- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 131 - ฆ่ากระเรียนทำบริวาร
บทที่ 131 - ฆ่ากระเรียนทำบริวาร
บทที่ 131 - ฆ่ากระเรียนทำบริวาร
บทที่ 131 - ฆ่ากระเรียนทำบริวาร
"ข้าไม่ยอม..."
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นกลางดึก ราวกับเสียงนกแสกทวงวิญญาณ
เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ความคับแค้น ความไม่ยินยอม และความหวาดกลัว ผสมปนเปกัน ทำให้ผู้ได้ยินต้องเศร้าสลด น้ำตาไหลพราก
ผู้อาวุโสกระเรียนเขียวนอนจมกองเลือด เส้นเอ็นและกระดูกแหลกเหลวเป็นโคลน ลมปราณแตกซ่านควบคุมไม่ได้ จิตวิญญาณบาดเจ็บสาหัส ลมหายใจรวยริน
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ตนเองที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญปราณ ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกมนุษย์ จะต้องมามีจุดจบเช่นนี้
เจ้าปีศาจเปียวตัวนี้ ชั่วช้าสารเลว ลอบกัดทีเผลอ ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ไม่เคารพกฎเกณฑ์ยุทธภพแม้แต่น้อย
เล่นงานเขาจนไม่มีโอกาสโต้ตอบแม้แต่ปลายก้อย
ทั้งที่ในถุงสมบัติในแขนเสื้อ ยังมีอาวุธวิเศษทรงพลัง และยันต์มุดดินอีกหนึ่งแผ่น แต่กลับไม่ได้งัดออกมาใช้สักอย่าง
ตอนนี้ลมปราณควบคุมไม่ได้ จิตวิญญาณปั่นป่วน คิดจะใช้อีก ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
ช่างน่าอนาถแท้!
"ไม่ยอม? มีอะไรให้ไม่ยอม?"
หลิวเซิ่งค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง
คนแก่เจ้าเล่ห์ ยิ่งพวกตาเฒ่าหนังเหนียวแบบนี้ ชอบซ่อนไม้ตายก้นหีบไว้พลิกเกมเสมอ
ต้องระวัง อย่ามาตกม้าตายตอนจบ
ดังนั้น พอหยุดยืนห่างออกไปสิบวา เขาก็เร่งเร้าแสงสีทองแดงในดวงตาพยัคฆ์ ใช้วิชาปีศาจทันที
ชั่วพริบตา ลมทมิฬก็พัดหวีดหวิวไปทั่วบริเวณ หนาวเหน็บเข้ากระดูก
ราวกับมีดขูดกระดูกที่มองไม่เห็น นับเล่มไม่ถ้วน ฟาดฟันใส่ผู้อาวุโสกระเรียนเขียวที่กำลังจะสิ้นลม หมดทางต่อสู้
"ฟิ้ว~"
อุณหภูมิรอบด้านลดฮวบ พื้นดิน ซอกหิน ผิวผา ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีดำในพริบตา
"ฉึก ฉึก ฉึก~"
บนร่างของผู้อาวุโสกระเรียนเขียวมีดอกไม้เลือดเบ่งบาน เลือดเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ลดหายไปอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า
ลมทมิฬขูดกระดูก ทุกสายเรียกเลือด ทุกมีดกรีดวิญญาณ
แล่เนื้อเถือหนังนับพันครั้ง!
"อ๊ากกกกก... ไว้... ไว้ชีวิตด้วย..."
ผู้อาวุโสกระเรียนเขียวกรีดร้อง ร้องขอชีวิต สภาพดูไม่ได้
แต่ไม่อาจทำให้หลิวเซิ่งใจอ่อน
นี่คือเดรัจฉานในคราบมนุษย์ที่อ้าปากก็จะส่งเด็กสิบคู่ให้ปีศาจกิน จะให้เห็นใจลงได้ยังไง?
หลิวเซิ่งมองด้วยสายตาเย็นชา ยืนนิ่งอยู่กับที่ เร่งเร้าวิชาปีศาจให้รุนแรงขึ้น
ทันใดนั้น ลมทมิฬก็พัดกระหน่ำ มืดฟ้ามัวดิน ถาโถมเข้าใส่ผู้อาวุโสกระเรียนเขียว
จากนั้น ผู้อาวุโสแห่งสำนักเบญจกระเรียนผู้นี้ ก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็น ลบหายไปจากโลก!
ผิวหนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เลือด อวัยวะ วิญญาณ ทั้งหมดกลายเป็นเถ้าถ่าน
ที่เดิมเหลือเพียงเสื้อผ้า และกระบี่วิเศษ ฯลฯ
วินาทีต่อมา ร่างผอมสูงร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
พร้อมกันนั้น กระแสจิตสายหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของหลิวเซิ่ง ทำให้เขาสามารถบงการชีวิตและความตายของบริวารสมิงที่ปลายสายกระแสจิตนั้นได้
เป็นตายขึ้นอยู่กับเขา
"นายท่าน!"
บริวารสมิงตนใหม่ก่อตัวสมบูรณ์ พอเท้าแตะพื้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าเขา อย่างนอบน้อม
หลิวเซิ่งนึกคิด เปลี่ยนร่างกลับเป็นร่างต้น เหยียบยืนบนพื้นดิน
พรสวรรค์ "ยืนหยัด" ทำงานอัตโนมัติ ดูดซับปราณปฐพี ฟื้นฟูพละกำลังที่แทบจะหมดเกลี้ยง
การต่อสู้เมื่อครู่ ดูเหมือนรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เล่นงานกระเรียนเขียวจนโงหัวไม่ขึ้น แทบจะบดขยี้ฝ่ายเดียว แต่ความจริงแล้วเกิดจากการคำนวณวางแผนมาอย่างดี
แค่ท่า "ชิงลงมือก่อน" ก็สร้างความได้เปรียบมหาศาลแล้ว
เรียกว่าชนะด้วยกลยุทธ์เหนือคาดหมาย
แต่ นี่ก็เป็นเพราะสถานการณ์บังคับ
เพราะตอนนี้เขาอยู่แค่ขั้นเริ่มต้นของขอบเขตอวัยวะภายใน พละกำลังกายสามารถคงสภาพร่างจำแลงระดับปีศาจได้แค่ประมาณหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น
ถ้าต้องสู้รบตบมือ เวลาจะยิ่งสั้นลงไปอีก
ยังดีที่มีพรสวรรค์ "ยืนหยัด" ช่วยฟื้นฟูพลังได้อย่างรวดเร็ว ในระดับหนึ่งก็ช่วยอุดรูรั่วได้
แต่ก็เหมือน "ชาร์จแบตหนึ่งชั่วโมง ใช้ได้ห้านาที"
แก้ที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ
สิ่งสำคัญคือต้องยกระดับการบำเพ็ญเพียร ขยายความจุของ "ถังพลังงาน" ให้ใหญ่ขึ้น
"เจ้าชื่อกระเรียนเขียว"
หลิวเซิ่งตั้งชื่อให้บริวารสมิงตัวใหม่เสร็จ ก็สอบถามเรื่องราวบางอย่าง
"พลังของบ่าวตอนนี้ เทียบกับเมื่อก่อน... เหลือประมาณเจ็ดส่วนขอรับ"
บริวารสมิงกระเรียนเขียวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่า
"กลัวสายฟ้าและแสงไฟที่เป็นพลังหยาง ส่วนด้านอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากคนเป็น"
พลังเหลือเจ็ดส่วน กลัวสายฟ้า?
มีจุดอ่อนแค่สองอย่างนี้หรือ?
หลิวเซิ่งเลิกคิ้ว ดีใจมาก
พลังเจ็ดส่วนของตอนมีชีวิต ก็เทียบเท่ากึ่งผู้บำเพ็ญปราณ แถมด้านอื่นเหมือนคนเป็น ก็เพียงพอที่จะสวมรอยตัวตนเดิมได้
มีบริวารสมิงตนนี้ ก็เท่ากับควบคุมอิทธิพลของสำนักเบญจกระเรียนในเมืองได้ทางอ้อม!
สำหรับหลิวเซิ่งแล้ว ช่วยได้มากโข
แต่ว่า ก่อนหน้านี้บริวารสมิงซุนฮ่าว กลัวแสงอาทิตย์ กลางวันจะเคลื่อนไหวต้องให้เขาป้อนเลือด แล้วบริวารสมิงกระเรียนเขียวล่ะ...
"บ่าวไม่ต้องอาศัยเลือดของนายท่าน ก็สามารถเคลื่อนไหวในเวลากลางวันได้ กลิ่นอายเหมือนคนเป็น คนนอกดูไม่ออกหรอกขอรับ"
บริวารสมิงกระเรียนเขียวเงยหน้า ยิ้มบางๆ หน้าขาวตาสีเขียว ดูน่าขนลุก
"เพียงแต่เวลาฟ้าร้อง ต้องขอนายท่านช่วยเรียกบ่าวกลับด้วย"
พูดพลาง มันก็เก็บกลิ่นอายผี
เป็นอย่างที่มันพูดจริงๆ การหายใจ การเต้นของหัวใจ เลือดลม ลมปราณ ทุกอย่างปกติ เหมือนคนเป็นไม่มีผิด
หลิวเซิ่งลองตรวจสอบดูอย่างละเอียด ก็พยักหน้า วางใจลง
"นายท่าน นี่คือเงินเก็บของบ่าวตอนมีชีวิตขอรับ"
ตอนนี้เอง บริวารสมิงกระเรียนเขียวก็ถวายถุงสมบัติให้อย่างประจบประแจง
ลมทมิฬขูดกระดูกเล่นงานแต่เลือดเนื้อและวิญญาณ ไม่มีผลกับสิ่งของ
"จะดีเหรอ..."
หลิวเซิ่งถูมือ รู้สึกเสียหน้านิดหน่อยที่ต้องแย่งของบริวารตัวเอง
แต่คางกลับพยักเพยิดไปทางมันอย่างซื่อสัตย์
เอามาสิ!
บริวารสมิงกระเรียนเขียวถ่ายลมปราณ เปิดถุงสมบัติ เทของออกมา "ซู่" กองใหญ่
คัมภีร์ ยันต์ โอสถ อาวุธ หน้ากาก ป้ายคำสั่งสองอัน และอาวุธวิเศษรูปเข็มหนึ่งเล่ม
หลิวเซิ่งเดินเข้าไป หยิบดูทีละชิ้น เบื้องหน้าปรากฏตัวหนังสือหมึกพู่กันร่วงหล่นลงมา
[ไอวิญญาณ +124]
[ไอวิญญาณ +247]
...
[ไอวิญญาณ +722]
หือ?
สายตาหลิวเซิ่งจับจ้องไปที่คัมภีร์ในมือ
《คัมภีร์พระศรีอริยเมตไตรยมาซุ้มเกิด》 เล่มกลาง!
เดี๋ยวนะ!
ตอนฆ่าหัวหน้าสาขาเจิ้ง ก็ยึดได้ 《คัมภีร์พระศรีอริยเมตไตรยมาซุ้มเกิด》 เล่มปลายมาเล่มหนึ่ง
วรยุทธ์วิชานี้... เป็นวิชาลับของลัทธิบัวขาวนะ!
เจ้าเป็นถึงผู้อาวุโสสำนักเบญจกระเรียน สำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียง ทำไมถึงมีของพรรค์นี้?
หรือว่ายึดมาได้...
ดูท่า จะเจอความลับสุดยอดเข้าให้แล้ว!
หลิวเซิ่งสูดหายใจ ชูคัมภีร์ในมือขึ้น ถามตรงๆ
"เจ้าเป็นคนของลัทธิบัวขาว?"
"ใช่ขอรับ"
บริวารสมิงกระเรียนเขียว คุ้ยหาป้ายเงินอันหนึ่งออกมาจากกองของที่ยึดมา
"บ่าว คือหนึ่งในเจ็ดสิบสองทูตบัวขาวแห่งลัทธิศักดิ์สิทธิ์"
"..."
หลิวเซิ่งรับป้ายเงินมา ได้ไอวิญญาณ 39 แต้ม ดูท่าเพิ่งหล่อขึ้นมาไม่นาน
แต่คำพูดของบริวารสมิงกระเรียนเขียว ทำให้เขาสังหรณ์ใจไม่ดี
กระเรียนเขียวตอนมีชีวิตเป็นผู้บำเพ็ญปราณ เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองทูตบัวขาว
นั่นหมายความว่า ในลัทธิบัวขาว แค่ตำแหน่งทูตบัวขาว ก็มีผู้บำเพ็ญปราณถึงเจ็ดสิบสองคนเชียวรึ?
นี่ยังไม่นับพวกแม่ทัพ ธรรมบุตร เทพธิดา ธรรมราชา อะไรนั่นอีกนะ...
ผู้บำเพ็ญปราณ คือเพดานพลังสูงสุดที่เขาพอจะสัมผัสได้ในตอนนี้
สำหรับคนธรรมดา นั่นคือ "ภัยพิบัติเดินได้"
เดือนกว่าๆ ก่อนหน้านี้ ในอำเภอซานหยาง อาจจะมีแค่คนเดียว
แต่ตอนนี้ ลัทธิบัวขาวกลับมีถึงเจ็ดสิบสองคน...
นี่แค่ทูตบัวขาวนะ!
พวกเชี่ยวชาญการก่อกบฏนี่ รากฐานลึกซึ้งขนาดนี้เชียวหรือ?
"นายท่านไม่ต้องกังวล ทูตบัวขาวของลัทธิแบ่งเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งคือเหมือนบ่าว วรยุทธ์ถึงขั้น แต่ไม่มีตำแหน่ง
อีกประเภท คือพวกที่แฝงตัวอยู่ในสำนักต่างๆ หรือราชการ มีสถานะสูงส่ง วรยุทธ์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บำเพ็ญปราณทุกคน"
เจ้าพูดยังงี้ ข้ายิ่งกังวลเข้าไปใหญ่!
ดูเหมือนเดือนที่ผ่านมา สมาชิกพรรครบัวขาวที่ข้าฆ่าไป...
เอ่อ ดูเหมือนสาขาอำเภอซานหยาง จะโดนข้าถอนรากถอนโคนไปหมดแล้วนี่หว่า!
ยังดีที่ตอนนั้นระวังตัว แปลงโฉมไป หวังว่าเรื่องจะผ่านไปเงียบๆ อย่ามีอะไรผิดพลาดเลย
หลิวเซิ่งเลียริมฝีปาก เก็บเกี่ยวไอวิญญาณต่อ
หนึ่งเค่อผ่านไป เขาเก็บยันต์มุดดิน ยันต์สายฟ้าอัคคี และยันต์อื่นๆ รวมสี่แผ่นไว้ ส่วนของอื่นคืนให้บริวารสมิงกระเรียนเขียวหมด
ของพวกนั้น ถ้าไม่เพราะเขาไม่ได้ใช้ ก็เพราะสำหรับเขาในตอนนี้มันไม่มีประโยชน์มากนัก
อีกอย่าง อีกฝ่ายต้องสวมบทบาท "ผู้อาวุโสกระเรียนเขียว" ต่อไป จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ประกอบฉากเพื่อความแนบเนียน
"ไปเถอะ"
หลิวเซิ่งโบกมือ รอจนบริวารสมิงกระเรียนเขียวคารวะแล้วกลายเป็นหมอกสีเทากลับเข้าเมืองซานหยางไป
เขาก้มมองยันต์มุดดินในมือ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์
ฮี่ๆๆ ภรรยารองจ๋า สามีมาแล้วจ้ะ!
[จบแล้ว]