- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 81 - เซี่ยเป่าปรากฏกาย
บทที่ 81 - เซี่ยเป่าปรากฏกาย
บทที่ 81 - เซี่ยเป่าปรากฏกาย
บทที่ 81 - เซี่ยเป่าปรากฏกาย
[แต้มไอวิญญาณ +142]
หลิวเซิ่งวาง "บันทึกจิปาถะสี่แคว้น" ในมือลง เขาเหลือบตามองนาฬิกาน้ำข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากหอคัมภีร์ไปท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของผู้ดูแล
ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพปราบมารได้ออกคำสั่ง ให้นายกองปราบมารทุกคนระดมกำลังพลยอดฝีมือเตรียมเข้าภูเขาไปสังหารโจร
หลังจากตู้ปิงเยี่ยนรับคำสั่ง นางก็ให้เวลาพวกจอมพลังปราบปีศาจอย่างพวกเขาครึ่งชั่วยามในการเตรียมตัว
การเข้าภูเขาครั้งนี้อันตรายอย่างยิ่ง หลิวเซิ่งจึงไม่ได้คิดจะพาพวกเฒ่าเฮ่อไปด้วย เขาจึงมีเวลาว่างครึ่งชั่วยาม
เขาถือโอกาสใช้เวลานี้ผลาญแต้มผลงานสงครามที่สะสมมาในช่วงก่อนหน้านี้ให้หมดไป
ภายในที่ทำการกองปราบปีศาจมีหอคัมภีร์ตั้งอยู่
ข้างในนั้นรวบรวมสรรพวิชาไว้มากมาย ไม่เพียงแค่เคล็ดวิชาวรยุทธ์ต่างๆ แต่ยังมีพระสูตร คัมภีร์เต๋า ตำราแพทย์ และบันทึกจิปาถะอีกเพียบ
เพียงแต่ว่าการจะอ่านหนังสือต้องใช้แต้มผลงานแลกมา แถมราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ
โดยเฉพาะพวกวิชาวรยุทธ์
ช่วงก่อนหน้านี้หลิวเซิ่งสะสมแต้มผลงานได้หลายร้อยแต้ม หลายวันมานี้เขาทยอยใช้มันไปกับหนังสือพวกนี้จนหมดเกลี้ยง เหลือร้อยกว่าแต้มสุดท้ายก็เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่นี้เอง
ตอนนี้หนังสือทั้งหมดที่อยู่ชั้นหนึ่งถูกเขาลูบคลำจนครบทุกเล่มแล้ว
เมื่อเทียบกับคนอื่นที่ตั้งใจอ่านอย่างขะมักเขม้นหลังจากหาหนังสือที่ต้องการเจอ พฤติกรรม "ลูบแต่ไม่อ่าน" ของเขาก็ทำให้ผู้ดูแลหอคัมภีร์จดจำได้แม่นยำ
โชคยังดีที่ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ตอนนี้แต้มไอวิญญาณของเขาสะสมได้ถึง 2874 แต้มแล้ว
น่าจะเพียงพอสำหรับการจำลองสถานการณ์ระดับภูตสักครั้ง...มั้งนะ?
ตอนนี้แค่รอให้ระดับพลังทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตอวัยวะภายในเท่านั้น
อีกไม่นานหรอก ประมาณสองสามวันเห็นจะได้
...
ครู่ต่อมา
หลิวเซิ่งรีบก้าวเท้าไปยังลานฝึกยุทธ ที่นั่นมีคนกว่าร้อยคนตั้งแถวรออยู่ก่อนแล้ว
แถวหน้าสุดมีจำนวนคนน้อยที่สุด รวมแล้วสิบเอ็ดคน ทุกคนสวมเกราะเกล็ดปลาผ่านการตีร้อยครั้ง ที่แขนพันโซ่ตรวนล่าปีศาจ ในมือถืออาวุธยาวอย่างพลอง ค้อน ทวน ง้าว กลิ่นอายดุดันดูไม่ธรรมดากันทุกคน
ตู้ปิงเยี่ยนยืนตระหง่านอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
คนเหล่านี้คือนายกองปราบมารทั้งหมดของกองปราบปีศาจในตอนนี้
จำนวนลดลงจากตอนเข้าเมืองไปสองคน ได้ยินว่าเพิ่งจะพลาดท่าเสียทีในภูเขาไปเมื่อไม่นานมานี้
ด้านหลังแถวของนายกองปราบมาร คือกลุ่มจอมพลังปราบปีศาจเกือบร้อยนาย แต่ละคนสวมเกราะถืออาวุธครบมือ แผ่รังสีสังหารออกมา
ถัดไปด้านหลังเป็นกลุ่มพรานล่าอสูร ซึ่งดูด้อยกว่ามาก การยืนเข้าแถวไร้ระเบียบ กลิ่นอายแตกซ่าน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกสวะมารวมตัวกัน
กลับกันเป็นกลุ่มยอดฝีมือที่จางมู่ไป๋และพวกพานำมาด้วยเสียอีกที่ดูโดดเด่นสะดุดตาราวกับนกกระเรียนในฝูงไก่
เรียกสายตาอิจฉาจากพวกจอมพลังปราบปีศาจได้ไม่น้อย
แน่นอนว่าหลิวเซิ่งที่ยืนหัวโด่ตัวคนเดียวก็เรียกความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อยเช่นกัน
เป็นถึงจอมพลังปราบปีศาจ แต่กลับไม่มีผู้ติดตามสักคนเชียวรึ
ตู้ปิงเยี่ยนเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเย็นชาว่า
"เข้าภูเขาแล้ว ตามข้าให้ทัน"
เวลานั้นเอง จางมู่ไป๋ที่ยืนอยู่ด้านหลังนางก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า
"ดูเหมือนน้องชายหลิวจะเตรียมตัวมาอย่างเร่งรีบ..."
พูดจบเขาก็ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
"ให้ข้าแบ่งคนให้เจ้าสักสองคนดีไหม"
ไอ้หน้าอ่อนนี่สบโอกาสก็หาเรื่องใส่สีตีไข่ข้าให้เจ้านายฟังเลยนะ!
หลิวเซิ่งตวัดสายตามองค้อนเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดไม่จา แต่กลับเบียดตัวแทรกเข้าไปตรงกลางระหว่างเขากับตู้ปิงเยี่ยน
แน่จริงก็ผลักข้าสิ ข้าจะได้ล้มทับตัวเมียข้าพอดีเป๊ะ!
"เจ้า..."
จางมู่ไป๋ทั้งตกใจทั้งโกรธ รีบถอยหลังเว้นระยะห่างทันทีเพราะกลัวหลิวเซิ่งจะไปโดนตัวตู้ปิงเยี่ยน
โดยเฉพาะตำแหน่งนี้ ขยับไปข้างหน้านิดเดียวก็โดนบั้นท้ายนางแล้ว
จะปล่อยให้ไอ้บ้านนอกนี่ฉวยโอกาสได้อย่างไร!
"ชิ ท่านี้ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยใช้สักหน่อย"
หลิวเซิ่งแบะปาก อย่างขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเขา แล้วจ้องมองท้ายทอยของตู้ปิงเยี่ยนอย่างเหม่อลอย
"พี่มู่ไป๋ จะไปถือสาคนบ้านนอกทำไมกันเจ้าคะ"
น่าหลันโหรวสงสารคนรักของตน จึงรีบเอ่ยปากไกล่เกลี่ย
ทว่าแม่นางคนนี้ดูท่าจะเก็บความรู้สึกไม่เก่ง ระหว่างคิ้วถึงได้ฉายแววดีใจออกมาแวบหนึ่ง
น่าเสียดายที่จางมู่ไป๋ไม่ได้รับน้ำใจนั้น เขาทำหน้าบึ้งตึงแล้วแค่นเสียงฮึในลำคอ
"แม่นี่มันพวกคลั่งรัก ถึงตอนนั้นโดนเขาหลอกไปขาย ก็คงยังจะช่วยเขานับเงินอีก"
ในดวงตาหลิวเซิ่งมีประกายแสงสีรุ้งวูบไหว เก็บภาพเหตุการณ์ด้านหลังไว้ทั้งหมด เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
จากนั้นเขาก็เลิกสนใจ
"ตึง!"
"ตึง!"
"ตึง!"
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้น ทุกจังหวะที่ย่ำลงทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับกลองสวรรค์ถูกตีรัว ทำให้เลือดลมในกายพลุ่งพล่าน
มาแล้ว!
หลิวเซิ่งร้องอุทานในใจ เงยหน้ามองไป ก็เห็นกำแพงสีขาวดุจหยกบดบังแสงตะวัน กำลังเคลื่อนที่ตรงมาทางนี้
เงาทะมึนที่ทาบทับลงมา แทบจะปกคลุมลานฝึกยุทธไปกว่าครึ่ง
ตามมาด้วยลมพายุปีศาจพัดโหมกระหน่ำ ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวรุนแรง ทรายปลิวหินกระเด็น
สิ่งที่มานั้น คือช้างเผือกงาทองตัวมหึมา!
ใต้ฝ่าเท้าช้างมีภาพมายาดอกบัวทองคำผุดขึ้นและดับลงตลอดเวลา
บนหอคอยทองคำที่อยู่บนหลังช้าง ร่างอันสูงใหญ่ไพศาลร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิประคองดาบ เลือดลมร้อนแรงดั่งเตาหลอม แผดเผาอากาศจนบิดเบี้ยว ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรงๆ
เกราะสายฟ้าทมิฬหมื่นอสนีปราบมาร หมวกเกราะลายอสนีสะท้านฟ้า หน้ากากลายอสนีสัตว์ร้ายเถาเถี่ย โซ่ตรวนล่าปีศาจสีม่วง...
แม่ทัพปราบมารสำแดงเดชจตุรทิศ เซี่ยเป่า!
"แข็งแกร่งมาก!"
หลิวเซิ่งเม้มปากแน่น ร่างกายสั่นสะท้าน เส้นเอ็นและกระดูกอ่อนแรง มือเท้ามีเหงื่อซึม รู้สึกอ่อนแอลงอย่างไม่มีสาเหตุ
เหมือนหนูที่ได้เจอกับแมว
เป็นความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณแห่งชีวิต ถูกกดข่มเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
เซียนผู้บำเพ็ญปราณ!
แค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมา ก็ทำให้จอมยุทธ์หวาดกลัวตามสัญชาตญาณ ไม่กล้าคิดต่อต้าน
ต่อหน้าปุถุชน จอมยุทธ์อาจดูเหมือนยอดมนุษย์ แต่ต่อหน้าผู้บำเพ็ญปราณ จอมยุทธ์ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
ชั่วขณะนั้น เหล่านายกองปราบมาร จอมพลังปราบปีศาจ และพรานล่าอสูรบนลานฝึกยุทธ ต่างพากันก้มหัวคารวะ ไม่กล้าสบตา
ทั่วทั้งลานเหลือเพียงเสียงฝีเท้าช้าง "ตึง" "ตึง" ที่ใกล้เข้ามา
ทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับย่ำลงบนกลางใจของทุกคน ทำให้ตับไตไส้พุงสั่นสะเทือน แทบอยากจะหมอบกราบลงกับพื้นเพื่อถวายความเคารพ
ทันใดนั้นเอง บนหลังช้างก็มีเสียงดังกังวานใสราวกับหยกกระทบกันดังขึ้น
"ออกเดินทาง!"
เสียงไม่ได้ดังมาก แต่กลับพุ่งทะยานเสียดฟ้า กลบเสียงรบกวนอื่นๆ จนหมดสิ้น ดังสนั่นก้องหูทุกคน
คล้ายมีมนต์สะกดบางอย่าง ทำให้ผู้คนทำตามโดยไม่รู้ตัว
พริบตาถัดมา ใต้ฝ่าเท้าช้างเผือกงาทองก็เกิดลมหมุน มันแบกร่างเซี่ยเป่าเหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า ย่ำอากาศก้าวเดินไปทีละก้าว มุ่งหน้าสู่เขาเฮยเฟิง
ไม่นานก็เหลือเพียงจุดดำเล็กๆ
จนกระทั่งตอนนี้ ผู้คนบนลานฝึกยุทธถึงเพิ่งจะตื่นจากภวังค์ ทยอยได้สติกลับมาจากความตกตะลึงเมื่อครู่
ขวัญกำลังใจฮึกเหิม!
มีท่านแม่ทัพเซี่ยผู้แข็งแกร่งเพียงนี้บัญชาการ แค่โจรชั่วอู่ซง จะนับเป็นตัวอะไรได้...
ก็แค่พวกเอาป้ายขายหัวตัวเองมาปักไว้รอคนมาตัดเท่านั้นแหละ!
"เคร้งๆ เคร้งๆ"
ในไม่ช้า ลานฝึกยุทธก็เต็มไปด้วยเสียงเสียดสีและกระทบกันของชุดเกราะเหล็ก
เหล่ายอดฝีมือแห่งสำนักขวนจิ้งเคลื่อนพลอย่างรวดเร็ว แยกย้ายกันไปตามแผนที่ค่ายกลที่แจกให้ มุ่งตรงไปยังทิศทางต่างๆ ของเขาเฮยเฟิง
ถึงจะมีแค่ไม่กี่ร้อยคน แต่กลับเดินทัพด้วยมาดองอาจราวกับกองทัพนับหมื่นแสน แผ่รังสีสังหารพุ่งพล่าน
ทำเอาขั้วอำนาจต่างๆ ในอำเภอซานหยางตกอกตกใจจนต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวไปตามๆ กัน
หลิวเซิ่งเดินตามอยู่ในขบวน สายตากวาดมองไปรอบๆ ก็เห็นตู้ปิงเยี่ยนกระโดดขึ้นขี่อินทรียักษ์เมฆาสายพันธุ์พิเศษตัวหนึ่ง
สัตว์พาหนะตัวใหม่นี้เทียบไม่ได้กับภูตอินทรียักษ์ตัวก่อน แต่ก็เพียงพอจะแบกนางคนเดียวได้สบายๆ
จางมู่ไป๋และคนอื่นๆ ก็ขึ้นขี่สัตว์พาหนะของตน มีทั้งหมี หมาป่า เสือดาว ม้า แตกต่างกันไป อย่างแย่ที่สุดก็เป็นสัตว์สายพันธุ์พิเศษ
ส่วนสัตว์พาหนะที่จางมู่ไป๋ขี่อยู่นั้น คือภูตกวาง!
มันสูงหกฟุต ความยาวหัวจรดหางประมาณสองวา บนตัวมีลายจุดดอกเหมย บนหัวมีเขาสี่กิ่ง รูปร่างเหมือนกิ่งไม้ ในปากเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม ใต้กีบเท้ามีลมหนุน
ดูองอาจน่าเกรงขาม!
"น้องชายหลิว เจ้าเดินสองขาแบบนี้ ลำบากแย่เลย"
จางมู่ไป๋ขี่ภูตกวาง มองหลิวเซิ่งจากมุมสูงลงมาพลางเอ่ยว่า
"ขึ้นมาขี่ด้วยกันกับข้าไหม"
หวังดีขนาดนั้นเชียว?
หลิวเซิ่งเอียงคอมองเขาแวบหนึ่ง ในใจเพิ่มความระแวดระวังขึ้นมา
ทันใดนั้น ก็มีฝุ่นดินกลุ่มใหญ่ฟุ้งกระจาย สาดซัดเข้าใส่หน้าเขาเต็มๆ
ที่แท้เป็นเจ้าภูตกวางตัวนั้นจงใจกลั่นแกล้ง มันกระทืบพื้นจนดินทรายปลิวว่อน
จางมู่ไป๋บนหลังกวางแสร้งทำเป็น "ตกใจและโกรธ" ตวาดดุภูตกวางไปหนึ่งที แล้วหันมาขอโทษหลิวเซิ่ง
"น้องชายหลิว สัตว์พาหนะของข้ามันพยศ ฝึกไม่ค่อยเชื่อง ล่วงเกินเจ้าแล้ว ขอจงให้อภัยด้วย คิดว่า...
เจ้าคงไม่ถือสาหาความกับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งหรอกนะ"
หลิวเซิ่งสะบัดแขนเสื้อ ปัดฝุ่นทรายที่พุ่งเข้ามา สายตาจับจ้องจางมู่ไป๋ แล้วหัวเราะเบาๆ
"ข้าไม่เคยถือสาหาความกับสัตว์เดรัจฉานอยู่แล้ว"
จางมู่ไป๋หน้าเปลี่ยนสีทันควัน กำลังจะอ้าปากด่า ก็เห็นโซ่ยาวเส้นหนึ่งห้อยลงมา รัดตัวหลิวเซิ่งแล้วดึงลอยขึ้นไปบนหลังอินทรียักษ์เมฆากลางอากาศ!
ผู้ที่ลงมือ คือตู้ปิงเยี่ยนนั่นเอง
นางนั่งอยู่บนหลังอินทรี ขมวดคิ้วมุ่น
"เขามาจากสำนักใหญ่ เจ้าพื้นฐานตื้นเขิน จะไปต่อปากต่อคำกับเขาทำไม"
"คนอย่างข้า เกิดมากระดูกมันแข็ง"
หลิวเซิ่งยักไหล่ จากนั้นก็ก้มหน้าลง สายตาปะทะเข้ากับจางมู่ไป๋ที่แหงนหน้ามองขึ้นมาพอดี
อากาศสั่นสะเทือน คล้ายมีประกายไฟสาดกระเซ็น
[จบแล้ว]