- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 71 - บุกตระกูลสวียามวิกาล
บทที่ 71 - บุกตระกูลสวียามวิกาล
บทที่ 71 - บุกตระกูลสวียามวิกาล
บทที่ 71 - บุกตระกูลสวียามวิกาล
【ร่างจำแลง "พยัคฆ์ลายพาดกลอนยักษ์ (เขียว)" ของเจ้าปลุกสายเลือดฉยงฉีขึ้นมาได้หนึ่งเสี้ยว บรรลุขีดจำกัดสูงสุดในปัจจุบัน การจำลองเหตุการณ์สิ้นสุดลง】
【คงเหลือแต้มไอวิญญาณ 1452 แต้ม】
【พรสวรรค์ "กระดูกพยัคฆ์" ยกระดับเป็น "กายพยัคฆ์"】
【ผลการเสริมพลังของ "เสือคำราม" และ "พยัคฆ์ทรหด" เพิ่มขึ้น】
......
ความรู้สึกเย็นวาบที่คุ้นเคยจางหายไป หลิวเซิ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้น
สบายตัว ปลอดโปร่ง และแข็งแกร่งขึ้นอีกไม่น้อย
"ปลุกสายเลือดฉยงฉีได้หนึ่งเสี้ยว? นั่นมันหนึ่งในสี่อสูรบรรพกาลเลยนะ!"
มองดูข้อความบนหน้าต่างสถานะ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นจนหุบไม่ลง
การจำลองเหตุการณ์ครั้งนี้ราบรื่นไร้อุปสรรค ใช้แต้มไอวิญญาณไปแค่ 4 แต้มก็ปลุกสายเลือดแท้จริงได้แล้ว
ความแข็งแกร่งของร่างจำแลงก็ยกระดับจากภูตธรรมดาขึ้นมาเป็นมหาภูต
ไม่ใช่ร่างที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่ร่างจำแลงอีกต่อไป
พรสวรรค์ "กระดูกพยัคฆ์" ยกระดับเป็น "กายพยัคฆ์" หมายความว่า...
ผิวหนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก อวัยวะภายใน และไขกระดูก ได้รับการยกระดับขึ้นทุกด้าน
"พลังพยัคฆ์มาร" ในกายขยายตัวขึ้นเกือบเท่าตัว ประหยัดเวลาฝึกฝนไปได้หนึ่งถึงสองเดือน
ตอนนี้เขารวบรวมครบทั้ง "กายเหยี่ยว" "กายอสรพิษ" "กายพยัคฆ์" และ "กายาแมงมุม" ร่างกายผสานจุดเด่นของทั้งสี่สายพันธุ์เข้าด้วยกัน วันที่จะบรรลุขอบเขตเสริมเส้นเอ็นขั้นสมบูรณ์ก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกโข
ถ้ารวมพรสวรรค์ "กลืนกินพิษ" ที่ใช้กลั่นหมอกดอกท้อเข้าไปด้วย เวลาที่ประหยัดไปได้...
น่าจะประมาณครึ่งเดือน
นอกจากนี้ผลของ "เสือคำราม" และ "พยัคฆ์ทรหด" ก็เพิ่มขึ้นราวห้าส่วน
เรี่ยวแรงวังชาดีขึ้น พละกำลังล้นเหลือ ระยะเวลาในการคงสภาพร่างจำแลงก็นานขึ้นอีก
แค่อยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ นี่เรื่องจิ๊บจ๊อย
"หนึ่งชั่วยาม น่าจะพอจัดการพี่น้องตระกูลสวี... ล่ะมั้ง?"
หลิวเซิ่งเลียริมฝีปาก หลับตาลงรอเวลาฟ้ามืด
——
เขตหย่งหนิง คฤหาสน์ตระกูลสวี
"ยังหาน้องสี่ไม่เจออีกหรือ?"
สวีฉี่ชุนหน้าตาทมึงทึง น้ำเสียงราบเรียบเหมือนปกติ
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เขาผอมลงไปถนัดตา เบ้าตาลึก โคนผมเริ่มหงอกขาว
เขานั่งซ่อนตัวครึ่งซีกอยู่ในเงามืด แสงไฟวูบวาบทำให้ใบหน้าเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด
ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเย็นชา บ้าคลั่ง และโหดเหี้ยม ราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บที่กำลังเลียแผล ซ่อนตัวรอเวลาเอาคืน
"ให้คนค้นทั่วเมืองแล้ว ไม่เจอร่องรอยเลย
คนรับใช้กับคนเฝ้าบ้านก็สอบสวนหมดแล้ว ทุกคนบอกว่าวันนั้นเขาไม่ได้ออกไปไหน พอตื่นมาก็หายตัวไปแล้ว"
สวีฉี่เซี่ยลูบแผลใหม่บนหน้า แววตาฉายแววกระวนกระวาย
"คนหายสาบสูญ ศพก็หาไม่เจอ... เจ้าเด็กนั่นมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันแน่?"
"ก็ซ่อนอยู่ในสวนห่างจากพวกแกไปสามสิบก้าวนั่นแหละ!"
บนขานชื่อ หลิวเซิ่งเคาะขาหน้า พ่นใยถักรัง ขยับขาเกี่ยวเส้นใยเล่นอย่างสบายใจ
เขาแปลงร่างเป็นแมงมุมหน้าขาวหุ่นเชิดทมิฬลอบเข้ามา แอบฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้ว
ต้องยอมรับว่าดวงเขาดีจริงๆ ที่ดันมาเจอสองพี่น้องกำลังคุยธุระกันพอดี
หลิวเซิ่งเลยระงับจิตสังหารไว้ชั่วคราวแล้วแอบฟังต่อ
เผื่อว่าจะได้ข้อมูลสำคัญมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างพวกมันกับตระกูลอู๋
"ต้องหาเขาให้เจอ! ไม่อย่างนั้นทั้งแกและข้า... ต้องตายกันหมด"
ตอนนั้นเองสวีฉี่ชุนก็หันไปมองสวีฉี่เซี่ย น้ำเสียงแข็งกร้าว
"อย่าลืมนะว่าที่ตระกูลอู๋ยอมออกหน้าช่วยพวกเรา ก็เพราะน้องสี่คนเดียว"
"บัดซบ! ตระกูลอู๋สมควรตาย! ไอ้ลูกเมียน้อยนั่นก็สมควรตาย!"
สวีฉี่เซี่ยทุบโต๊ะระบายความโกรธแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ คำรามเสียงต่ำว่า
"ตอนแม่คลอดมันออกมาน่าจะบีบคอมันให้ตายไปซะ! ทุกวันที่มันมีชีวิตอยู่คือความอัปยศของตระกูลสวีเรา!"
"แต่ก็เพราะความอัปยศนี้แหละที่ช่วยชีวิตข้ากับแกไว้ ถึงได้มีตระกูลสวีในวันนี้..."
สวีฉี่ชุนหลับตาลง แก้มกระตุก เผยสีหน้าเจ็บปวดระคนแค้นเคือง
"ปีนั้นท่านแม่ถูกตาเฒ่าตระกูลอู๋ข่มเหงจนตั้งท้อง...
ท่านพ่อท่านแม่ยอมกล้ำกลืนความอัปยศคลอดไอ้เดรัจฉานนั่นออกมา ก็เพื่อพวกเราสามพี่น้องไม่ใช่หรือ?
ตลอดหลายปีมานี้ พวกเราอยากจะสับมันเป็นหมื่นชิ้น แต่กลับต้องคอยดูแลระแวดระวัง ยอมลงให้มันทุกเรื่อง
คนนอกนึกว่าพวกเราสามคนรักน้องชายคนเล็ก แต่ใครจะรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเรา?
แม้แต่ผู้หญิงในบ้านถูกมันเล็งไว้ ถูกมันย่ำยี ก็ยังต้องแกล้งทำหูหนวกตาบอด ไม่รู้ไม่เห็น มันช่างน่าสมเพชสิ้นดี!"
ห๊า?
ที่แท้ก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบนี้นี่เอง?
ซู้ด~
ตระกูลสวีครอบครัวนี้นี่รวมดาวคนโหดชัดๆ
หลิวเซิ่งได้กินเผือกคำโต ข้อสงสัยหลายอย่างก่อนหน้านี้ถูกไขกระจ่างทันที
เช่น พี่น้องสามคนแรกของตระกูลสวีหน้าตาคล้ายกันมาก อย่างน้อยก็หกเจ็ดส่วน
แต่สวีคนน้องเล็ก ยืนรวมกับพี่ชายสามคนแล้วดูไม่ออกเลยว่าเป็นพี่น้องกัน
ที่แท้ก็คนละพ่อพันธุ์
ปีนั้นแม่ของพี่น้องตระกูลสวีถูกคนของตระกูลอู๋ข่มขืนจนตั้งท้อง
พวกเขาอยากให้ลูกชายสามคนได้พึ่งบารมีตระกูลอู๋ ก็เลยคลอดสวีคนน้องออกมา
พูดอีกอย่างก็คือ สวีคนน้องแท้จริงแล้วคือทายาทตระกูลอู๋
ความสัมพันธ์ของทั้งสี่คน ภายนอกดูเป็นพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว
แต่ความจริงแล้วเป็นรูปแบบเจ้านายหนึ่งคนกับบ่าวสามคน
สี่สัตว์ร้ายตระกูลสวี เสือ หมาป่า งู สุนัข ที่แท้แกนหลักจริงๆ ก็คือ "สุนัข" ตัวนี้
สวีฉี่ชุน สวีฉี่เซี่ย สวีฉี่ชิว สามพี่น้อง เป็นเพียง "ข้ารับใช้" ที่ตระกูลอู๋จัดเตรียมไว้ให้สวีฉี่ตงเท่านั้น
มิน่าล่ะสวีฉี่ตงถึงได้ทำตัวกร่างไม่กลัวใคร ที่แท้รากเหง้าก็มาจากตรงนี้นี่เอง
เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลสวีกับตระกูลอู๋แล้ว หลิวเซิ่งก็ไม่รอช้า เตรียมลงมือ
ทันใดนั้นสวีฉี่ชุนก็หยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมา พูดเสียงขรึมว่า
"ตาเฒ่าตระกูลอู๋นิสัยมักมากในกาม ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ช่วงหลังๆ มานี้ต้องกินยาบำรุงไตเสริมพลังหยางอยู่ตลอด ก่อนหน้านี้คุณชายเจิ้งถวาย 'โอสถไขกระดูกพยัคฆ์อุ่นหยาง' ให้ ก็ได้รับผลประโยชน์ไปไม่น้อย
แต่ว่า ตั้งแต่เขาถูกคนร้ายอู่ซงตัดหัวไป ในอำเภอซานหยางนี้ก็ไม่มีใครปรุง 'โอสถไขกระดูกพยัคฆ์อุ่นหยาง' เป็นอีก ทางตาเฒ่าตระกูลอู๋ต้องขาดยาแน่"
"ถ้าไอ้ลูกเมียน้อยนั่นเป็นอะไรไปจริงๆ เราก็ถวาย 'โอสถไขกระดูกพยัคฆ์อุ่นหยาง' ให้ตาเฒ่าตระกูลอู๋... เพื่อแลกกับโอกาสรอดชีวิต?"
สวีฉี่เซี่ยเบิกตากว้าง รับขวดหยกมาพิจารณาแล้วขมวดคิ้ว
"แต่สูตรยานี่..."
"คืนที่เจิ้งกงจื่อตาย ข้าไปค้นห้องหนังสือเขามา ได้สูตรยามาแล้ว"
สวีฉี่ชุนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ สีหน้าเคร่งขรึม
"เรื่องปรุงยาให้หมอกัวที่ร้านหุยชุนถังช่วย เราแค่เตรียมวัตถุดิบให้ครบก็พอ
หนึ่งในนั้นที่สำคัญที่สุดคือวัตถุดิบหลัก... ไขกระดูกลูกเสือ ต้องเอาแบบสดๆ"
โอสถไขกระดูกพยัคฆ์อุ่นหยาง?!
ได้ยินชื่อที่คุ้นหูนี้ หลิวเซิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้
ตอนนั้นถงหน้าเลือดกับลูกชายก็เพราะอยากประจบ "คุณชายเจิ้ง" ถึงได้ไปขโมยลูกเสือมา จนชักนำเภทภัยมาสู่ตัว คนตายเป็นร้อย สุดท้ายบ้านแตกสาแหรกขาด
นึกไม่ถึงว่าจุดประสงค์ที่ลูกชายอดีตนายอำเภอปรุง "โอสถไขกระดูกพยัคฆ์อุ่นหยาง" ก็เพื่อประจบ...
ตระกูลอู๋ในเมืองชั้นใน!
ตอนนี้พี่น้องตระกูลสวีเพื่อความอยู่รอด ก็คิดจะใช้วิธี "โอสถไขกระดูกพยัคฆ์อุ่นหยาง" เหมือนกัน
ช่างน่าขันจริงๆ
น่าเสียดายที่พวกมันไม่มีอนาคตอีกแล้ว
"โฮก—!"
วินาทีต่อมา เสียงคำรามของเสือก็ดังขึ้นข้างหูสองพี่น้องตระกูลสวี
เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า สะเทือนเลือนลั่น
สั่นสะเทือนจนพวกมันแข้งขาอ่อนแรง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
ตามมาด้วยลมคาวเลือดพัดโชย หมอกขาวลอยคลุ้ง
เงาร่างมหึมาลายพาดกลอนกระโจนลงมาจากคานบ้าน พุ่งเข้าใส่ทั้งสองคน
มันคือเสือลายพาดกลอนยักษ์ยาวสี่วา!
"เป็นไปได้ยังไง?!"
สวีฉี่ชุนเบิกตากว้าง ใบหน้าที่พยายามสงบนิ่งมาตลอดฉายแววตื่นตระหนกตกใจราวกับเห็นผี
ห้องหนังสือห้องนี้สูงไม่ถึงสี่วา เสือยักษ์ตัวนี้ไปซ่อนอยู่บนคานได้ยังไง?
เป็นไปไม่ได้!
คำตอบที่เขาได้รับคือเสียงร้องโหยหวนสั้นๆ และ... หัวคนที่กลิ้งมาแทบเท้า
ดวงตาเบิกโพลง ตายตาไม่หลับ
สวีฉี่เซี่ย พี่รอง จบชีวิตลงแล้ว
[จบแล้ว]