- หน้าแรก
- ซูเปอร์ด็อกเตอร์ เส้นทางเทพเริ่มจากการเช็กอิน
- บทที่ 14 - ทางเดียวกัน
บทที่ 14 - ทางเดียวกัน
บทที่ 14 - ทางเดียวกัน
บทที่ 14 - ทางเดียวกัน?
ห้าทุ่ม
อวิ๋นเมิ่งทำเรื่องนอนโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นเฟยและป้าของเธอเฝ้าไข้อยู่ที่โรงพยาบาล เจียงเสี่ยวฉีและหลินเฟิงต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ดึกมากแล้ว ซูหยางเองก็เตรียมจะกลับอะพาร์ตเมนต์เช่าของเขา
ยืนอยู่หน้าประตูโรงพยาบาล ซูหยางรู้สึกตื้นตันใจ ไม่นึกเลยว่าได้รับระบบมาเพียงแค่สามวัน ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ เรื่องที่เมื่อก่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิด ตอนนี้เขากลับทำได้แล้ว
"หมอซูคะ?"
ขณะที่ซูหยางกำลังยืนตากลมเย็น ๆ เตรียมจะเดินกลับ หูของเขาก็แว่วเสียงใส ๆ ดังขึ้น
หันไปมอง ที่แท้ก็เป็นผู้จัดการร้านอาหารเมื่อตอนเย็น เธอน่าจะแนะนำตัวไปแล้วว่าชื่อหลินเวย เธออยู่ในชุดสูทกระโปรงทำงานสีดำ ภายใต้แสงไฟยามค่ำคืน เธอดูสวยกว่าเมื่อก่อนหน้านี้เสียอีก สีหน้าดูผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ที่ร้านอาหารมาก การผ่าตัดของอวิ๋นเมิ่งทำได้ทันท่วงที การนอนดูอาการก็แค่รักษาตามอาการง่าย ๆ ไม่ได้ใช้เงินเยอะ ที่สำคัญที่สุดคืออวิ๋นเมิ่งปลอดภัย ไม่ได้เป็นอะไรไปเพราะกินอาหารที่ร้านจัดให้
เธอรู้ดีว่าถ้าอวิ๋นเมิ่งเป็นอะไรไปจริง ๆ ร้านอาหารไม่มีทางปัดความรับผิดชอบพ้น และเธอคงต้องถูกไล่ออก สูญเสียงานที่หามาได้อย่างยากลำบากนี้ไปแน่นอน
ภายหลังเธอถึงได้รับรู้ว่าเป็นซูหยางที่แบกรับความกดดันทั้งหมด ยืนกรานจะพาอวิ๋นเมิ่งมาตรวจ ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดถึงไม่เกิดขึ้น
"ครับ"
ซูหยางพยักหน้า
"เรื่องวันนี้ ขอบคุณมากนะคะ ถ้าไม่ใช่ความยืนกรานของหมอซู ผลที่ตามมาคงไม่อยากจะคิดเลย"
หลินเวยพูดอย่างจริงจัง
"จรรยาบรรณวิชาชีพน่ะครับ"
ซูหยางตอบเสียงเรียบ ดูเหมือนไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ
หลินเวยทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
เธอมองซูหยางที่ดูเฉยชาตรงหน้า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เขาแบกรับความกดดันทั้งหมดไว้ พอเรื่องจบ กลับทำตัวสบาย ๆ ไม่ถือตัวโอ้อวด และไม่เรียกร้องความดีความชอบ ยังคงสงบนิ่งและสุขุมเช่นเดิม
เพียงแต่... เสื้อผ้าที่ใส่ดูซอมซ่อไปหน่อย เสื้อเชิ้ตที่ซักจนซีดขาว กับรองเท้ากีฬาที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าราคาถูก ไม่ใช่ว่าหมอรายได้ดีหรอกเหรอ?
"มีธุระอะไรอีกไหมครับ?"
ซูหยางมองหลินเวยที่อึกอัก รู้สึกแปลก ๆ
ในฐานะผู้จัดการร้านอาหาร วาทศิลป์และการสื่อสารของหลินเวยย่อมเป็นเลิศ แต่ตอนนี้เธอเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร เรื่องวันนี้ ตามมารยาทแล้วเธอควรจะขอบคุณซูหยาง แต่จะขอบคุณยังไง เธอยังคิดไม่ออก
"ไม่มีอะไรผมไปนะ"
ซูหยางพูดจบ ก็หันหลังเตรียมเดินจากไป
เห็นซูหยางหันหลังเดินหนี หลินเวยก็นึกขึ้นได้
ทิศทางนี้?
จริงสิ!
ดึกขนาดนี้แล้ว เขาต้องกลับบ้านแน่!
"หมอซู คุณกำลังจะกลับบ้านใช่ไหมคะ ดึกป่านนี้แล้วรถแท็กซี่หายาก ให้ฉันไปส่งไหมคะ ฉันขับรถมาพอดี"
หลินเวยกดไลก์ความฉลาดของตัวเองในใจรัว ๆ สาวสวยอย่างเธอขับรถไปส่ง เขาต้องดีใจแน่ ๆ
"คุณผ่านทางนั้นเหรอครับ ผมพักอยู่ชุมชนเทียนรุ่น"
ในหัวซูหยางยังคงคิดเรื่องวันนี้ เรื่องระบบ เรื่องเส้นทางในอนาคต เขาต้องพิจารณาหลายเรื่องมาก ดังนั้นเขาจึงแค่รู้สึกแวบหนึ่งว่าผู้หญิงคนนี้แปลก ๆ
"ผ่านค่ะ ทางเดียวกัน หมอซู"
หลินเวยรีบตอบรับ แต่ว่า... ชุมชนเทียนรุ่น นั่นมันชุมชนเก่าซอมซ่อชื่อดังของเมืองนี้ไม่ใช่เหรอ?
จริง ๆ แล้วเธอพักอยู่ชุมชนจินหลิน ซึ่งอยู่คนละทิศกับชุมชนเทียนรุ่นของซูหยางเลย อยู่คนละฝั่งเมือง ห่างกันตั้งห้าหกกิโลเมตร
ซูหยางคิดดู อะพาร์ตเมนต์ห่างจากโรงพยาบาลสองสามกิโล เวลานี้ไม่มีรถเมล์แล้ว แท็กซี่เขาก็นั่งไม่ไหว เดินกลับต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ในเมื่อทางเดียวกัน ก็ดีเหมือนกัน
"ไม่รบกวนใช่ไหมครับ"
"ไม่รบกวนค่ะ ไม่รบกวนเลย หมอซู"
ตอนนี้หลินเวยแอบดีใจเล็ก ๆ ไม่รู้ทำไม เหมือนกับว่าคนอย่างซูหยาง ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
หลินเวยหลังเรียนจบ อาศัยรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น ถือว่ามีชีวิตที่ดีทีเดียว ซื้อรถแล้ว บ้านแม้จะเช่าอยู่ แต่ก็เป็นคอนโดในทำเลดี แถมเช่าทั้งห้อง เงินเดือนตอนนี้ก็ไม่เลว
เทียบกับหลินเวยแล้ว ซูหยางที่มีเงินติดตัวแค่ 63 หยวน ยังต้องคิดเรื่องค่าเช่าบ้านเดือนหน้าอยู่เลย!
ห้าทุ่มกว่า บนถนนรถรายังขวักไขว่ นี่แหละเมืองใหญ่ ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก
ซูหยางนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ยังคงคิดเรื่องระบบ ในสายตาหลินเวย เขาดูเงียบขรึมและอาจจะซื่อบื้อไปหน่อย สาวสวยอย่างหลินเวยขับรถมาส่งผู้ชายตอนดึก ๆ ผู้ชายคนนี้จะไม่หวั่นไหวสักนิดเลยเหรอ
หลินเวยจงใจขับช้า ๆ แอบชำเลืองมองซูหยางเป็นระยะ แต่ซูหยางยังคงทำท่าเหมือนจิตหลุดไปดาวอังคาร ราวกับคนข้าง ๆ เป็นอากาศธาตุ
แม้ซูหยางจะไม่พูดอะไรสักคำ แต่หลินเวยกลับรู้สึกว่า การมีผู้ชายคนนี้นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความรู้สึกแบบนี้ ตั้งแต่เรียนจบและกระโจนเข้าสู่เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา เธอก็ไม่เคยสัมผัสอีกเลย
แต่ว่า อุ่นใจก็ส่วนอุ่นใจ พักอยู่ที่ชุมชนเทียนรุ่น แถมแต่งตัวแบบนี้ ฐานะคงไม่ต้องพูดถึง
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ปกติในสถานการณ์แบบนี้ สาวสวยระดับเธอนั่งอยู่ข้าง ๆ ทำไมถึงทำเหมือนมองไม่เห็นนะ? หรือว่าแกล้งทำเป็นขรึม?
ระยะทางที่ควรใช้เวลาแค่สิบนาที หลินเวยขับลากยาวไปครึ่งชั่วโมง
ในที่สุดรถก็มาถึงหน้าชุมชนที่ซูหยางพัก นี่เป็นชุมชนเก่าซอมซ่อ แต่ข้อดีคือค่าเช่าถูก และซูหยางเช่าห้องที่เป็นห้องเด็กเล็กในบ้านหลังหนึ่ง แม้จะเล็กหน่อย แต่ค่าเช่าถูกกว่าห้องอื่นสองร้อย สองร้อยนี้เป็นค่าอาหารได้หนึ่งสัปดาห์เลยนะ
หลินเวยมองผ่านกระจกหน้า ก็ใช่ชุมชนนี้จริง ๆ เก่าและโทรมสมชื่อ มีแต่คนจนที่สุดเท่านั้นที่จะเลือกอยู่ที่นี่
รถจอดสนิท ซูหยางยังคงจมอยู่ในความคิด ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงรู้ตัวว่ารถจอดแล้ว
"ถึงแล้วเหรอครับ?"
ซูหยางเงยหน้า หันไปมองหลินเวย ถึงแล้วทำไมไม่บอกผมล่ะ?
"อ๊ะ?"
หลินเวยจ้องมองซูหยางที่ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ พอซูหยางเงยหน้าขึ้นมองเธอ ความใสซื่อและเฉยชาในแววตาของซูหยางในวินาทีนั้น ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย
ซูหยางตั้งใจจะลงรถ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกหิว เดิมทีมื้อเย็นเพราะเรื่องอวิ๋นเมิ่งเลยไม่ได้กินอะไรมาก แถมยังไปผ่าตัดมาอีก ตอนนี้เขาหิวแน่ ๆ
"คุณอุตส่าห์มาส่งผม ผมเลี้ยงมื้อดึกคุณนะ"
ซูหยางเพิ่งได้สติจากการคิดวิเคราะห์ มองหลินเวย เขามาส่งถึงที่ เลี้ยงมื้อดึกสักมื้อก็เป็นเรื่องที่สมควร
แต่ทว่า ซูหยางคลำเงิน 63 หยวนในกระเป๋า กินบะหมี่ละกัน ชามละสิบหยวน สองชามยี่สิบหยวน เหลือ 43 หยวน โรงอาหารโรงพยาบาลมื้อละห้าหยวน โอเค อยู่ได้ถึงเงินเดือนออก
"อื้ม"
หลินเวยพยักหน้า ในใจแอบดีใจ
ผู้ชายคนนี้ ในที่สุดก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง รับรู้ถึงเสน่ห์ของฉัน รู้แล้วสินะว่าคนตรงหน้าเป็นสาวสวย
ลงจากรถ ซูหยางพาหลินเวยมาที่ร้านบะหมี่เล็ก ๆ ข้างชุมชนที่เขามากินประจำ หลินเวยเดินตามซูหยางมาที่หน้าร้าน สีหน้าฉายแววรังเกียจเล็กน้อย เหมือนที่นี่จะไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่
"เฮีย บะหมี่เนื้อสองชาม"
คิดดูแล้ว เลี้ยงข้าวสาวครั้งแรก จะงกเกินไปไม่ได้ ซูหยางสั่งบะหมี่เนื้อชามละ 15 หยวนสองชาม
"ได้เลย!"
เจ้าของร้านบะหมี่เป็นคุณลุงวัยกลางคน ตอนซูหยางเข้ามา เขากำลังยืนสูบบุหรี่แก้เซ็งอยู่ที่หน้าประตู
แต่ว่า คุณลุงเห็นหลินเวยที่เดินตามซูหยางเข้ามา
สวยจัง!
นี่คือความประทับใจแรกของคุณลุง!