- หน้าแรก
- ล็อกอินแปดปี สมบัติล้านล้านถูกเปิดเผย
- บทที่ 300 - กินขนมไปน้ำตาไหลไป
บทที่ 300 - กินขนมไปน้ำตาไหลไป
บทที่ 300 - กินขนมไปน้ำตาไหลไป
บทที่ 300 - กินขนมไปน้ำตาไหลไป
ทางด้านเย่ชิงก็พาพวกเด็กสาวขับรถมาถึงหน้าวิลล่าเรียบร้อยแล้ว
พอรถหยุดนิ่ง เด็กสาวแต่ละคนก็เริ่มตื่นขึ้นมา
ในตอนนี้พวกเธอรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งและตัวเบาหวิวอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวอย่างที่สุด
"จริงด้วยสิ พอได้ไปเดินป่ามาสักรอบ รู้สึกสบายตัวขึ้นเยอะเลย"
หลินเซวียนบิดขี้เกียจก่อนจะเปิดประตูรถเดินลงไป
เย่ชิงไม่ได้พูดอะไร เขาพาทุกคนเข้าไปในบ้านแล้วเอาแตงกวากับมะเขือเทศและผักอื่นๆ ไปแช่ไว้ในตู้เย็น
ส่วนใบชานั้น เขาหากล่องใบเล็กที่ดูประณีตมาใส่เก็บไว้อย่างดี
จากนั้น เย่ชิงก็เอาใบชาพวกนั้นมาชงชาให้พวกเด็กสาวได้ชิมดู
พวกเด็กสาวแค่จิบไปเพียงนิดเดียว ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"นี่มันชาเทพเจ้าอะไรกันเนี่ย หรือว่าจะเป็นหญ้าเซียนกันคะ"
พวกเธอรู้สึกเหมือนมีกลิ่นหอมของชาฟุ้งกระจายระเบิดอยู่ในปากจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย
มันเหมือนกับตุ่มรับรสได้ว่ายน้ำเล่นอยู่ในทะเลน้ำชาอย่างลึกลับและน่าอัศจรรย์ใจ
พอดื่มลงไปแล้ว ไม่ใช่แค่กลิ่นหอมจะติดอยู่ที่ริมฝีปากและฟันเท่านั้น แต่ยังรู้สึกชุ่มชื่นไปถึงขั้วปอด
ใบชาชนิดนี้ ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็เรียกได้ว่าไร้ที่ติ
ที่เกินจริงยิ่งกว่านั้นก็คือ ชาชนิดนี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปอะไรเลย เป็นเพียงใบอ่อนที่เพิ่งเด็ดมาสดๆ แต่กลับให้รสชาติได้ขนาดนี้ มันน่าทึ่งจนทำให้คนต้องตะลึงจริงๆ
เย่ชิงมองดูพวกเด็กสาวที่กำลังชื่นชมใบชาแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
"อร่อยใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวตอนเที่ยงน้าจะผัดมะเขือเทศให้กินนะ"
"จะใช้ของที่เก็บมาจากบนเขานั่นแหละ พวกคุณต้องรู้สึกถึงความแตกต่างแน่นอน"
พูดจบ เย่ชิงก็เห็นว่าได้เวลาแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องครัว
ไม่นานนัก มะเขือเทศผัดไข่ แตงกวาตำ มะเขือยาวน้ำแดง และไข่ตุ๋นน้ำพุภูเขาก็ถูกยกออกมาวางบนโต๊ะ
วัตถุดิบของอาหารเลิศรสเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ซูชิงเฉิงและคนอื่นๆ ขนมาจากบนเขา
"อื้ม มะเขือเทศนี่มันสุดยอดไปเลย อร่อยกว่าตอนกินสดๆ อีก"
ซูชิงเฉิงลองชิมมะเขือเทศผัดไข่ไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกเหมือนรสหวานหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของมะเขือเทศระเบิดฟุ้งไปทั่วปาก
แม้จะเคยกินแบบสดๆ บนเขามาบ้างแล้ว แต่เห็นชัดเลยว่าพอมันผ่านการปรุงโดยฝีมือเย่ชิงแล้ว มะเขือเทศพวกนี้ก็เปลี่ยนไปจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นรสสัมผัส รสที่ติดอยู่ในลำคอ หรือแม้แต่สีสัน ล้วนได้รับการยกระดับขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เอวี่เออร์ลองชิมแตงกวาตำแล้วก็ยกนิ้วโป้งให้พลางตักเข้าปากต่ออีกหลายชิ้น
"อื้ม นี่คือแตงกวาที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาเลย"
อาหารพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นจานไหนก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจจนตาโต พวกเด็กสาวเลิกห่วงภาพลักษณ์กุลสตรีไปชั่วขณะ ต่างคนต่างถือตะเกียบและชามข้าวรุมกินกันจนโต๊ะแทบจะถล่ม
"เอิ๊ก"
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว ซูชิงเฉิงก็เรอออกมาทีหนึ่ง เธอนึกถึงหวังเฟิงที่อยู่บนเขาจึงหันไปมองเย่ชิง
"น้าเล็ก พี่ชายนักพรตนั่นต้องไม่เคยได้กินขนมพวกนั้นแน่เลย ตอนนี้เขาคงกำลังกินอย่างมีความสุขอยู่แน่ๆ"
เย่ชิงได้ยินแบบนั้นก็ขำออกมาทันทีแล้วบอกกับซูชิงเฉิงว่า
"55 น่าจะเป็นแบบนั้นแหละนะ"
แต่ความจริงแล้วสภาพของหวังเฟิงในตอนนี้กลับต่างจากที่ซูชิงเฉิงจินตนาการไว้ลิบลับ
บนภูเขา หนึ่งคนกับหนึ่งหมีกำลังนั่งอยู่หน้าอารามและจำใจต้องกินขนมขบเคี้ยว
สายลมภูเขาพัดผ่านใบหน้าของหวังเฟิงจนทำให้น้ำตาแห่งความขมขื่นไหลออกมา เขานึกถึงผลไม้ผักสดและใบชาเหล่านั้นแล้วก็ปวดใจเหลือเกิน
ภายในวิลล่า หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ เย่ชิงกับเอวี่เออร์ช่วยกันล้างจานเสร็จเดินออกมา เย่ชิงก็ได้รับโทรศัพท์จากซุนเทียนเจิ้ง
"เย่หลงเจียง พรุ่งนี้ท่านพอจะมีเวลาไหมครับ"
เย่ชิงได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายก็ถามกลับไปเรียบๆ ว่า
"มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ"
ซุนเทียนเจิ้งที่ปลายสายหัวเราะแล้วพูดอย่างกระตือรือร้นว่า
"ไม่มีอะไรครับ ก็แค่เจียงเจิ้นหนานขุนพลมังกรเจียงที่เคยได้รับยาทิพย์ช่วยชีวิตจากท่านน่ะครับ เขาอยากจะมาขอบคุณท่านด้วยตัวเอง ประจวบเหมาะกับที่ผมมีชาดีๆ อยู่พอดี เลยอยากชวนท่านมาจิบชาและพบปะสังสรรค์กันสักหน่อย"
"ได้สิครับ"
เย่ชิงไม่ได้ลังเลใจ เขาคุยเล่นต่ออีกสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป
ทางด้านซุนเทียนเจิ้งและเจียงเจิ้นหนานที่นัดเย่ชิงได้สำเร็จต่างก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ซุนเทียนเจิ้งยิ้มพลางไปหยิบใบชาที่เตรียมไว้ในตู้มาวางตรงหน้าเจียงเจิ้นหนาน
พอเจียงเจิ้นหนานเห็นก็ถึงกับร้องอุทานออกมา นี่มันชาต้าหงเผาบรรณาการนี่นา
"สุดยอดไปเลยนะตาแก่ซุน ของดีขนาดนี้ฉันยังไม่เคยได้ดื่มเลยนะ"
แม้เขาจะยังไม่เคยดื่ม แต่เขาก็รู้จักชาต้าหงเผาบรรณาการดี ชาชั้นเลิศแบบนี้มีคนไม่กี่คนหรอกที่จะมีวาสนาได้ลิ้มรส
"ฉันว่านะแกน่ะนิสัยเสียจริงๆ ปกติไม่ยอมเอาออกมา ที่แท้ก็เพื่อจะเอาไว้ต้อนรับเย่หลงเจียงสินะ"
ซุนเทียนเจิ้งหัวเราะพลางถลึงตาใส่เจียงเจิ้นหนาน
"ทำไมล่ะ หรือจะให้ตาแก่แบบแกมาแย่งกินของดีๆ ไปล่ะ"
เจียงเจิ้นหนานไม่พูดอะไรต่อแต่เขาแย่งชาต้าหงเผาบรรณาการในมือซุนเทียนเจิ้งมาถือไว้เองทันที
"555 สุดท้ายก็นลาภปากฉันอยู่ดี ฉันจะอาศัยบารมีเย่หลงเจียงขอจิบของดีด้วยคนนะ"
"ตาแก่คนนี้ ทำตัวเหมือนเด็กไปได้"
ชายชราทั้งสองคนต่างก็มีอารมณ์ดี หยอกล้อกันสักพักก่อนจะแยกย้ายกันไปเตรียมการสำหรับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ส่วนพวกเย่ชิงหลังจากทานข้าวเสร็จต่างก็ไปนอนพักกลางวันกันสักพัก
พอทานมื้อเย็นเสร็จและเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เย่ชิงก็เสนอให้ทุกคนออกไปวิ่งเล่นด้วยกัน
"พวกเราไม่ได้ออกกำลังกายกันนานแล้วนะ อาศัยช่วงกลางคืนที่อากาศเย็นๆ แบบนี้ออกไปวิ่งกันหน่อยดีไหม"
"ดีค่ะ"
พวกเด็กสาวได้ยินแบบนั้นก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่ ต่างคนต่างกลับห้องไปเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงกีฬา
หลังจากนั้น ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อมและมารวมตัวกันที่หน้าประตู
ตอนนี้พวกเด็กสาวทุกคนสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงกีฬาแขนยาวสีดำเหมือนกันหมด
การแต่งกายแบบนี้ช่วยเน้นให้เห็นรูปร่างของพวกเธอได้อย่างชัดเจน
ซูชิงเฉิงแม้หน้าท้องจะมีไขมันส่วนเกินอยู่นิดหน่อย แต่มันกลับไม่ได้ลดทอนความงามลงเลยสักนิด กลับดูมีน้ำมีนวลและดูน่ารักขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่ลงตัว
หลินเซวียนเดิมทีก็เป็นคนหุ่นดีอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้สวมชุดแบบนี้เธอก็ดูสดใสน่ารักและมีสง่าราศีเป็นอย่างมาก
เอวี่เออร์ยิ่งดูน่าทึ่งขึ้นไปอีก การฝึกโยคะเป็นประจำทำให้เธอไม่มีไขมันส่วนเกินเลย ร่างกายเธอดูเนียนกระชับและมีความงามที่ดูบอบบางซ่อนอยู่
ส่วนเย่ชิงก็เปลี่ยนมาสวมชุดกีฬา ร่างกายที่แข็งแรงของเขาแสดงให้เห็นถึงพละกำลังและการพุ่งทะยานที่ยอดเยี่ยม
"ไปกันเถอะ พร้อมกันแล้วนะ"
เย่ชิงเห็นพวกเด็กสาวเตรียมตัวเสร็จแล้วก็นำทุกคนออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำแถวๆ นั้น
ในตอนกลางคืนริมแม่น้ำมักจะมีคนออกมาเดินเล่นพักผ่อนใต้แสงไฟริมทาง และมีอีกหลายคนที่ใส่หูฟังออกมาวิ่งจ็อกกิ้งตอนกลางคืน
การปรากฏตัวของเย่ชิงและพวกซูชิงเฉิงที่นี่กลายเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามสะดุดตาทันที
นี่เรียกได้ว่าเป็นการรวมตัวของหนุ่มหล่อสาวสวย ซูชิงเฉิง หลินเซวียน และเอวี่เออร์ล้วนเป็นหญิงงามระดับแนวหน้า ยิ่งสวมชุดกีฬายิ่งดูมีพลังและสดใส
ส่วนเย่ชิงนอกจากจะหล่อเหลาแล้ว รูปร่างของเขาท่ามกลางฝูงชนก็ยังดูโดดเด่นอย่างมาก กล้ามเนื้อของเขาไม่ได้ดูใหญ่น่ากลัวเหมือนนักเพาะกาย แต่มันกลับดูเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
แถมกลิ่นอายที่ดูเป็นผู้ใหญ่และเหนือโลกของเขาก็ยังดึงดูดสายตาของเด็กสาวแถวนั้นได้ไม่น้อย
พวกผู้ชายเองก็มองเย่ชิงด้วยสายตาที่อิจฉาเป็นส่วนใหญ่ การที่สามารถออกมาวิ่งตอนกลางคืนกับสาวสวยระดับนี้ได้ถึงสามคน นี่มันคือผู้ชนะในชีวิตชัดๆ
"สุดยอดไปเลยนะนั่น ออกมาวิ่งกับสาวสวยสามคนเลยเหรอ"
"ฉันว่าผู้ชายคนนั้นหล่อมากเลยนะ สเปกฉันเลยล่ะ"
"เลิกเพ้อเจ้อเถอะ ฉันว่าเธอคงไม่มีโอกาสหรอก"
หลังจากเย่ชิงนำทุกคนวิ่งไปได้สักพัก ซูชิงเฉิงเริ่มรู้สึกเบื่อจึงเสนอให้แข่งกันว่าใครจะวิ่งได้เร็วกว่า
"น้าเล็ก วิ่งแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไป พวกเรามาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะวิ่งเร็วกว่ากัน"
เย่ชิงมองท่าทางกระตือรือร้นของซูชิงเฉิงแล้วก็ขำออกมา
"ได้สิ ทุกคนจะแข่งด้วยไหม"
"ได้ค่ะ"
วันนี้ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ทั้งที่ตอนกลางวันพวกเด็กสาวออกไปปีนเขากันมาจนเหนื่อย แต่ตอนนี้พวกเธอกลับรู้สึกว่ามีพละกำลังเต็มเปี่ยม
"โอเค น้าจะนับหนึ่งถึงสามแล้วเริ่มกันเลยนะ"
เย่ชิงยิ้มมองทุกคนและเตรียมพร้อมที่จะเร่งความเร็ว
แต่หลินเซวียนไม่ยอม เธอจ้องมองเย่ชิงด้วยท่าทางจริงจัง
"น้าเล็ก ไม่ได้นะ น้าต้องให้พวกเราวิ่งไปก่อน"
หลินเซวียนแลบลิ้นใส่เย่ชิงพลางทำท่าทางประกอบเหตุผล
"พวกเราสู้ความเร็วของน้าไม่ได้แน่นอน แบบนี้ถึงจะยุติธรรมค่ะ"
ซูชิงเฉิงและเอวี่เออร์พยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของหลินเซวียน
"ก็ได้ น้าจะให้พวกคุณวิ่งไปก่อนครึ่งนาที ตกลงไหม"
"ตกลงค่ะ ครึ่งนาทีนะ"
เอวี่เออร์เองก็ดูอยากจะลองแข่งดูเหมือนกัน เย่ชิงพยักหน้าแล้วยืนรออยู่ที่เดิม
ส่วนพวกเด็กสาวทั้งสามคนก็รีบเร่งความเร็วออกไปพร้อมกัน
"วิ่งเร็วเข้า พวกเราต้องชนะน้าเล็กให้ได้นะ"
ซูชิงเฉิงหัวเราะเสียงดังนำหน้าเอวี่เออร์และหลินเซวียนเร่งฝีเท้าออกไป
เย่ชิงยกยิ้มมุมปาก พอผ่านไปครึ่งนาที พวกเด็กสาวก็วิ่งไปได้ไกลมากแล้ว
"เริ่มล่ะนะ"
เย่ชิงไม่ควบคุมความเร็วของตัวเองอีกต่อไป เขาพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับจะพาเอาสายลมพัดแรงตามไปด้วย
เหล่านักวิ่งแถวนั้นที่แต่งตัวเต็มยศ สวมรองเท้าวิ่งราคาแพงและมีผ้าคาดหัว ต่างมองเห็นเพียงเงาร่างที่เหมือนเสือชีต้าพุ่งผ่านหน้าไป
เงาร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเย่ชิง
"พระเจ้าช่วย นั่นมันตัวอะไรน่ะ"
พวกเขารู้สึกขาอ่อนแรงขึ้นมาทันทีขณะมองตามเงาของเย่ชิงที่วิ่งฉิวไปจนทุกคนได้แต่อ้าปากค้าง
แม้พวกเขาจะเป็นนักวิ่งสมัครเล่น แต่ความเร็วของพวกเขาก็เรียกได้ว่าเป็นระดับแถวหน้าของคนทั่วไป
พวกเขารู้เรื่องการวิ่งดี ความเร็วระดับที่เย่ชิงทำได้นั้นในสายตาของพวกเขามันช่างน่าสยดสยองเหลือเกิน
"นี่มันเหนือกว่านักกีฬาอาชีพซะอีกนะเนี่ย"
ชายคนหนึ่งปาดเหงื่อพลางมองตามแผ่นหลังของเย่ชิงที่วิ่งไกลออกไปและเอ่ยชม
ส่วนชายอีกคนหนึ่งกลับแสดงท่าทางตกใจยิ่งกว่าเดิม
"ไม่ใช่แค่เหนือกว่านะ ความเร็วแบบนั้นน่าจะแซงหน้านักกีฬาส่วนใหญ่ไปแล้วล่ะ"
"ดูระยะทางที่เขาวิ่งออกไปสิ เพิ่งจะผ่านไปแค่สิบวินาทีเองนะ มีนักกีฬาคนไหนวิ่งไปได้ไกลขนาดนั้นในสิบวินาทีบ้าง"
ตอนนี้พวกเขาถึงได้รู้ว่า นักวิ่งสมัครเล่นอย่างพวกเขาน่ะเทียบกับระดับเทพตัวจริงไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
"ยอดฝีมืออยู่ในหมู่คนธรรมดาจริงๆ สินะ"
ขณะที่พวกเขายังคงชื่นชมอยู่นั้น เย่ชิงก็วิ่งตามพวกซูชิงเฉิงทันแล้ว และเขาวิ่งขนานไปกับพวกเธอเป็นเส้นตรง
"น้าเล็ก น้าเร็วเกินไปแล้วนะ"
ซูชิงเฉิงมองเย่ชิงที่อยู่ข้างๆ ด้วยความตกใจ เธอรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ผ่านไปแค่แป๊บเดียว เย่ชิงก็ตามมาทันแล้ว
พวกเธอรู้สึกว่ายังวิ่งไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่เลยนะ
"55 เป็นไง ยอมแพ้หรือยัง"
เย่ชิงยิ้มพลางรักษาความเร็วให้เท่ากับพวกเด็กสาวโดยที่เขาไม่มีอาการเหนื่อยหอบเลยแม้แต่น้อย ฝีเท้าเขายังดูผ่อนคลายสุดๆ
หลินเซวียนและเอวี่เออร์ต่างก็อึ้งไป โดยเฉพาะเอวี่เออร์ พอเธอมองเวลาถึงได้รู้ว่าตั้งแต่พวกเธอเริ่มแข่งกันมามันเพิ่งผ่านไปไม่ถึงสี่สิบวินาทีเอง
นี่หมายความว่าเย่ชิงวิ่งสบายๆ ด้วยความเร็วที่เป็นสามเท่าของพวกเธอ
มันเป็นแนวคิดระดับที่จินตนาการไม่ถึงเลยจริงๆ
และพอดูท่าทางของเย่ชิงแล้ว เขากำลังออมมือให้อยู่เห็นๆ
"น้าเล็ก น้าเป็นมนุษย์เจ้าลมกรดหรือเปล่าคะ เล่นแบบนี้ขี้โกงชัดๆ น้าโกงพวกเรา"
หลินเซวียนทำหน้าไม่ยอมแพ้และร้องท้าทายขอแข่งกับเย่ชิงอีกครั้ง
"ก็ได้ รอบนี้น้าจะต่อให้พวกคุณหนึ่งนาทีเลย"
"ตกลงค่ะ หนูไม่เชื่อหรอกว่าแบบนี้จะยังตามมาทันอีก"
หลินเซวียนชูหมัดเล็กๆ ขึ้นมาอย่างมุ่งมั่น
เย่ชิงยิ้มแล้วหยุดวิ่ง ส่วนหลินเซวียนและคนอื่นๆ ก็เร่งความเร็วขึ้นไปอีก
ตอนนี้พวกเธอแทบจะรีดพลังทั้งหมดออกมาใช้แล้ว เป็นความเร็วที่มากที่สุดเท่าที่พวกเธอจะทำได้
เย่ชิงยืนรออยู่ข้างหลัง เหล่านักวิ่งสมัครเล่นเมื่อครู่ก็วิ่งตามมาทันและมายืนอยู่ข้างหลังเย่ชิงด้วยความสงสัยว่าเขากำลังจะทำอะไร
"เอ๊ะ ทำไมไม่วิ่งต่อล่ะครับ"
"คุณไม่เห็นเหรอ เมื่อกี้พวกเด็กสาววิ่งไปก่อนแล้ว นี่น่าจะเป็นการแข่งกันน่ะ"
"มิน่าล่ะ เฮ้ พวกเรามาลองแข่งดูบ้างไหม"
พวกเขาเห็นพ้องต้องกันและรีบเดินเข้าไปหาเย่ชิงทันที
แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะ แต่การได้ประลองกับคนระดับเทพแบบนี้มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก
ในกระบวนการนี้พวกเขาอาจจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง
"พี่ครับ พวกเราขอลงแข่งด้วยคนได้ไหม"
พอได้ยินเสียงของเหล่านักวิ่งด้านหลัง เย่ชิงก็หันกลับไปยิ้มพยักหน้าให้
"ได้สิครับ งั้นผมจะนับถอยหลังแล้วเริ่มกันเลยนะ"
เหล่านักวิ่งพยักหน้าเห็นท่าทางเป็นกันเองของเย่ชิงแล้วก็ยิ่งรู้สึกเคารพเขามากขึ้นไปอีก
"สาม สอง หนึ่ง เริ่มได้"
พอถึงเวลา เย่ชิงก็นับถอยหลังแล้วออกตัววิ่งไปพร้อมกับคนอื่นๆ พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่หลุดจากคันศร
เหล่านักวิ่งต่างก็รีดพลังทั้งหมดออกมา แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเย่ชิงแซงหน้าพวกเขาไปตั้งแต่เริ่มออกตัว
ความเร็วตอนออกตัวนั่นมันน่าตกใจจริงๆ
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เย่ชิงก็ทิ้งห่างพวกเขาไปถึงห้าสิบเมตรแล้ว
ตูม
พวกเขาเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่หัวจนรู้สึกชาวาบไปถึงหนังศีรษะ
นี่มันเป็นสิ่งที่เหนือความเข้าใจของพวกเขาไปแล้วจริงๆ
"นี่คือเทพเจ้าตัวจริงเลยนะเนี่ย"
ตอนนี้พวกเขาหมดอารมณ์ที่จะวิ่งต่อแล้ว ได้แต่หยุดยืนอยู่ที่เดิมและมองตามเย่ชิงที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย
ไม่นานนัก เย่ชิงก็ตามซูชิงเฉิงและเด็กสาวทั้งสามคนทันอีกครั้ง
ตอนนี้พวกเด็กสาวได้แต่มองหน้ากันด้วยความเซ็งจนไม่อยากจะแข่งต่อแล้ว
"น้าเล็ก พวกเราไม่แข่งแล้วค่ะ วิ่งไปเรื่อยๆ ดีกว่า"
ซูชิงเฉิงหมดอารมณ์ที่จะแข่งทันที อุตส่าห์ต่อให้ตั้งหนึ่งนาทีแต่ก็ยังโดนตามทันในพริบตา
"ตกลง"
เย่ชิงพยักหน้าและวิ่งอยู่ข้างๆ พวกเด็กสาว ทุกคนวิ่งไปพลางพูดคุยหัวเราะกันไปพลาง
แม้จะไม่มีใครวิ่งชนะเย่ชิงได้ แต่พวกเธอก็ประหลาดใจที่พบว่าวันนี้วิ่งมาตั้งนานแล้วแต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
โดยเฉพาะซูชิงเฉิงที่ปกติพละกำลังจะแย่ที่สุด แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าวิ่งมานานขนาดนี้แล้วเธอยังไม่เหนื่อยหอบเท่าไหร่เลย
พอเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้ว เย่ชิงก็นำพวกเด็กสาวกลับมาที่วิลล่า
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทราวกับน้ำหมึก ทุกคนรีบไปอาบน้ำแล้วแยกย้ายกันเข้าห้องไปนอนหลับพักผ่อน