- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 61 - ยักษ์กายขาวกับการปะทะคารม
บทที่ 61 - ยักษ์กายขาวกับการปะทะคารม
บทที่ 61 - ยักษ์กายขาวกับการปะทะคารม
บทที่ 61 - ยักษ์กายขาวกับการปะทะคารม
ด้านหลังของนางช่างว่างเปล่า
มีเพียงจอมพลังปราบปีศาจยืนอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น!
หรือว่า...
ทีมของนางจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกแล้ว จนจอมพลังปราบปีศาจต้องมาตายไปอีกสองคน?
ทำไมถึงต้องใช้คำว่า "อีกแล้ว" ด้วยนะ?
ซู้ด!
หลิวเซิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ เขาปาดสายตามองไปทางอื่นทันทีด้วยความกลัวว่าจะถูกนางหมายตาเข้า
ผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นตัวซวยที่มีพิษร้ายอย่างแน่นอน!
เวลาผ่านไปแค่ครึ่งเดือน จอมพลังปราบปีศาจในมือแปดนายตายจนเหลือแค่คนเดียว แถมคนที่เหลืออยู่หน้าตาก็ซีดเซียวแววตาลุกลี้ลุกลน
เห็นได้ชัดว่ากำลังบาดเจ็บสาหัส
ส่วนพวกพรานล่าอสูรที่ตายแล้วก็รับสมัครใหม่ ตายอีกก็รับใหม่อีกนั้น
อย่างน้อยก็น่าจะตายไปเป็นร้อยศพแล้ว
แต่ทว่าตัวนางเองกลับไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิด!
ยิ่งคิดก็ยิ่งสยองพิลึก
หลิวเซิ่งแฝงตัวปะปนอยู่ท่ามกลางพรานล่าอสูรจำนวนมาก เขาเงี่ยหูฟังเพื่อหวังว่าจะได้ยินข่าวคราวอะไรบ้างแต่น่าเสียดาย...
พรานล่าอสูรที่มาถึงต่างก็มึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกกันทั้งนั้น
อีกทั้งเพราะมีนายกองปราบมารและกองกำลังส่วนตัวของแม่ทัพปราบมารสำแดงเดชอยู่ด้วยหลายคน บรรยากาศจึงกดดันจนไม่มีใครกล้าปริปากพูด
สถานการณ์เช่นนี้ใครดูก็รู้ว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ แต่ปัญหาก็คือเรื่องใหญ่นั้นคืออะไรกันแน่?
ไม่มีใครรู้
คนที่รู้ก็ไม่ยอมพูด
ความกระวนกระวายและความกังวลเริ่มแผ่ขยายไปทั่วฝูงชน
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม
เมื่อไม่มีพรานล่าอสูรเข้ามาในที่ทำการเพิ่มอีก ประตูใหญ่จึงถูกปิดลงทันที
"ตึง!"
"ตึง!"
ชั่วพริบตาถัดมาเสียงฝีเท้าหนักอึ้งก็ดังขึ้นราวกับภูเขาลูกย่อมๆ กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากไกลๆ จนมาถึงใกล้ๆ
ทุกครั้งที่เสียงดังขึ้นพื้นดินจะสะเทือนไหวอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงรอบด้านฟุ้งกระจายลอยคลุ้ง
สีหน้าของหลิวเซิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารู้สึกเพียงว่าเลือดลมในกายปั่นป่วนจนต้องตื่นตระหนกอยู่ภายในใจ
เขาใช้หางตามองกวาดไปรอบๆ ก็เห็นเหล่าพรานล่าอสูรในละแวกใกล้เคียงต่างหน้าถอดสีแสดงอาการเจ็บปวดออกมา
มีเพียงนายกองปราบมารที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้นที่สีหน้ายังดูปกติ ส่วนจอมพลังปราบปีศาจด้านหลังพวกเขาก็มีเสียงร้องอู้อี้ในลำคอบ้างเป็นครั้งคราวแล้วจึงสงบลง
เสียงฝีเท้านี้ถึงกับสามารถแยกแยะระดับความแข็งแกร่งของผู้คนในลานกว้างได้อย่างชัดเจนในพริบตา!
ดวงตาของหลิวเซิ่งเป็นประกายวูบวาบเขารีบส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอทันที สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปจนดูเหมือนกับพรานล่าอสูรคนอื่นๆ หรืออาจจะดูแย่กว่าด้วยซ้ำ
"ตึง!"
วินาทีต่อมาเสียงย่ำเท้าอันมหึมาก็ระเบิดดังขึ้นข้างหูทุกคน พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนราวกับมังกรดินพลิกตัว
เหล่าพรานล่าอสูรยืนไม่อยู่ต่างล้มระเนระนาดกลิ้งโค่โล่เค่เล่ไปกับพื้น
มีเพียงสิบกว่าคนที่ดูเหมือนมีรากงอกที่เท้ายังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงไม่ได้ล้มลงไป
และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงหลิวเซิ่งด้วย
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน ร่างกายจึงตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วเมื่อต้องเผชิญกับพื้นที่ไม่มั่นคงปฏิกิริยาแรกก็คือ...
การลงหลักปักฐานยืนม้า!
พอกว่าหลิวเซิ่งจะตั้งสติได้แล้วคิดจะ "แกล้งล้ม" มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
กลางลานกว้างปรากฏร่างของยักษ์ตนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ...
ความสูงกว่าหนึ่งวา สวมเกราะทองคำ หน้าตาดูเคร่งขรึม ผิวขาวเปล่งประกายราวกับหยกเนื้อดี
เพียงแค่เขายืนอยู่ตรงนั้นก็ดูเหมือนท้องฟ้าจะต่ำลงมาหลายส่วน
น่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัว
อากาศรอบด้านดูเหมือนจะแข็งค้างไป
พรานล่าอสูรที่ล้มลงกับพื้นถึงกับลืมลุกขึ้นยืน ได้แต่จ้องมองอย่างโง่งม
หลิวเซิ่งหายใจสะดุด คอแห้งผาก สาทสัมผัสทุกส่วนในร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง
นี่คือการข่มขวัญด้วยระดับชั้นของสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่า ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของมนุษย์
เหนือกว่าขอบเขตกายแท้!
นี่คือเซียนผู้บำเพ็ญปราณ หรือไม่ก็...
ปีศาจ!
ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้วแน่ๆ...
และแล้ววินาทีต่อมาน้ำเสียงแข็งกระด้างเย็นชาดังขึ้นข้างหูทุกคน มันหนักแน่นและแข็งกร้าวราวกับก้อนเหล็กสองก้อนกระทบกัน
"ท่านแม่ทัพมีคำสั่ง นับจากวันนี้เป็นต้นไป สังกัดกองปราบปีศาจอำเภอซานหยาง ยกเว้นหน่วยของฉีกังที่ต้องอยู่เฝ้าเมือง ให้นายกองปราบมารที่เหลือทั้งหมดนำกำลังพลเข้าป่าทันที เพื่อค้นหาและจับกุมคนร้ายอู่ซง ให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งจะถูกลงโทษตามกฎอัยการศึกโดยไม่มีการละเว้น"
ท่านแม่ทัพมีคำสั่ง?
ในอำเภอซานหยางหรือแม้แต่ในเขตปกครองเหยียนชิ่งตอนนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติถูกเรียกว่าแม่ทัพก็เห็นจะมีแต่แม่ทัพปราบมารสำแดงเดชเซี่ยเป่าผู้นั้นคนเดียว
นี่แสดงว่าพบร่องรอยของท่านอาจารย์แล้ว...
และคำสั่งให้เข้าป่าทันทีก็แสดงว่าสถานการณ์กำลังคับขันถึงขีดสุด
ท่านอาจารย์ตกอยู่ในอันตรายแล้ว
หลิวเซิ่งร้อนรนในใจแต่สีหน้ากลับยังคงเรียบเฉย
เห็นเพียงยักษ์ผิวกายขาวผู้นั้นพูดจบก็กวาดสายตามองหลิวเซิ่งและพรานล่าอสูรสิบกว่าคนที่ยังยืนอยู่ ร่างของเขาวูบไหวเกิดภาพลวงตาดอกบัวทองคำผุดขึ้นใต้ฝ่าเท้าแล้วก็หายวับไปกับตา
กองกำลังส่วนตัวของแม่ทัพปราบมารคนอื่นๆ ก็ถอยร่นออกไปดั่งกระแสน้ำลด
อากาศในลานกว้างจึงเริ่มกลับมาถ่ายเทได้สะดวกขึ้นบ้าง
แต่หลิวเซิ่งกลับต้องตื่นตัวระวังภัยถึงขีดสุด การปรากฏตัวของยักษ์กายขาวเมื่อครู่ที่มีอานุภาพน่ากลัวแฝงเจตนาทดสอบพลังเห็นได้ชัดว่ามีจุดประสงค์แอบแฝง
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้...
"ข้าโดนเพ่งเล็งเข้าแล้ว"
ขนอ่อนตามตัวหลิวเซิ่งลุกชัน เขารู้สึกได้ทันทีว่ามีสายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่ร่าง
เป็นสายตาของพวกนายกองปราบมารรวมถึงเหล่าจอมพลังปราบปีศาจที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา
ความประหลาดใจ ความสงสัยใคร่รู้ ความเคลือบแคลง และการยืนมองดูเฉยๆ อย่างเย็นชา มีครบทุกอารมณ์
"งานเข้าแล้วไง"
หลิวเซิ่งถอนหายใจในใจแล้วหลุบตาลงต่ำ
จริงดังคาด ผ่านไปไม่กี่อึดใจก็มีเงาร่างหลายสายมายืนอยู่ตรงหน้าเขาเพื่อเอ่ยปากชักชวน
คนที่สุภาพหน่อยก็จะพูดจาดีๆ ว่า
"ข้าคือจอมพลังในสังกัดของนายกองซ่งหยวนเสียง ท่านนายกองเห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์ไม่เลวจึงสนใจอยากชวนเจ้าเข้าทีม เจ้าสมัครใจหรือไม่?"
ส่วนพวกที่วางก้ามทำท่าหยิ่งยโสราวกับว่าการที่หลิวเซิ่งถูกเลือกนั้นเป็นการทำบุญมาแปดชาติก็มี
"นายกองเฉียนถูกใจเจ้า ตามข้ามา!"
......
ไม่ใช่แค่หลิวเซิ่งเท่านั้น พรานล่าอสูรสิบกว่าคนที่ยืนหยัดอยู่ได้ในแรงสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายต่างก็ถูกจอมพลังปราบปีศาจเข้ารุมล้อมชักชวนกันถ้วนหน้า
"หลิวเซิ่ง?"
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำสายหนึ่งก็ดังขึ้น
จอมพลังปราบปีศาจไม่กี่คนที่อยู่ตรงหน้าเขาต่างพากันทำหน้าแปลกใจแล้วถอยห่างออกไป เผยให้เห็นร่างของคนผู้หนึ่ง
สวีฉี่ชุน!
พี่ใหญ่แห่งสี่พี่น้องตระกูลสวีผู้นี้กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยมองมาที่เขา
แต่หลิวเซิ่งที่มีพรสวรรค์มากมายคอยหนุนเสริมกลับสัมผัสได้อย่างเฉียบไวถึงคลื่นใต้น้ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบนั้น...
มันคือความเคียดแค้นและเจตนาฆ่าที่รุนแรงจนแทบจะจับต้องได้!
เป็นเพราะสวีคนน้องถูกข้าตีจนพิการงั้นรึ?
หรือว่าเขารู้แล้วว่าคนที่วางยา "ผงสวาทงูหลง" ลงในอาหารและน้ำดื่มที่บ้านเขาในคืนนั้นคือข้า?
ใจของหลิวเซิ่งไหววูบเล็กน้อยแต่ใบหน้ากลับฉายรอยยิ้มจางๆ เขาแสร้งทำความเคารพแล้วกล่าวว่า
"ท่านจอมพลังสวีสีหน้าดูสดใสดีนี่ขอรับ ดูท่าทางจะทำใจจากความเศร้าโศกที่เสียภรรยาไปได้แล้ว"
ฝีเท้าของสวีฉี่ชุนชะงักกึก ก่อนจะกลับมาเดินต่ออย่างเป็นปกติ สีหน้ายังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
"คนตายไม่อาจฟื้นคืน ความเศร้าโศกไร้ความหมาย ประโยคนี้ข้ามอบให้เจ้า หวังว่าเจ้ากับข้าจะใช้เตือนใจซึ่งกันและกัน วันข้างหน้าหากมีคนในครอบครัวเจ้าประสบเหตุจนล้มหายตายจากไป ก็ขอให้หักห้ามใจอย่าได้ทำตัวเป็นสตรีคร่ำครวญให้อับอายขายขี้หน้าผู้อื่น"
คำพูดคำจาแฝงไว้ด้วยความห่วงใยของผู้อาวุโสที่มีต่อผู้เยาว์
จอมพลังปราบปีศาจข้างๆ หลายคนได้ยินเข้าก็หันมองหลิวเซิ่งด้วยความนับถือขึ้นมาทันที
นึกไม่ถึงว่าเจ้าเด็กใหม่คนนี้จะมีความสัมพันธ์อันดีกับจอมพลังสวีด้วย
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย
"นี่มันขู่กันชัดๆ!"
หลิวเซิ่งฟังความนัยออก เขาเข้าใจถึงคำขู่ที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นดี
แม้จะไม่เข้าใจว่าตระกูลสวีมั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือเขาที่ลงมือ
แต่นี่ไม่ใช่การตัดสินคดีของทางการที่ต้องมีหลักฐานมัดตัว
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นทางการหรือแม้แต่สำนักขวนจิ้งเวลาตัดสินคดีก็ใช่ว่าจะต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วนเสมอไป
บางครั้งแค่ความสงสัยก็เพียงพอที่จะตัดสินความเป็นความตายได้แล้ว
ดูท่าทาง...
ตระกูลสวีคงต้องตายกันให้หมดโคตรจริงๆ
หลิวเซิ่งหลุบตาลงต่ำซ่อนประกายคมกล้าในดวงตาแล้วนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ปฏิกิริยานี้ทำให้หมัดที่ซ่อนเข็มของสวีฉี่ชุนเหมือนชกใส่อากาศธาตุ ไม่กระทบถูกสิ่งใดจนน่าอึดอัดใจยิ่งนัก
เขาก้าวเท้าเข้ามาอีกก้าว จ้องหน้าหลิวเซิ่งเขม็งแล้วกล่าวเสียงเย็นเยียบว่า
"ได้ยินว่าท่านย่าของเจ้าอายุเกือบจะหกสิบแล้วนี่นะ ไม้ใกล้ฝั่งขนาดนี้แค่เป็นหวัดสักนิดก็อาจจะถึงตายได้ แล้วเจ้ายังมีเมียน้อยอีกคน ถึงจะดูบ้านนอกไปหน่อยแต่รสชาติของป่าก็น่าลองไม่เลว มิสู้... ยกนางให้มาเป็นสาวใช้ล้างเท้าให้น้องสี่ของข้าดีหรือไม่? ข้าให้เงินเจ้าหนึ่งตำลึง ว่าอย่างไร?"
[จบแล้ว]