- หน้าแรก
- ซูเปอร์ด็อกเตอร์ เส้นทางเทพเริ่มจากการเช็กอิน
- บทที่ 20 - เหตุการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง
บทที่ 20 - เหตุการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง
บทที่ 20 - เหตุการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง
บทที่ 20 - เหตุการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง
สิบเอ็ดโมง
ซูหยางรออยู่ที่หน้าโรงพยาบาล หลังจากจัดการงานประจำวันเสร็จ ช่วงบ่ายซูหยางได้หยุดเวร เมื่อวานนัดกับคุณลุงไว้แล้วว่าจะไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยกัน
ไม่นาน คุณลุงก็ขี่รถสามล้อไฟฟ้ามาถึงหน้าโรงพยาบาล บนรถบรรทุกผักและผลไม้มาเต็มคัน รถจอดสนิท ซูหยางเดินเข้าไปหาคุณลุง มองผักผลไม้บนรถ ดูเหมือนจะเยอะไปหน่อย
"ลุงครับ เยอะไปหน่อย เงินเดือนออกผมอาจจะไม่พอคืนนะ"
รอเงินเดือนออก ยังต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน เดิมทีแพทย์หมุนเวียนก็ได้เงินเดือนแค่สองพันกว่าบาท เทียบกับค่าครองชีพในเมืองใหญ่ ซูหยางต้องคิดหน้าคิดหลังทุกการใช้จ่าย
"ใครจะให้แกคืน รีบขึ้นรถเถอะ ได้เวลาแล้ว ไปถึงจะได้ทำกับข้าวพอดี"
คุณลุงปากร้ายแต่ใจดี หลายปีมานี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แกไม่เคยแต่งงาน เลยได้แต่ฝากใจไว้ที่อื่น
ซูหยางขึ้นรถสามล้อไฟฟ้า นั่งข้างคุณลุง ภาพแบบนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว
แพทย์หมุนเวียนที่เลิกงานพร้อมกันเดินออกมาจากประตูพอดี หวงโหรวเจียก็อยู่ในกลุ่มนั้น เห็นภาพหน้าประตู ก็ถามแพทย์หมุนเวียนข้าง ๆ อย่างสงสัยว่า "ซูหยางทำงานเสริมด้วยเหรอ?"
"ไม่ใช่งานเสริม ซูหยางไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทุกอาทิตย์ เงินเดือนเขาหมดไปกับการซื้อของพวกนั้นแหละ"
คนพูดคือเพื่อนร่วมรุ่นของซูหยาง พอรู้นิสัยซูหยางอยู่บ้าง
"ทำไมเขาต้องเอาของไปให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า?"
หวงโหรวเจียไม่เข้าใจ
"ได้ยินว่าเขาโตมาจากที่นั่น นอกเหนือจากนั้นฉันก็ไม่รู้แล้ว ซูหยางไม่เคยเล่า"
เพื่อนคนนั้นพูดต่อ
"ซูหยางตอนเรียน นิสัยก็เป็นแบบนี้เหรอ จะพูดยังไงดี แปลกคนแบบนี้เหรอ?"
หวงโหรวเจียถามต่อ เธอไม่เคยเจอคนแบบซูหยาง ดูเหมือนจะเป็นคนเก็บตัว แต่จิตใจเข้มแข็ง แถมคนที่กล้าเถียงหัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาทฉอด ๆ มีไม่กี่คนหรอก แต่อีกมุมหนึ่ง คนคนนี้ก็สร้างกำแพงกับคนรอบข้าง
"เขาไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมเจ้าหญิงอย่างเธอถึงสนใจเขานักล่ะ?"
"ไม่มีอะไร"
หวงโหรวเจียทำท่าครุ่นคิด จู่ ๆ ก็เริ่มสนใจในตัวซูหยางขึ้นมานิดหน่อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถสามล้อก็มาถึงหน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็ก ๆ รู้แต่เช้าแล้วว่าซูหยางจะมา จึงมารอกันที่หน้าประตู พอเห็นเขามา ก็วิ่งกรูกันเข้ามาห้อมล้อมเขาไว้
แม่ลี่ ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ยืนมองภาพอันอบอุ่นนี้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่ที่หน้าประตู
ซูหยางลงจากรถ ช่วยคุณลุงขนผักและผลไม้เข้าไปในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กโตหน่อยก็มาช่วยด้วย ไม่นานก็ขนของเสร็จ ระหว่างนั้นซูหยางรู้สึกทะแม่ง ๆ ตลอดเวลา
จนกระทั่งขนของเสร็จ คุณลุงมีธุระด่วน ขี่รถกลับไปก่อน
ซูหยางเดินไปหาแม่ลี่ มองดูทุกคนที่หน้าประตู แล้วถามแม่ลี่ด้วยความสงสัยว่า "แม่ลี่ครับ ทำไมเสี่ยวปินไม่อยู่ครับ? ยังไม่เลิกเรียนเหรอ?"
เสี่ยวปินที่ซูหยางพูดถึง คือเด็กชายที่ซนที่สุดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ปกติชอบก่อเรื่องไปทั่ว
"เมื่อเช้าบอกว่าจะไปโรงเรียน แม่ไม่วางใจ โทรไปที่โรงเรียน ครูบอกว่าโดดเรียนอีกแล้ว เด็กคนนี้ แม่ไม่รู้จะจัดการยังไงแล้ว"
แม่ลี่พูดไปถอนหายใจไป เด็กเยอะเกินไป เธอจะดูแลให้ทั่วถึงทุกคนก็เป็นไปไม่ได้ ได้แต่ทำเต็มที่
"ทำแบบนี้ไม่ได้นะ เสี่ยวปินไปขลุกอยู่กับพวกเด็กเกเรกลุ่มนั้นอีกแล้วใช่ไหมครับ?"
ซูหยางเริ่มโกรธ เสี่ยวปินฉลาดมาก ซูหยางตั้งความหวังกับเขาไว้ ที่ซูหยางตั้งใจเรียนและทำงานหนักขนาดนี้ ก็หวังว่าถ้ามีฐานะดีขึ้น จะได้ช่วยน้อง ๆ พวกนี้บ้าง
แม่ลี่ทำท่าอึกอัก ไม่รู้จะพูดยังไงดี จังหวะนั้นเอง เด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เหงื่อท่วมตัว วิ่งไปตะโกนไปว่า "แม่ลี่ แม่ลี่ พี่ปินโดนกระจกทับสลบไปแล้ว อยู่ในห้าง คนมุงเต็มเลย"
"อะไรนะ?"
"ทำไมเป็นแบบนั้น?"
ซูหยางและแม่ลี่อุทานพร้อมกัน
"แม่ลี่ แม่ขาไม่ดี ผมไปดูเอง แม่ไม่ต้องห่วง"
เห็นแม่ลี่ร้อนรน ซูหยางรีบปลอบ
"จ้ะ ฝากด้วยนะลูก"
สภาพตัวเองเป็นยังไงแม่ลี่รู้ดี สังขารแบบนี้ไปถึงก็ทำอะไรไม่ได้
"รีบพาพี่ไป"
ซูหยางพูดอย่างร้อนรน
"ครับ"
เด็กน้อยพยักหน้า พาซูหยางวิ่งเหยาะ ๆ ไปทางห้างสรรพสินค้า
ไม่นาน ซูหยางก็ตามเด็กน้อยมาถึงห้างที่เกิดเหตุ พอเข้าไปในโถงใหญ่ ซูหยางก็เห็นคนมุงกันอยู่จุดหนึ่ง เขาแหวกฝูงชนเข้าไปอย่างยากลำบาก
ซูหยางมองปราดเดียวก็เห็นเสี่ยวปินนอนอยู่บนพื้น ตาปิดสนิท หน้าซีดเผือดไร้เลือดฝาด ข้างตัวมีเศษกระจกกระจายอยู่ และมีเศษกระจกชิ้นหนึ่งปักอยู่ที่ท้อง เลือดไหลนองเต็มพื้น
ข้าง ๆ มีชายวัยกลางคนสวมชุดคนงานสีน้ำเงิน สวมถุงมือผ้าสีขาว ยืนมองเสี่ยวปินที่นอนอยู่บนพื้นด้วยความร้อนรน
ถัดจากชายชุดคนงาน มีชายสวมชุด รปภ. และหญิงวัยกลางคน ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของร้านแถวนั้น
ซูหยางรีบนั่งลงยอง ๆ อันดับแรกจับชีพจรที่คอ ยังดี ชีพจรยังเต้นอยู่ ซูหยางโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
ซูหยางเอานิ้วไปอังที่จมูก
ไม่หายใจ!
ดูสีหน้าอีกที ซีดขาว นี่เป็นอาการขาดออกซิเจน และหน้าอกไม่มีการขยับขึ้นลง แสดงว่าตอนนี้ไม่มีการหายใจด้วยตัวเองแล้ว
ซูหยางเงยหน้าขึ้น ถามอย่างร้อนรนว่า "ใครบอกผมได้บ้าง เขาบาดเจ็บได้ยังไง?"
ลุง รปภ. และหญิงวัยกลางคน ถอยหลังไปพร้อมกัน ลุงชุดคนงานทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พูดว่า "กระจกแผ่นนี้ผมวางไว้ที่โถง เตรียมจะติดตั้ง เขาวิ่งลงมาจากชั้นสอง ไม่ดูทาง ชนกระจกแตก"
ซูหยางก้มลงดูอีกครั้ง เศษกระจกเต็มตัวจริง ๆ แล้วคลำที่หน้าอก รู้สึกชัดเจนว่ามีส่วนที่ปูนนูนขึ้นมา
นี่คือภาวะลมในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดแรงดันจากการบาดเจ็บ ทำให้ปอดแฟบและถูกกดทับ ยับยั้งการหายใจโดยสมบูรณ์ ซูหยางวินิจฉัยสถานการณ์ปัจจุบันได้ในพริบตา
ไม่ทันแล้ว จากที่นี่ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ต้องนั่งรถสิบกว่านาที ยังไม่ทันถึงโรงพยาบาล ก็จะเกิดภาวะสมองตายจากการขาดออกซิเจนเนื่องจากการหยุดหายใจ
แต่ว่า สถานการณ์ตอนนี้ ในมือไม่มีเครื่องมือแพทย์อะไรเลย เขาแทบจะทำอะไรไม่ได้!
จริงสิ การปฐมพยาบาลในสนามรบ!
ซูหยางนึกขึ้นได้ทันที การลงชื่อเมื่อเช้า ให้แพ็กเกจประสบการณ์ปฐมพยาบาลในสนามรบมา
เขาทบทวนในสมอง ใช่จริง ๆ ด้วย ในประสบการณ์ปฐมพยาบาลในสนามรบ มีมาตรการฉุกเฉินสำหรับจัดการสถานการณ์แบบนี้!
ซูหยางลุกขึ้นยืน มองลุง รปภ. แล้วพูดอย่างเร่งด่วนว่า "ผมเป็นหมอแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลซื่ออี ตอนนี้คนเจ็บหายใจไม่ได้แล้ว ผมต้องจัดการด่วน รบกวนคุณหาของให้ผมหน่อย ได้ไหมครับ?"
ลุง รปภ. พยักหน้าหงึกหงัก ถ้ามีคนตายในห้างตอนเขาเข้าเวร เขาโดนไล่ออกแน่
"มีดเล็ก ๆ หนึ่งเล่ม ท่อยางเล็ก ๆ ยาว 20 ซม. หนึ่งเส้น แล้วก็เหล้ากับเทปกาว ของพวกนี้ พอจะหาได้ไหมครับ?"
ซูหยางพยักหน้า ถามรัวเร็ว
ลุง รปภ. คิดดู แล้วรีบตอบว่า "มีครับ มี ของพวกนี้มีหมด เดี๋ยวผมไปเอามาให้"
พูดจบ ก็วิ่งหน้าตั้งไปเอาของที่ห้องพักเวร
"ทุกคนอย่ามุงครับ ขอพื้นที่หน่อย"
ซูหยางหันไปพูดเสียงดังกับคนที่มุงดู
ทุกคนได้ยินดังนั้น ก็ขยับถอยออกไป แต่ไม่ได้จากไปไหน กลับมีคนมายืนมุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ