ขายได้ครับ แต่ของมันทำยาก ผลิตได้น้อย คงเหลือขายไม่มากเท่าไหร่" จงเหวินตอบ
"ท่านหมอจง ข้าหมายถึงสูตรการผลิต 'ดุจเทพเซียน' น่ะ" ซ่างกวานหมิงเยว่รุกคืบ "ทาง 'ห้างร้านเซิ่งอวี่' ยินดีจ่ายหนึ่งพันผลึกวิญญาณเพื่อซื้อสูตรลับของท่าน"
จงเหวินจ้องหน้าสวยๆ ของซ่างกวานหมิงเยว่อยู่นาน
ผู้หญิงคนนี้ฉลาดเป็นกรด เขาประเมินในใจ
ชาติก่อนเขาเป็นนักธุรกิจ ย่อมดูออกว่าซ่างกวานหมิงเยว่เขี้ยวลากดินขนาดไหน
หนึ่งพันผลึกวิญญาณเยอะไหม? เยอะมาก
แต่พอกับค่าสูตรไหม? ไม่พอแน่นอน ขนาดเกลือแค่ครึ่งห่อยังขายได้ตั้งห้าสิบ ถ้าได้สูตรไปผลิตขายเอง ตระกูลซ่างกวานจะโกยเงินได้มหาศาลขนาดไหน? นับไม่ถ้วนเลยล่ะ
ถ้านางซื้อสำเร็จ ก็กำไรเละ แต่ถ้าไม่สำเร็จ ราคานี้ก็ถือว่าเปิดมาสวย ไม่ดูน่าเกลียดจนถูกมองว่าเป็นหน้าเลือด และยังเปิดช่องให้จงเหวินต่อรองได้
ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในตำหนัก นอกจากเรื่องมองจงเหวินพลาดไปครั้งแรก ทุกการกระทำของซ่างกวานหมิงเยว่ล้วนวางแผนมาดี ทำให้หลินจืออวิ้นรู้สึกประทับใจได้ง่ายๆ
ส่วนจงเหวินน่ะเหรอ... ไม่นับ ขอแค่สวย พี่แกก็ประทับใจหมดแหละ
"ท่านหมอจง ข้าจริงใจอยากจะซื้อสูตรนี้จริงๆ นะ รบกวนช่วยพิจารณาด้วย" เสียงของซ่างกวานหมิงเยว่หวานหยดย้อย แฝงเสน่ห์ยั่วยวน
"คุณหนูซ่างกวาน จงเหวิน พวกคุณคุยกันไปนะ ข้าขอตัวก่อน" หลินจืออวิ้นเห็นไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ก็ไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอ
"เดี๋ยวก่อนครับ ท่านเจ้าสำนัก" จงเหวินรีบคว้าแขนหลินจืออวิ้นไว้ "เกิดคุยไม่รู้เรื่อง แล้วพวกนางลงไม้ลงมือขึ้นมาจะทำไง? ผมสู้คนไม่เป็นนะ"
หลินจืออวิ้น: ".….."
ซ่างกวานหมิงเยว่: ".….."
ซ่างกวานจวินอี๋: ".….."
"พูดเหลวไหล คุณหนูซ่างกวานฐานะสูงส่ง จะมาทำตัวเป็นโจรปล้นชิงได้ยังไง" แม้จะเอ็นดูจงเหวินเหมือนลูกหลาน แต่หลินจืออวิ้นผู้ถือตัวก็ไม่ชินกับการถูกผู้ชายจับแขน นางค่อยๆ ดึงแขนออกจากการเกาะกุมของจงเหวินอย่างแนบเนียน
แต่สุดท้ายนางก็ยอมอยู่ต่อ
กันไว้ดีกว่าแก้ พ่อครัวฝีมือเทพขนาดนี้ จะปล่อยให้เป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด
"ขอโทษทีนะครับ คุณหนูซ่างกวาน พอดีผมเป็นคนขี้กลัวน่ะครับ อย่าถือสานะ" เห็นหลินจืออวิ้นยอมอยู่ต่อ จงเหวินก็ยิ้มร่า
"รอบคอบไว้ก็ดีแล้วค่ะ" ซ่างกวานหมิงเยว่ตอบรับตามมารยาท แต่ยิ้มเจื่อนๆ
นางเริ่มรู้สึกว่า ไอ้หนุ่มหน้ามนคนนี้ นอกจากจะฉลาดแล้ว ยังกวนตีนนิดๆ ด้วย
"ในเมื่อคุณหนูซ่างกวานเข้าใจ ผมก็ขอพูดตรงๆ เลยนะครับ หนึ่งพันผลึกวิญญาณน่ะ ถูกไป" จงเหวินหุบยิ้ม เปลี่ยนมาทำหน้าจริงจัง
"แล้วท่านหมอจงคิดว่าราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมคะ?" ซ่างกวานหมิงเยว่ย้อนถาม
"ท่านเจ้าสำนัก คุณหนูซ่างกวานอุตส่าห์มาเยือนถึงเขาชิงเฟิง เราควรจะเลี้ยงข้าวต้อนรับแขกสักมื้อดีไหมครับ?" แทนที่จะตอบคำถาม จงเหวินหันไปถามหลินจืออวิ้นหน้าตาเฉย
หลินจืออวิ้นแม้จะซื่อแต่ไม่โง่ นางเข้าใจเจตนาของจงเหวินทันที "แน่นอนค่ะ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ถ้าคุณหนูซ่างกวานไม่รังเกียจ เชิญร่วมทานอาหารกลางวันที่ตำหนักบุปผาล่องก่อนเถอะค่ะ มีอะไรค่อยคุยกันหลังอาหารก็ได้"
ซ่างกวานหมิงเยว่ฉลาดเป็นกรด รู้ทันทีว่าจงเหวินต้องการให้นางได้ลิ้มรสอานุภาพของ "ดุจเทพเซียน" อีกครั้ง เพื่อปั่นป่วนจิตใจและเพิ่มอำนาจต่อรอง
แม้จะรู้ทันว่าจงเหวินเจ้าเล่ห์ แต่นางก็ไม่ปฏิเสธ
นอกจากจะเป็นแม่ค้าแล้ว นางยังเป็นนักกินตัวยง
เจอของอร่อยเข้าล่อ ต่อให้ใจแข็งแค่ไหนก็ต้านทานลำบาก
"ผมขอตัวไปเตรียมอาหารก่อนนะครับ" จงเหวินยิ้มกริ่ม เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้สาวงามสามคนนั่งคุยกันตามลำพัง
ตั้งแต่จงเหวินรับตำแหน่ง "พ่อครัวใหญ่" ธรรมเนียมการกินข้าวแยกกันของตำหนักบุปผาล่องก็ถูกยกเลิก ไม่ว่าจะเจ้าสำนักหรือโลลิน้อย พอถึงเวลาอาหาร ทุกคนต้องมารวมตัวกันที่โถงใหญ่ตามคำสั่งเชฟจอมเผด็จการ
สาวๆ อยากจะขัดขืน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้แก่อำนาจความอร่อย
ก็อาหารมันอร่อยจนห้ามใจไม่อยู่นี่นา พอใกล้เที่ยง ท้องก็ร้องจ๊อกๆ น้ำลายสอกันเป็นแถว
ซ่างกวานหมิงเยว่เดินเข้ามาในโถงใหญ่ เห็นศิษย์ตำหนักบุปผาล่องทั้งสามคน นั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่ละคนสวยสง่ามีราศี ด้วยนิสัยแม่ค้า นางจึงกะว่าจะเข้าไปทำความรู้จักผูกมิตร แต่จงเหวินก็ยกกับข้าวออกมาเสิร์ฟพอดี
พอเห็นอาหารบนโต๊ะ ซ่างกวานหมิงเยว่ก็ละสายตาไปไหนไม่ได้อีกเลย
สวยงามมาก!
เป็นครั้งแรกที่นางใช้คำว่า "สวยงาม" กับอาหารมื้อเที่ยง
เพื่อรับแขก จงเหวินจัดเต็มกับข้าวแปดอย่างซุปหนึ่งอย่าง มีทั้งเนื้อทั้งผัก สีสันตัดกันฉูดฉาดน่ากิน แค่เห็นและได้กลิ่นก็น้ำลายไหลแล้ว
"คุณหนูซ่างกวาน ที่นี่กันดาร อาหารอาจจะบ้านๆ ไปหน่อย ต้องขออภัยด้วยนะคะ" หลินจืออวิ้นออกตัวตามมารยาท แล้วเชิญทุกคนลงมือ
ตามมารยาท ซ่างกวานจวินอี๋ก็ถอดหมวกปีกกว้างออก
ซ่างกวานจวินอี๋อายุสามสิบกว่าแล้ว แต่หน้าตายังดูเหมือนยี่สิบปลายๆ แม้จะไม่สวยจัดจ้านเท่าหลานสาว แต่ก็ดูหมดจดงดงาม มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ใจดี แถมหุ่นยังแซ่บเวอร์
แต่ทว่า ผิวหน้าของพี่สาวคนสวยกลับซีดเซียวผิดปกติ หว่างคิ้วมีรอยคล้ำจางๆ
คุณหนูซ่างกวานหมิงเยว่ ตอนแรกยังวางมาดกุลสตรี แต่พอกินไปได้ไม่กี่คำ วิญญาณปอบลงประทับร่าง ลืมหมดสิ้นซึ่งกิริยามารยาท ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากรัวๆ
กินไปได้สักพัก นางเพิ่งรู้สึกตัวว่าเสียกิริยา เงยหน้ามองรอบๆ อย่างเขินๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจนางเลย ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาโซ้ยแหลก
เห็นดังนั้น คุณหนูไฮโซก็วางใจ คีบต่อไม่ยั้ง
แม้แต่ซ่างกวานจวินอี๋ที่ปกติกินน้อย ยังเบิ้ลข้าวไปสองถ้วย
พอกินเสร็จ จงเหวินยกชาสูตรพิเศษที่คั่วเองมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมกรุ่นช่วยย่อยอาหารได้ดี
แค่ได้กลิ่นชา ซ่างกวานหมิงเยว่ก็รู้สึกว่าท้องที่แน่นตึงผ่อนคลายลง
จิบชาคำหนึ่ง รสชาติหอมละมุนติดลิ้น ชุ่มคอชื่นใจ
เฮ้อ แล้วแบบนี้จะไปต่อรองยังไงไหว!
ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง วันหน้าอดกินของอร่อยแบบนี้อีก จะทำยังไง?
อยากห่อพ่อครัวคนนี้กลับบ้านจัง!
ตอนนี้ในหัวซ่างกวานหมิงเยว่มีแต่เรื่องฝีมือทำอาหารของจงเหวิน เรื่องสูตรลับ "ดุจเทพเซียน" โดนโยนทิ้งไปนอกโลกแล้ว
ซ่างกวานจวินอี๋ที่นั่งข้างๆ มองออกทะลุปรุโปร่ง หลานสาวคนเก่ง ฉลาดรอบด้าน แต่มาตกม้าตายเรื่องของกินนี่แหละ แพ้ทางอาหารอร่อยราบคาบ
ฝีมือจงเหวิน ขนาดนางที่ตัดทางโลกไปแล้วยังเกือบตบะแตก นับประสาอะไรกับซ่างกวานหมิงเยว่
จุดอ่อนโดนโจมตีเข้าจังๆ แบบนี้
การเจรจาต่อจากนี้ ยัยหลานตัวดีจะเผลอขายตระกูลซ่างกวานแลกของกินไหมเนี่ย?
ซ่างกวานจวินอี๋เริ่มกังวลตะหงิดๆ
"ท่านเจ้าสำนักหลิน 'หอชิงเฟิง' ในเมืองชางอวิ๋น เป็นกิจการของตำหนักบุปผาล่องใช่ไหมคะ?" ไหวพริบดีเลิศ ซ่างกวานหมิงเยว่เปลี่ยนเรื่องคุยไปที่หลินจืออวิ้นทันที
"ใช่ค่ะ 'หอชิงเฟิง' เป็นกิจการเล็กๆ ไม่นึกว่าคุณหนูซ่างกวานจะรู้จัก" พอพูดถึงร้านยา สีหน้าหลินจืออวิ้นก็หมองลง
"สำหรับพ่อค้า ข้อมูลสำคัญที่สุดค่ะ" ซ่างกวานหมิงเยว่ปิดปากหัวเราะ "น้องสาวเพิ่งมาจากเมืองชางอวิ๋นเมื่อสองวันก่อน ได้ข่าวว่าร้านยาของท่านกำลังเจอปัญหา?"
หลินจืออวิ้นไม่ตอบ เพราะไม่รู้วัตถุประสงค์ของอีกฝ่าย
"ร้าน 'หอโอสถเทวะ' เป็นของตระกูลต้านไถค่ะ" ซ่างกวานหมิงเยว่เฉลยข้อมูลสำคัญ
"ตระกูลต้านไถ?" หลินจืออวิ้นชะงัก "ทำไมพวกเขาต้องมากลั่นแกล้งเราด้วย ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรขัดผลประโยชน์กัน?"
"ตอนแรกข้าก็สงสัย แต่พอมาเห็นสภาพแวดล้อมบนเขาชิงเฟิง ข้าก็พอเดาออก ดินที่นี่เหมาะปลูกสมุนไพรมาก" ซ่างกวานหมิงเยว่อธิบาย "คุณชายใหญ่ต้านไถจิ่นพยายามประจบตระกูลเซียวทุกวิถีทาง แล้วช่วงปีมานี้ พันธมิตรของตระกูลเซียวอย่าง 'สมาคมการค้าวงแหวนเงิน' ก็ไล่กว้านซื้อที่ดินปลูกสมุนไพรไปทั่ว ต้านไถจิ่นคงคิดจะใช้วิธีบีบทางเศรษฐกิจ เพื่อยึดครองที่ดินผืนนี้ไปเป็นผลงาน"
"อย่างนี้นี่เอง"
พอนึกถึงพฤติกรรมของเศรษฐีจินและป้าหวัง หลินจืออวิ้นก็มั่นใจว่าซ่างกวานหมิงเยว่พูดถูก ตระกูลต้านไถจ้องจะงาบเขาชิงเฟิงจริงๆ
"ไอ้ 'ตระกูลต้านไถ' นี่ เก่งมากเหรอครับ?" จู่ๆ จงเหวินก็ถามแทรก
"ตระกูลต้านไถเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองชางอวิ๋น ไม่ธรรมดาแน่" ซ่างกวานหมิงเยว่อธิบายอย่างใจเย็น "แต่ที่น่ากลัวจริงๆ คือตระกูลเซียวที่หนุนหลังต้านไถจิ่นอยู่ ถ้าไม่นับแดนศักดิ์สิทธิ์กับราชวงศ์ ตระกูลเซียวก็แทบจะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของจักรวรรดิต้าเฉียนเลยล่ะ"
หลินจืออวิ้นคิ้วขมวดแน่น ไม่คิดว่าศัตรูจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ตระกูลเซียวเป็นมหาอำนาจอันดับสามของแผ่นดิน ต้องมียอดฝีมือระดับวงแหวนนภาเกลื่อนกลาด เผลอๆ จะมีสัตว์ประหลาดระดับเหนือกว่านั้นด้วยซ้ำ นางชักเริ่มไม่มั่นใจว่าจะรักษาภูเขาลูกนี้ไว้ได้
"คุณหนูซ่างกวาน 'สมาคมการค้าวงแหวนเงิน' กับ 'ห้างร้านเซิ่งอวี่' ของพวกคุณ ก็คงไม่ค่อยถูกกันสินะครับ?" จงเหวินเดาทาง
"พ่อค้าเหมือนกัน ย่อมต้องมีการแข่งขันเป็นธรรมดา" ซ่างกวานหมิงเยว่ไม่ปฏิเสธ
"ศัตรูของศัตรู คือมิตร ถ้าอย่างนั้น เราสองฝ่ายก็ถือว่าเป็นพันธมิตรกันโดยธรรมชาติสิครับ?" รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าจงเหวิน
"ใช่ค่ะ ช่วงนี้ห้างร้านเราก็โดน 'วงแหวนเงิน' เล่นงานหนักเหมือนกัน เห็นแก่ความเป็นพันธมิตร สูตรลับ 'ดุจเทพเซียน' ของท่านหมอจง..." ซ่างกวานหมิงเยว่ทำหน้าอ้อนวอนน่าสงสาร "ข้าให้ราคาห้าพันผลึกวิญญาณเลย เป็นไงคะ?"
"คุณหนูซ่างกวานรู้ไหมครับว่าตอนแรกผมคิดยังไง?" จงเหวินหุบยิ้ม สีหน้าจริงจัง "ผมกะว่าจะให้คุณเป็นตัวแทนจำหน่าย แล้วหักกำไรให้ผมสองส่วน"
"ไม่นึกว่าท่านหมอจงจะเชี่ยวชาญการค้าขายด้วย" ซ่างกวานหมิงเยว่ตกใจ ในฐานะลูกสาวพ่อค้า นางรู้ดีว่ากินกำไรระยะยาวคือหนทางรวยที่แท้จริง นางมองจงเหวินด้วยสายตาชื่นชมขึ้นไปอีก
"แต่ข่าวที่คุณเอามาวันนี้มีค่ามาก แถมเรายังมีศัตรูคนเดียวกัน ถือว่าเป็นคนกันเอง" จงเหวินพูดตรงประเด็น "หนึ่งหมื่นผลึกวิญญาณ สูตรเป็นของคุณ ผมไม่ขอส่วนแบ่ง แต่มีของแถมให้อย่างนึง ตกลงไหมครับ?"
หนึ่งหมื่นผลึกวิญญาณไม่ใช่เงินน้อยๆ ซ่างกวานหมิงเยว่รู้ว่าสินค้านี้ทำกำไรได้แน่ แต่กว่าจะคืนทุนก็ต้องใช้เวลา นางลังเลนิดหน่อย "ของแถมอะไรคะ?"
จงเหวิน: "ผมจะรักษาโรคให้พี่สาวคนข้างๆ คุณ"
ซ่างกวานหมิงเยว่หน้าเปลี่ยนสีทันที "เจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงรู้เรื่องอาการป่วยของท่านอาข้า?"
"นี่อาคุณเหรอ? หน้าเด็กจัง นึกว่าเป็นพี่สาวน้องสาวกันซะอีก" จงเหวินหยอดมุกจีบซ่างกวานจวินอี๋หน้าตาเฉย
แววตาของซ่างกวานหมิงเยว่เย็นยะเยือก ปล่อยรังสีอำมหิตของผู้ฝึกตนออกมา
หลินจืออวิ้นเห็นท่าไม่ดี รีบปล่อยพลังต้านไว้ กลัวจงเหวินจะโดนตบตายคาที่
"เยว่เอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท" ซ่างกวานจวินอี๋ที่นั่งเงียบมาตลอด โบกมือเบาๆ บรรยากาศตึงเครียดก็สลายไปในพริบตา
ยอดฝีมือระดับวงแหวนนภา!
หลินจืออวิ้นตกใจ เมื่อกี้อีกฝ่ายสลายพลังของนางได้อย่างง่ายดาย แสดงว่าระดับพลังต้องเหนือกว่านางแน่นอน
"ท่านหมอจง ท่านรู้โรคของข้าด้วยหรือ?" เสียงของซ่างกวานจวินอี๋นุ่มนวลอ่อนโยน
"พี่สาวครับ ก็ผมเป็นหมอนี่นา ถ้าแค่นี้ดูไม่ออก ก็เสียชื่อแย่สิ" จงเหวินทำท่าสบายๆ "ระดับพลังของพี่สาวคงตันอยู่แค่นี้ ไปต่อไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ?"
"ท่านหมอจงตาถึงจริงๆ" ซ่างกวานจวินอี๋ยอมรับ "เมื่อก่อนข้าจำเป็นต้องฝึกวิชาพิเศษบางอย่างเพื่อเอาตัวรอด แม้จะมีพลังมาก แต่วิชานั้นไม่สมบูรณ์ ชาตินี้คงไม่มีวันก้าวข้ามระดับวงแหวนนภาไปได้ พี่ชายข้าเคยพาไปหาอาจารย์ที่สำนักเหวินเต้าแล้ว แต่ก็ไม่มีวิธีแก้ ข้าเลยไม่อยากรบกวนท่านหมอจงหรอก"
จงเหวินยื่นหน้าเข้าไปใกล้ซ่างกวานจวินอี๋ กระซิบข้างหู "พี่สาวครับ สำนักเหวินเต้ารักษาไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าผมทำไม่ได้ ผมไม่เพียงแต่จะรักษาอาการบาดเจ็บของพี่ให้หายขาดได้นะ แต่ยังจะช่วยให้พี่กลับมารู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงได้อีกครั้งด้วย"
"เจ้า..." บนใบหน้าเรียบเฉยของซ่างกวานจวินอี๋ ปรากฏสีหน้าตกตะลึงเป็นครั้งแรก
[จบตอน]