เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 - ซ้อนแผน

บทที่ 101 - ซ้อนแผน

บทที่ 101 - ซ้อนแผน


บทที่ 101 - ซ้อนแผน

ณ ตีนบันได

สาวใช้หลายนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สายตาชำเลืองมองไปยังห้องที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิดด้วยความสงสัย

สองชั่วยามแล้ว! สะใภ้น้อยทั้งสองทำอะไรอยู่ข้างใน? ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยสักแอะ

ยามอู่จะผ่านพ้นอยู่รอมร่อ สำรับอาหารก็นำไปอุ่นตั้งหลายรอบ พอถามไปก็ไม่มีใครขานรับ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

แต่ทว่าเป็นเรื่องของเจ้านาย บ่าวไพร่จะไปสอดรู้สอดเห็นก็คงไม่งาม ได้แต่ยืนรออย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

หารู้ไม่ว่าสะใภ้น้อยผู้เพียบพร้อมและสง่างามในสายตาพวกนาง บัดนี้ร่างเปลือยเปล่าทอดกายระทดระทวย อ่อนปวกเปียกราวกับขี้ผึ้งลนไฟ จมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์จนถอนตัวไม่ขึ้น

พรสวรรค์ "พยัคฆ์ทรหด" เมื่อเร่งเร้าพลังเต็มสูบ อย่าว่าแต่พี่น้องสองนางนี้เลย ต่อให้เพิ่มจำนวนคนมาอีกหลายเท่าก็รับมือไม่ไหว

หากไม่ใช่ว่าทั้งคู่ยังมีประโยชน์ ป่านนี้คงได้ขาดใจตายคาเตียงไปแล้ว

"ไปเรียกคนเอาน้ำอาบเข้ามา"

หลิวเซิ่งลุกขึ้น กำลังจะสวมเสื้อผ้าแต่ใส่ไปได้ครึ่งเดียวก็รู้สึกอึดอัด จึงเอ่ยสั่งออกไป

จากนั้นเขาก็เดินไปแกะยันต์สีเหลืองที่แปะอยู่หลังประตูออก

ยันต์ลบเสียงแผ่นนี้เขาได้มาจากน่าหลันโหรว

นางกลัวว่าตอนใช้แผนสาวงามจะส่งเสียงดังลอดออกไปนอกกระโจมจนจางมู่ไป๋เสียใจ จึงเสนอหน้ามอบยันต์นี้ให้เขามาหลายแผ่น

แผ่นหนึ่งอยู่ได้ราวสองชั่วยาม ผลลัพธ์ถือว่ายอดเยี่ยมมาก

เมื่อครู่ศึกในห้องดุเดือดเลือดพล่าน เสียงปืนใหญ่ระดมยิง เสียงร้องกึกก้องสะเทือนฟ้า ก็ได้ยันต์แผ่นนี้แหละช่วยกลบเกลื่อนไว้

สองพี่น้องตระกูลสวีที่กองอยู่บนพื้น พอได้ยินคำสั่งก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น ต่างคนต่างคว้าเสื้อผ้ามาปกปิดร่างกาย แล้วเรียกสาวใช้เข้ามาจัดการ

"ฤทธิ์ยาผงสวาทงูหลงนี่มันร้ายกาจสมคำร่ำลือ ขนาดผู้ฝึกยุทธขอบเขตเลือดลมยังต้านไม่อยู่"

หลิวเซิ่งกางมือออก มองดูสองสาวที่ปรนนิบัติพัดวีราวกับทาสรับใช้ ในใจก็เพิ่มความระแวดระวังขึ้น

ส่วนเรื่องความน่าสงสารของสองนางนั้น ในเมื่อกล้าวางแผนเล่นงานครอบครัวเขา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเมตตาสงสารอีก

การอาบน้ำครั้งนี้กินเวลาไปครึ่งชั่วยาม นับเป็นครั้งที่สบายตัวที่สุดตั้งแต่เขาข้ามมิติมา ความวาบหวามต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นสุดจะบรรยายให้คนนอกฟังได้

ระดับความถึงพริกถึงขิง เทียบชั้นได้กับซีรีส์บ่อน้ำพุร้อนของแดนปลาดิบในชาติก่อนเลยทีเดียว

ดังนั้นเขาจึงวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง

เสื่อมทราม! ช่างเสื่อมทรามเสียจริง!

"เมื่อกี้เจ้าบอกว่าร้านเร่ยเป่าเป็นของบ้านสามีเจ้าใช่ไหม?"

หลิวเซิ่งเล่นเนื้อไก่ที่เพิ่งแกะเปลือกในมือ พลางนึกถึงตอนข้ามมิติมาใหม่ๆ เขาเคยจะเข้าไปเก็บเกี่ยวไอวิญญาณในร้านเครื่องประดับ แต่กลับโดนเด็กในร้านกันท่า บอกว่าเขาไม่คู่ควร

ตอนนั้นเขาสาบานเงียบๆ ว่าสักวันจะทำให้เจ้าของร้านต้องคุกเข่าเชิญเขาเข้าไป

ผ่านไปเดือนกว่าๆ เขาก็ได้ "เข้า" ร้านสมใจ แต่เป็นในอีกรูปแบบหนึ่ง

ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ

ได้แต่บอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าดูถูกเด็กหนุ่มที่ยากจน

รู้งี้เมื่อกี้เขาน่าจะลุกขึ้นยืนแล้วกระทืบเท้าแรงๆ สักที

"นายท่านถูกใจเครื่องประดับชิ้นไหนเจ้าคะ? ทาสจะไปหยิบมาให้"

สวีฟางถิงเงยหน้าขึ้น แววตาร้อนแรง แทบรอไม่ไหวที่จะถวายของล้ำค่าเพื่อชิงความโปรดปราน

"คราวหน้าเจ้าพาข้าเข้าคลังสมบัติบ้านตระกูลเซวีย... แค่พาไปเดินเล่นก็พอ"

หลิวเซิ่งลูบหัวนางเป็นการให้รางวัล

นี่คือเหตุผลที่เขาไว้ชีวิตพวกนาง ให้พวกนางช่วยรวบรวมของเก่าในเมืองเพื่อเก็บเกี่ยวไอวิญญาณ

สถานะของพวกนางนั้นเหมาะสมเจาะจง ไม่ดึงดูดความสงสัย

คุยเรื่องเล็กน้อยจบ เขาก็ถามถึงเรื่องสวีฉี่ชิว

เวลานี้สองสาวเชื่อฟังเขาทุกอย่าง ไม่มีปิดบังแม้แต่น้อย เล่าทุกอย่างที่รู้ออกมาจนหมดเปลือก

เพียงแต่พวกนางเพิ่งติดต่อกับสวีฉี่ชิวได้ไม่กี่วัน รู้เรื่องไม่มาก จึงไม่มีข้อมูลที่มีค่าเท่าไหร่นัก

แต่เรื่องที่สวีซานซ่อนตัวอยู่ในบ้านตระกูลอู๋นั้น ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเขาได้เป็นอย่างดี

เป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ตัวเขาในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป มีต้นทุนพอที่จะไปงัดข้อกับตระกูลอู๋เมืองชั้นในได้แล้ว

ดวงตาเขาหมุนติ้ว มองดูสองพี่น้องบุปผางามที่ใบหน้ายั่วยวน มุมปากยกยิ้มอย่างนึกสนุก

"ส่งข่าวไปบอกสวีซาน นัดเจอมันที่หอลิ้นชาด บอกว่ามีเหตุฉุกเฉิน"

...

"หอลิ้นชาด?"

สวีฉี่ชิวนิ่งอึ้ง มองจดหมายในมือแล้วพยักหน้า

พี่ใหญ่บอกในจดหมายว่ามีเรื่องด่วน นัดเขาไปเจอกันที่หอลิ้นชาด

เมื่อเช้าพอรู้ข่าวว่าคนของกองปราบปีศาจที่ไปล่าสังหารอู่ซงโดนกวาดล้างจนหมด เขาก็เลิกสนใจหลิวเซิ่ง

คนตายไปแล้ว ไม่คุ้มค่าที่จะให้ความสนใจ

แต่คนตระกูลสวีมีแค้นต้องชำระ เรื่องลามปามถึงครอบครัว คนตายไปแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้าครอบครัวมันยังอยู่ ก็ต้องล้างแค้นคืนให้สาสม

เขาจึงส่ง "ผงสวาทงูหลง" หนึ่งขวดพร้อมยาแก้พิษไปให้พี่ใหญ่ ให้นางจัดการครอบครัวหลิวเซิ่ง

สาเหตุที่ให้ยาแก้ไปด้วย เพราะบทเรียนคราวที่แล้ว กลัวจะเกิดเหตุผิดพลาดจนทำร้ายคนกันเอง

เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งค่อนวัน จะมีเรื่องด่วนอะไร? หรือว่า... หลิวเซิ่งยังไม่ตาย?

สวีฉี่ชิวผู้เชี่ยวชาญเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย สัมผัสได้ถึงความผิดปกติทันที

เขานั่งตัวตรง เพ่งมองจดหมายอย่างละเอียด พบจุดหมึกเล็กๆ สามจุดที่มุมขวาล่าง

ดูเหมือนน้ำหมึกกระเด็นใส่ตอนเขียนโดยไม่ตั้งใจ ถ้าไม่สังเกตดีๆ แทบจะมองไม่เห็น

"นี่มัน... สัญญาณอันตราย?"

นี่คือรหัสลับที่พวกพี่น้องตกลงกันไว้ตอนเด็กๆ เวลาเล่นซน

เป็นความลับรู้กันแค่ห้าพี่น้องท้องเดียวกันเท่านั้น

ผ่านไปเป็นสิบปี เขาแทบจะลืมไปแล้ว

ทำไมพี่ใหญ่ถึงใช้วิธีนี้เตือนภัย?

นางกับน้องเล็กถูกควบคุมตัวไว้ พูดตรงๆ ไม่ได้ เลยต้องแอบส่งข่าว?

หรือว่า...

ดวงตาของสวีฉี่ชิวหดเกร็ง หันไปมองคนรับใช้ตระกูลเซวียที่มาส่งจดหมาย

"พี่ใหญ่กับน้องเล็ก มีอะไรผิดปกติไหม?"

คนผู้นี้เดิมเป็นเด็กรับใช้ตระกูลสวี ติดตามสวีฟางถิงไปตอนออกเรือน จึงซื่อสัตย์ไว้ใจได้

"ผิดปกติ? ไม่มีขอรับ! พวกนางหน้าตาแดงปลั่ง ดูสวยกว่าเมื่อก่อนอีก สบายดีมากขอรับ!"

หน้าตาแดงปลั่ง! สวยกว่าเมื่อก่อน!

ในฐานะผู้คิดค้น "ผงสวาทงูหลง" เขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร จึงหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด

ครู่ต่อมา เขาสูดหายใจลึก ข่มโทสะในอก โบกมือไล่คนรับใช้

สักพัก เขาไปหาหัวหน้าเขตเจิ้ง แล้วบอกจุดประสงค์

"พี่สาวเจ้าอาจถูกควบคุมตัว? หอลิ้นชาดอาจมีกับดัก?"

แววตาหัวหน้าเขตเจิ้งวูบไหว ตัดสินใจซ้อนแผนกลลวง

เขาลูบเคราสั้นที่คาง แววตาลึกล้ำ หัวเราะเบาๆ

"น่าสนุก ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางแผนเล่นงานเรา เผลอๆ อาจจะได้ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ดมาด้วย"

——

ทิศใต้ของเมือง เขตเก่าพรรคงูเขียว

ตั้งแต่โดนสั่งปิด ก็ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาเป็นสิบวันแล้ว

ในลานบ้าน ศาลาและระเบียงยังคงเดิม เพียงแต่หญ้ารกชัฏปกคลุมทางเดิน เพิ่มความเงียบเหงาวังเวง

สวีฉี่ชิวกับหัวหน้าเขตเจิ้งกลับมาเยือนถิ่นเก่า ยังไม่ทันได้รำลึกความหลัง ก็พาลิ่วล้อสิบกว่าคนเดินทะลุระเบียงทางเดินมาถึงหน้าหอลิ้นชาด

สิบกว่าคนนี้คือยอดฝีมือที่เหลืออยู่ไม่มากของพรรคบัวขาวในอำเภอซานหยาง

ราชสีห์ล่ากระต่าย ยังต้องทุ่มสุดกำลัง

ตอนนี้เรื่องตามหาสวีฉี่ชิวดูจะไร้วี่แวว นายท่านอู๋เริ่มจะหมดความอดทนแล้ว

หวังว่าคราวนี้จะได้เบาะแสอะไรบ้าง

แต่พอมาถึงหน้าประตู ทั้งสองกลับหยุดฝีเท้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ไม่มีใครชิงเข้าไปก่อน

หน้าต่างด้านข้างถล่มลงมาเป็นซากปรักหักพัง บดบังสายตา

จมูกหัวหน้าเขตเจิ้งขยับ ยุกยิก ใบหูกระดิก แววตาฉายแววสงสัย

ข้างในไม่มีคน? ผิดปกติ!

รูม่านตาเขาหดลีบ หันขวับไปมองสวีฉี่ชิว

"น้องสาม นี่ถิ่นเจ้า เจ้าเข้าไปก่อนไหม?"

"ก่อนก็ก่อนสิ!"

สวีฉี่ชิวกำหมัดแน่น แก้มกระตุก ลอบเพิ่มความระวังตัวถึงขีดสุด

ช่วงไม่กี่วันนี้ เขาอาศัยทรัพยากรที่ตระกูลอู๋และหัวหน้าเขตเจิ้งประเคนให้ จนสร้างพลังอวัยวะภายในได้สำเร็จ ฝีมือรุดหน้าไปมาก

เขาหยุดอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งตัวพรวดเดียว ชนประตูใหญ่ที่ปิดอยู่ให้เปิดออก แล้วถลันเข้าไปในโถง

ภาพที่เห็นตรงหน้า คือร่างหญิงสาวสองคนที่ใบหน้าคล้ายคลึงกัน แขวนคออยู่ใต้รูปปั้นหยกนางพญางู

ทั้งคู่ถูกมัดด้วยเชือกป่าน ใบหน้ายังคงแดงระเรื่อไม่จางหาย เครื่องหน้าบิดเบี้ยว ดูคล้ายเจ็บปวดแต่ก็คล้ายสุขสม ชวนให้สะเทือนใจ

นี่มัน...

กินผงสวาทงูหลงเกินขนาด ไฟราคะในกายไม่มีที่ระบาย จนขาดใจตาย!

สวีฉี่ชิวตะลึงงัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด หัวใจเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีด

"พี่ใหญ่! น้องเล็ก!"

"แปะ แปะ แปะ~"

ทันใดนั้น เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากบนรูปปั้นหยก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 101 - ซ้อนแผน

คัดลอกลิงก์แล้ว