- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 161 - เข้าภูเขาและปีศาจหมาป่าเหมันต์
บทที่ 161 - เข้าภูเขาและปีศาจหมาป่าเหมันต์
บทที่ 161 - เข้าภูเขาและปีศาจหมาป่าเหมันต์
บทที่ 161 - เข้าภูเขาและปีศาจหมาป่าเหมันต์
"ท่าทางฝนจะตกแฮะ"
หลิวเซิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางครุ่นคิด
ตอนนี้เขาปลอมตัวเป็น "กู้เส่าซาง" ปะปนอยู่กับกลุ่มจอมยุทธ์พเนจรกว่าสามร้อยชีวิต ดูธรรมดาจนไม่มีใครสังเกตเห็น
สาเหตุที่เขาแยกตัวออกมาจากบริวารสมิงไฉยวี่ก็เพื่อป้องกันไว้ก่อน กลัวว่าทางราชสำนักจะมีลูกไม้ตุกติก
คนอย่างเซี่ยเป่านั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายและอำมหิต ส่วนพันนายกองซือถูผู้นั้นก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน จะไม่ระวังตัวไม่ได้เด็ดขาด
ไม่นานนักเวลาออกเดินทางก็มาถึง
เหล่าผู้บำเพ็ญปราณต่างขึ้นเวทีบูชาฟ้าดิน ถวายเครื่องเซ่นไหว้สามอย่างเพื่อขอให้การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จและปลอดภัย
จากนั้นเซี่ยเป่าก็เป็นตัวแทนของทางการกล่าวปลุกใจทุกคน
แต่ฟังดูเหมือนเป็นการขู่พวกจอมยุทธ์พเนจรเสียมากกว่า ประมาณว่า "จงฟังคำสั่ง" "ห้ามทำอะไรโดยพลการ" "ใครฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามกฎทหาร" อะไรทำนองนั้น
เหล่าจอมยุทธ์พเนจรได้แต่หัวเราะ "เหอะๆ" ในลำคอ ก็จะให้ทำยังไงได้ล่ะ
เมื่อพิธีเสร็จสิ้นคนหลายร้อยก็เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของเขาเฮยเฟิง
หลิวเซิ่งซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนคอยสังเกตการณ์ เขาเห็นว่าเหล่าผู้บำเพ็ญปราณในขบวนต่างมีสัตว์พาหนะกันทั้งนั้น
เจ้าเซี่ยเป่าไปหาช้างยักษ์มาขี่เพื่อเสริมบารมี แต่ก็เป็นแค่ระดับสัตว์วิเศษขั้นมหาภูต ทำให้ดูด้อยราศีลงไปถนัดตา
ส่วนคนอื่นๆ ไม่ก็นั่งรถม้าที่ลากโดยมหาภูตอย่างสำนักฮวนเหอ หรือไม่ก็ขี่มหาภูตด้วยตัวเอง
ยังไม่มีใครขี่สัตว์ระดับปีศาจให้เห็น
ตัวแทนของนายอำเภอไช่ไป๋เม่าที่มาร่วมขบวนคือหลี่มู่ฉายากระบี่พลิกสมุทร
เขาพกกระบี่เพียงลำพังดูเป็นคนพูดน้อย นำทีมมือปราบฝีมือดีที่คัดมาจากที่ว่าการอำเภอติดตามมาด้วย
สรุปแล้วผู้บำเพ็ญปราณในการเดินทางครั้งนี้มีคนของทางการสามคน และคนของสำนักต่างๆ อีกเจ็ดคน
(ฝ่ายสำนักประกอบด้วย: หลวงจีนเต๋ออวิ๋น ศิษย์อาจารย์จากสำนักชีสุยเย่ว์ นักพรตชื่อเสียจื่อกับจื่อเสียจื่อ และสองผีจากสำนักฮวนเหอ)
นอกจากนี้ยังมีจอมยุทธ์ขอบเขตกายแท้อีกหลายสิบคน ส่วนขอบเขตอวัยวะภายในและเสริมเส้นเอ็นมีเป็นร้อย
เรียกได้ว่ากองกำลังเข้มแข็งสุดๆ
ขบวนเดินทางชั่วคราวนี้อยู่ภายใต้การบัญชาการของเซี่ยเป่า เพราะเขาเคยเป็นแม่ทัพมาก่อนจึงมีประสบการณ์คุมทัพ
หลังจากพักฟื้นมาหลายวันกองปราบปีศาจก็ได้กำลังคนมาเสริม พวกเขาส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปสำรวจเส้นทางสลับสับเปลี่ยนกันไป
พร้อมทั้งเจรจากับสำนักต่างๆ ให้ส่งลูกศิษย์จัดตั้งทีมย่อยคอยคุ้มกันรอบนอกเพื่อระวังภัยจากปีศาจ
เมื่อเข้าสู่เขตภูเขาขบวนเดินทางมุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็วสี่ห้าสิบลี้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีข้อผิดพลาด
สมแล้วที่เป็นแม่ทัพปราบมาร เซี่ยเป่าผู้นี้มีฝีมือจริงๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลิวเซิ่งไม่เข้าใจก็คือ...
จอมยุทธ์พเนจรกว่าสามร้อยคนกลับถูกจัดให้อยู่ตรงกลางขบวน ไม่ต้องออกไปลาดตระเวน ไม่ต้องคอยระวังภัย ได้รับการคุ้มครองจากทางการและสำนักต่างๆ ราวกับเป็นคุณชายใหญ่ ดูแล้วไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
เรื่องผิดปกติย่อมมีเลศนัย
เขาเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นทันที อาศัยจังหวะที่ขบวนหยุดพักตั้งใจจะไปสอบถามข่าวจากบริวารสมิงไฉยวี่ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาร่างหนึ่งเดินตรงไปยังรถม้าของสำนักฮวนเหอ
ตู้ปิงเยี่ยน!
ยัยผู้หญิงคนนี้มาทำอะไรที่นี่?
หรือว่าเพราะไม่เห็นนายน้อยอย่างข้า เลยเกิดคิดถึงขึ้นมา?
หลิวเซิ่งใจเต้นตึกตัก แอบขยับเข้าไปใกล้ๆ อย่างแนบเนียน
"เขาจากไปเองงั้นรึ? เจ้าเห็นข้าตู้ปิงเยี่ยนเป็นคนโง่หรือไง"
ตู้ปิงเยี่ยนคิ้วขมวดมุ่น มือจับด้ามกระบี่แน่น รอบกายมีแสงน้ำไหลวนเวียนเกิดเสียงดัง "ซู่ซู่"
"ตู้ปิงเยี่ยน ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่อยู่ที่นี่ก็คือไม่อยู่ หากเจ้าไม่เชื่อก็เข้ามาดูเองสิ"
บริวารสมิงไฉยวี่โผล่หน้าออกมาด้วยท่าทางยั่วยวน วาจาคมกริบราวกับมีด
"เป็นเจ้าต่างหากเล่า เป็นถึงศิษย์สำนักแม่ชี วันๆ เอาแต่ตามหาผู้ชาย มาหาเรื่องข้าแบบนี้ หรือว่าจิตใจว้าวุ่น อยากจะมีผัว..."
"เคร้ง!"
"อุ๊ยตาย คิดจะลงมือเชียวรึ นึกว่าข้ากลัวเจ้าหรือไง?"
เมื่อเห็นตู้ปิงเยี่ยนโกรธจนชักกระบี่ บริวารสมิงไฉยวี่ก็ไม่ยอมลดราวาศอก ปากคอเราะร้าย ด่าทอแบบทีเล่นทีจริงจนเป็นฝ่ายได้เปรียบ
เจ้าบริวารสมิงตนนี้ได้รับสืบทอดฝีปากมาจากเจ้าของร่างเดิมเต็มๆ แถมยังแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
ในขณะที่การต่อสู้กำลังจะระเบิดขึ้น เซี่ยเป่าก็ลูบเคราดำปรากฏตัวขึ้นมาทำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ย
"ศิษย์หลานตู้ ข้ารู้ว่าเจ้ากับหลิวเซิ่งมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง แต่จะเอาเรื่องส่วนตัวมาเสียงานใหญ่ไม่ได้ ตอนนี้โบราณสถานกำลังจะปรากฏ..."
เขาพูดจาเหน็บแนม กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วยิ้มแบบไม่ถึงดวงตาพลางกล่าวว่า
"หวังว่าทุกท่านจะร่วมมือร่วมใจ เห็นแก่ภาพรวมเป็นหลัก"
ความหมายแฝงก็คือแอบตำหนิตู้ปิงเยี่ยนว่าไม่รู้จักกาลเทศะ
เจ้านี่ยังคงผูกใจเจ็บเรื่องที่ตู้ปิงเยี่ยนเคยบุกเข้าไปในสวนหลังบ้านจนทำให้เขาเสียหน้า
ตู้ปิงเยี่ยนกำด้ามกระบี่จนข้อนิ้วขาวซีด ข่มอารมณ์โกรธแล้วกล่าวเสียงต่ำ
"หลิวเซิ่งเป็นคนของกองปราบปีศาจ"
"ข้าสั่งให้เขาคอยคุ้มกันฮูหยินไฉยวี่อย่างใกล้ชิดเองแหละ"
เซี่ยเป่ายิ้มพลางบิดหนวด สายตาขรึมลง
"อีกอย่าง ศิษย์หลานตู้... ตอนนี้เจ้าก็ไม่ใช่คนของกองปราบปีศาจแล้วด้วย"
"..."
ตู้ปิงเยี่ยนหายใจหนักหน่วง มองเซี่ยเป่าสลับกับบริวารสมิงไฉยวี่ มือยังคงกำด้ามกระบี่แน่นไม่ยอมถอย
วันนี้เธอไม่เห็นร่องรอยของหลิวเซิ่ง จึงสงสัยว่าเขาอาจได้รับอันตราย เลยมาถามหาความจริง
ดูจากท่าทีของเซี่ยเป่าและบริวารสมิงไฉยวี่แล้ว เกรงว่าสิ่งที่เธอคาดเดาจะเป็นจริง
ทันใดนั้นภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหลิวเซิ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว จมูกเริ่มแสบ หัวสมองขาวโพลน เหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้น...
แก้แค้น!
ความคิดนี้ลุกลามราวกับไฟลามทุ่ง เผาผลาญสติสัมปชัญญะของเธอจนหมดสิ้น
ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ รู้แค่ว่าอยากจะแก้แค้นให้เขา
ถ้าต้องหาเหตุผล บางทีอาจเป็นเพราะเขาเคยช่วยชีวิตเธอไว้?
หรืออาจจะเป็นเพราะ...
"อามิตาพุทธ!"
"ปิงเยี่ยน!"
ทันใดนั้นเสียงสวดนามพระก็ดังสนั่นข้างหู
ราวกับเสียงระฆังยามเช้าที่กระแทกทำลายความหลงผิด เป็นดั่งน้ำเย็นเฉียบราดรดดับไฟในใจ
แม่ชีจิ้งเยว่มายืนอยู่ข้างกายเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แววตาเรียบเฉยแต่แฝงความเมตตา
"ท่านอาจารย์!"
ตู้ปิงเยี่ยนขอบตาแดงก่ำ ก้มหน้าไม่พูดจา
"เด็กโง่..."
แม่ชีจิ้งเยว่ถอนหายใจ กวาดสายตามองไปรอบๆ จ้องเขม็งไปที่บริวารสมิงไฉยวี่และเซี่ยเป่าอย่างดุดัน แล้วกล่าวช้าๆ
"กลับไปกับอาจารย์"
ในที่สุดตู้ปิงเยี่ยนก็ยอมจากไปพร้อมกับแม่ชีจิ้งเยว่ แต่ก่อนไปเธอยังหันมามองบริวารสมิงไฉยวี่และเซี่ยเป่าด้วยความเจ็บใจ ฝากรอยแค้นเอาไว้แล้ว
เซี่ยเป่าหน้าตึงไปครู่หนึ่ง รอจนพวกนางเดินไปไกลแล้วจึงกระซิบสั่งความกับบริวารสมิงไฉยวี่ไม่กี่คำ แล้วรีบเดินจากไป
"ดูเหมือนเมียจ๋าปิงเยี่ยนจะยังมีใจให้ข้าอยู่นะเนี่ย ต้องหาโอกาสปรับความเข้าใจกับนางหน่อยไหม ไม่งั้นเดี๋ยวจะเสียเรื่องทีหลัง?"
หลิวเซิ่งกลอกตาไปมา กังวลว่าตู้ปิงเยี่ยนจะทำอะไรวู่วามจนมาเล่นงานบริวารสมิงไฉยวี่
ตอนนี้ "ไฉยวี่" เป็นถึงบริวารสมิงของเขาเชียวนะ ถ้าบาดเจ็บหรือตายไปจะไปหาใหม่จากไหน?
ที่สำคัญเขายังเล็งไอวิญญาณจำนวนมหาศาลในสำนักฮวนเหอไว้อีก!
ก็ต้องอาศัยบริวารสมิงตนนี้แหละไปกอบโกยมาไม่ใช่รึ?
จะให้พังไม่ได้เด็ดขาด
"เซี่ยเป่าสั่งให้พวกเจ้าจับตาดูพวกจอมยุทธ์พเนจรไว้รึ? อย่าให้หนีรอดไปได้ ระหว่างทางมีประโยชน์งั้นสิ?"
เขาหาจังหวะขึ้นไปบนรถม้า ฟังบริวารสมิงไฉยวี่ถ่ายทอดคำสั่งของเซี่ยเป่าเมื่อครู่แล้วก็รู้สึกสงสัย
หรือว่าพวกจอมยุทธ์พเนจรเหล่านี้จะมีประโยชน์ใหญ่อะไรบางอย่าง?
การที่ทางการจู่ๆ ก็ปล่อยโควตา 300 ที่นั่งออกมา อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ได้
หลังจากพักครึ่งชั่วยาม ขบวนก็ออกเดินทางต่อ หยุดพักทุกๆ ห้าสิบลี้อย่างเป็นระบบระเบียบ
ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนว่าต้นไม้ใบหญ้ามีขนาดผิดปกติ รากไม้ขดเกี่ยวพันกันกิ่งก้านหนาทึบ
ผ่านไปสองร้อยลี้ แม้แต่หญ้าธรรมดายังสูงหกเจ็ดฟุต โลกทั้งใบกลายเป็นสีเขียวขจี แสงสลัวจนแทบมองไม่เห็นดวงอาทิตย์
พวกสัตว์วิเศษที่ตอนแรกหลบหนีเพราะคนจำนวนมากเริ่มโผล่ออกมาด้อมๆ มองๆ
ส่วนใหญ่เป็นสัตว์วิเศษ ระดับภูต หรือบางทีก็มีระดับปีศาจโผล่มาบ้าง
แต่พอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญปราณสิบคนในขบวน พวกมันก็ล่าถอยไปอย่างรู้งาน
จนกระทั่งมาเจอกับฝูงปีศาจหมาป่าเหมันต์!
"พวกเจ้ามาเพื่อโบราณสถานถ้ำชิงหยวนใช่ไหม?"
หัวหน้าฝูงปีศาจหมาป่ามีร่างมหึมาราวกับภูเขา ขนสีขาวราวหิมะ ดวงตาสีน้ำเงินลึก ทุกย่างก้าวที่กรงเล็บเหยียบลงไปจะทิ้งเกล็ดน้ำแข็งเอาไว้
"ที่นี่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา มาจากทางไหนก็ไสหัวกลับไปทางนั้นซะ!"
ปีศาจหมาป่าเหมันต์วางก้ามอวดเบ่ง แค่อ้าปากก็ไล่คนหลายร้อยให้กลับบ้าน
ชั่วพริบตานั้นลมปีศาจก็พัดโหม บรรยากาศตึงเครียดพร้อมปะทุ
[จบแล้ว]