- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 1311 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ตอนต้น)
บทที่ 1311 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ตอนต้น)
บทที่ 1311 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ตอนต้น)
บทที่ 1311 - งานเลี้ยงสังสรรค์ (ตอนต้น)
วันที่ยี่สิบเดือนสิบสองเป็นวันฟ้าโปร่ง อากาศหนาวจัดและแห้งผาก
ภายในลานหน้าตำหนักเซียนจูมีกลิ่นหอมของชาลอยกรุ่น
เหล่าสตรีรวมตัวกันต้มชาเมิ่งติ่งที่แคว้นสู่เป็นผู้ถวายเข้ามา
เนื่องจากฮองเฮากำลังไว้ทุกข์อยู่ในตำหนักกานลู่ งานในวันนี้จึงมีพระชายารัชทายาทสกุลหลูเป็นแม่งานหลัก
รอยยิ้มของนางช่างงดงามหมดจด แฝงความอ่อนโยนเป็นกันเองเล็กน้อย กลมกลืนไปกับครอบครัวใหญ่ของสกุลส้าว ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสงวนท่าทีเพื่อบ่งบอกถึงความแตกต่างของฐานะได้อย่างแนบเนียน
บริเวณรอบๆ มีเด็กน้อยวิ่งเล่นกันขวักไขว่ คนโตวิ่งนำหน้า ส่วนคนเล็กวิ่งเตาะแตะตามหลัง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วหัวเราะร่าเริง
ส้าวฟู่ประคองถ้วยชาหยกสีเขียวมรกตไว้ในมือ พลางรู้สึกสะท้อนใจอยู่เงียบๆ
นับตั้งแต่จากเมืองหนานหยางและกลับคืนสู่อ้อมอกครอบครัวสกุลส้าว ในความทรงจำของนาง พี่น้องหลายคนก็เคยวิ่งเล่นหยอกล้อกันเช่นนี้
ตอนนั้นช่างมีความสุขเหลือเกิน หากใครสักคนถูกตีด้วยไม้เรียว คนอื่นๆ ก็จะเข้ามาปลอบโยน แล้วก็กลับไปวิ่งเล่นด้วยกันใหม่
สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบวี่แววของน้องสี่ เห็นเพียงพระชายารัชทายาทสกุลหลูที่คอยดึงตัวพระชายาอ๋องเยียนสกุลหมีมาพูดคุยด้วยเป็นระยะ ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งนัก
นางถอนหายใจแผ่วเบา จิบน้ำชาอึกหนึ่ง ลิ้มรสชาติขมปนหวานที่ซึมซาบอยู่ปลายลิ้น
"ท่านพี่ ท่านถอนหายใจได้ดูไม่เนียนเลยนะ" สวิ้นเหนียงเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา
ส้าวฟู่หรี่ตามองน้องสาวร่วมอุทรของตนแล้วเอ่ยว่า "ยังกล้ามาล้อเลียนพี่อีก เสียแรงที่รักเจ้าจริงๆ"
สวิ้นเหนียงหัวเราะร่วนพลางบอกว่า "ไม่ต้องหาแล้วล่ะ ราชบุตรเขยไปรับเสด็จองค์พระเจ้าหลวงแล้ว"
"องค์พระเจ้าหลวงอยู่ที่ไหนหรือ" ส้าวฟู่เอ่ยถาม
"ช่วงนี้พระองค์ประทับอยู่ที่เรือนอิ๋งชิวมาได้กว่าครึ่งเดือนแล้ว" สวิ้นเหนียงตอบ "ตอนที่ข้าไปหาหย่าเหริน ข้ามักจะเห็นพระองค์ทรงพระอักษรอยู่ในลานกว้าง บางครั้งก็ต้มชาให้พระสนมเจี๋ยอวี๋สกุลหวังกับพระสนมหรงหัวสกุลหวัง บางคราก็พานางทั้งสองไปเดินเล่นใต้ต้นไม้หน้าเรือน องค์พระเจ้าหลวงเสด็จไปบ่อยเสียจนหย่าเหรินไม่อยากมาเย็บปักถักร้อยกับข้าแล้ว"
ส้าวฟู่ฟังจบก็ถอนหายใจอีกระลอก "องค์พระเจ้าหลวงนี่ช่างเป็นบุรุษที่แปลกประหลาดที่สุดในโลกจริงๆ"
"นั่นสิ" สวิ้นเหนียงเห็นด้วย "หากเป็นยุคราชวงศ์ฮั่นหรือวุย องค์ชายที่ได้รับบรรดาศักดิ์คงถูกส่งตัวออกไปอยู่จวนนอกวังหมดแล้ว"
ส้าวฟู่ปรายตามองน้องสาว "เจ้ากับหย่าเหรินสนิทกันขนาดนี้ วันข้างหน้าคิดจะทำการค้ากับทางเหลียวตงบ้างหรือไม่"
"หา" สวิ้นเหนียงทำหน้างุนงง ตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "ท่านพี่ ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เงินไปกับเรื่องอันใด"
ส้าวฟู่เองก็ถึงกับพูดไม่ออก
น้องสาวของนางถึงกับบอกว่าไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เมืองอี๋ตูไม่ได้เป็นสถานที่เจริญนัก เป็นเพียงชนบทห่างไกล ชาวบ้านจำนวนมากยังคงถางป่าทำไร่เลื่อนลอย ผลผลิตจากที่ดินศักดินาก็พอแค่ให้น้องสาวเลี้ยงดูผู้คนในจวนองค์หญิงได้เท่านั้น
นั่นหมายความว่า หากนางรู้สึกว่าจวนองค์หญิงที่ราชสำนักประทานให้คับแคบเกินไป หรืออยากจะซื้อเรือนพักตากอากาศในต่างเมือง อาจจะต้องเก็บหอมรอมริบเงินไปอีกหลายปี
นี่นางคิดจะทนอยู่กับจวนเพียงหลังเดียวและผลผลิตจากศักดินาที่ไม่ค่อยจะแน่นอนไปชั่วชีวิตเลยอย่างนั้นหรือ
"เจ้านี่นะ ช่างซื่อบื้อเสียจริง" ส้าวฟู่หยิกหูน้องสาวเบาๆ "หากไม่ใช่เพราะเรือนพักตากอากาศที่เซวียนเฉิงของพี่ต้องใช้เงินไปมาก พี่ก็อยากจะต่อเรือไปทำการค้าที่เหลียวตงเหมือนกัน"
"เหลียวตงมีอะไรน่าซื้อหรือ" สวิ้นเหนียงถามด้วยความอยากรู้
ส้าวฟู่ดึงเสื้อคลุมขนสัตว์บนตัวน้องสาวแล้วอธิบาย "เสื้อคลุมตัวนี้ของเจ้าแม้จะเป็นของบรรณาการจากเผ่าเซียนเปย แต่ที่เหลียวตงมีของพวกนี้เยอะกว่ามากนะ ได้ยินว่าที่นั่นมีทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าแถบภูเขาอินซาน แถมยังมีป่าไม้มากมาย สัตว์พวกเสือ เสือดาว ตัวมิงก์ และสุนัขจิ้งจอกก็เลยมีเยอะตามไปด้วย เหมือนจะมีสัตว์ทะเลอีกชนิดที่เรียกว่าอะไรนะ อา จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าเป็นหนังสัตว์ที่ทูตจากโคกูรยอเคยนำมาถวายนั่นแหละ"
"แมวน้ำหรือ" สวิ้นเหนียงถาม
ชื่อเรียก 'แมวน้ำ' นี้ส้าวซวินเป็นคนตั้งขึ้น เป็นชื่อที่ปรากฏครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้แพร่หลายนัก ภายหลังยังมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น เสือดาวน้ำ หรือ แมวเกาะ ปะปนกันไปมาอยู่นาน
"ใช่แล้ว สิ่งนี้แหละ" ส้าวฟู่ตอบ "เจ้ารู้ได้อย่างไร"
"พระสนมเจี๋ยอวี๋สกุลหวังกับพระสนมหรงหัวสกุลหวังต่างก็มีกันคนละตัว แม้แต่หย่าเหรินยังหามาได้ตัวหนึ่งเลย มันอุ่นมากๆ" สวิ้นเหนียงเล่า "แถมยังเบาหวิว เบากว่าเสื้อคลุมที่ข้าใส่อยู่ตอนนี้ตั้งเยอะ แต่กลับให้อวามอบอุ่นได้ดีกว่า"
เนื่องจากแมวน้ำ นากทะเล แมวน้ำขน เสือโต และวาฬ มักอาศัยอยู่ในน่านน้ำที่หนาวเย็น ขนของพวกมันจึงมีคุณสมบัติในการกักเก็บความอบอุ่นได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังกันน้ำได้ เหมาะกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บและชื้นแฉะ
นอกจากนี้ เสื้อคลุมที่ทำจากขนสัตว์ทะเลเหล่านี้ เมื่อเทียบในระดับความอบอุ่นที่เท่ากันแล้ว จะมีน้ำหนักเบากว่า ทนทานต่อการขัดถูมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความอบอุ่น การกันหนาว กันน้ำ หรือความสวมใส่สบาย ล้วนเหนือกว่าเสื้อคลุมที่ทำจากขนสัตว์บกทั้งสิ้น
"นั่นไงล่ะ" ส้าวฟู่กล่าว "ชาวโคกูรยอไปเอาของพวกนี้มาจากไหน ก็ต้องเป็นเมืองล่อหลางกับเมืองไต้ฟางอยู่แล้ว"
"องค์พระเจ้าหลวงบอกว่าได้มาจากดินแดนอ๊กจอที่โคกูรยอตีได้ต่างหาก" สวิ้นเหนียงแย้ง
"ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ" ส้าวฟู่สรุป "เจ้าลองไปคิดหาวิธีทำกำไรจากเรื่องนี้ดูสิ"
ทว่าสวิ้นเหนียงกลับไม่ได้สนใจเท่าใดนัก เพียงตอบรับส่งเดชไปสองสามคำ
ทางด้านพระชายาสกุลหลูกับคนอื่นๆ ก็จัดแจงนำน้ำชามาวางบนโต๊ะเล็ก พร้อมกับเสิร์ฟขนมของว่างอย่างรวดเร็ว
ส่วนทางฝั่งบุรุษนั้นกำลังสนทนากันเรื่องกิจการทหารและการเมือง
"ได้ยินมาว่าท่านหลี่ส่งกองทหารเข้าไปปล้นสะดมขนานใหญ่ในเมืองเหลียวซี จะไม่เป็นการลงมือเร็วเกินไปหรือ" เหมียวเสีย ขุนนางผู้บันทึกราชโองการเอ่ยถาม
"เรื่องปล้นสะดมก็มีให้เห็นทุกปีนั่นแหละ แค่แย่งชิงกันไปมาเท่านั้นเอง" ฟางหลุน ขุนนางดูแลอุทยานตะวันตกตอบ "แต่ขนาดการลงมือในปีนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ได้ยินว่าส่งทหารม้าออกไปกว่าสองพันนาย ในนั้นมีทหารรักษาการณ์ฝีมือดีอยู่ไม่น้อย ปล้นชิงวัวแกะและสัตว์เลี้ยงต่างๆ มาได้นับหมื่นตัว จับเชลยมาได้เป็นพันคน ต่อให้มู่หรงหวงตายไปแล้วก็คงต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้างล่ะ"
เรื่องการปล้นสะดมตามแนวชายแดนนั้นเป็นสิ่งที่มีมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ส่วนใหญ่มักมีขนาดเล็กจนไม่คุ้มที่จะรายงานขึ้นมา และในบรรดาชนเผ่าต่างๆ บนทุ่งหญ้า หากไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งคอยควบคุม การปล้นสะดมก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่าการส่งทหารม้าออกไปถึงสองพันนายในคราวเดียวนั้น ถือว่าเกินขอบเขตของการปล้นสะดมไปแล้ว แต่มันยกระดับกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าเลยทีเดียว
หลี่จง แม่ทัพใหญ่มณฑลโยวโจวเป็นคนหนักแน่นรอบคอบ โดยปกติเขาจะไม่ทำเรื่องที่ขัดต่อนโยบายหลักของราชสำนัก การกระทำในครั้งนี้ย่อมหมายความว่าเขาได้รับอนุญาตแล้วอย่างแน่นอน
หากพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำหลังจากเข้ารับตำแหน่งที่โยวโจว ล้วนเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับทำศึกทั้งสิ้น
เช่น การซ่อมแซมป้อมปราการขนานใหญ่ในเมืองเป่ยผิง กักตุนเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ พร้อมทั้งส่งทหารไปประจำการ
เช่น การจัดระเบียบชายฉกรรจ์ของแต่ละชนเผ่า ฝึกฝนและจัดกองกำลังล่าสัตว์อยู่เสมอ ตลอดจนสั่งประหารผู้ที่ขัดขืนเพื่อสร้างความยำเกรง
และในสถานการณ์ที่ราชสำนักกำลังลดทอนกำลังทหารประจำตระกูล เขากลับขยายกำลังทหารประจำตระกูลในโยวโจวเพิ่มขึ้นถึงสองหมื่นนาย สรรหาที่ดินทำกินให้พวกเขา อีกทั้งยังขอให้เกณฑ์แรงงานจากหัวเมืองต่างๆ ในโยวโจวและจี้โจว มาช่วยขุดคลองชลประทาน ปรับหน้าดิน และสร้างบ้านเรือนให้กับทหารเหล่านี้
จากมาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ กองทหารประจำตระกูลในโยวโจวทั้งสองหมื่นนายต่างก็มีขวัญกำลังใจฮึกเหิม หลังจากได้รับการติดอาวุธชั้นยอดที่ส่งมาจากคลังแสงในฟ่านหยางและเยี่ยเฉิงแล้ว พวกเขาก็ฝึกซ้อมอย่างหนักจนกลายเป็นกองกำลังที่มีศักยภาพในการรบสูง
แม้ทหารสองหมื่นนายนี้อาจจะสู้รบได้ไม่เก่งกาจเท่าทหารฉางอันสามหมื่นนายที่จินเจิ้งฝึกฝนมากับมือ แต่หากอาศัยป้อมปราการต่างๆ บนเขาเยียนซานเป็นฐานที่มั่น การป้องกันก็ไม่ใช่ปัญหา ถือได้ว่าเป็นกองทัพที่ได้มาตรฐานกองหนึ่ง
นอกจากนี้ การคงอยู่ของกองทหารประจำตระกูลนี้ ยังช่วยเสริมสร้างบารมีของราชสำนักในดินแดนโยวเยียนได้อย่างมหาศาล ทำให้เหล่าหัวหน้าชนเผ่าและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้ากำเริบเสิบสานเหมือนเมื่อก่อนอีก
"การที่ท่านหลี่ทำเช่นนี้ จะไม่ทำให้มู่หรงหวงโกรธแค้นจนต้องยกทัพใหญ่มาตีโยวโจวหรอกหรือ" สวีเสวียน ขุนนางดูแลอุทยานกวงเฉิงถามขึ้น
"บางทีนี่อาจจะเป็นความตั้งใจของท่านหลี่ก็ได้" ฟางหลุนอธิบาย "จากชางหลีไปจนถึงเหลียวซี นอกจากการเดินทางผ่านเส้นทางหลูหลงแล้ว ก็มีเพียงการตัดข้ามหนองน้ำเหลียวเจ๋อเท่านั้น รถม้าไม่สามารถผ่านที่นั่นได้ อย่างมากก็ส่งทหารม้าเบามาได้แค่ไม่กี่พันนาย ข้าคิดว่าท่านหลี่รับมือได้สบายมาก"
"หากมู่หรงหวงมาที่เหลียวซี เขาก็คงไม่มีกำลังไปจัดการกับมู่หรงเหรินแน่" เหมียวเสียวิเคราะห์ "เขาคงยอมทิ้งเหลียวซีไปไม่ได้หรอก ดินแดนอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่หลายร้อยลี้นี้ สำหรับเผ่ามู่หรงเซียนเปยแล้วถือว่าเป็นของหายากยิ่ง"
"นั่นสิ หากสามารถบดขยี้กองทหารกบฏให้สิ้นซากในเหลียวซี การยึดหลิ่วเฉิงคืนก็เป็นเรื่องง่ายดาย..."
พวกเขาผลัดกันแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันก็คอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้าง โดยเฉพาะบรรดาองค์ชายที่นั่งอยู่ตรงระเบียงทางเดิน ไม่ว่าจะเป็นรัชทายาท อ๋องฉี อ๋องฉู่ อ๋องจ้าว อ๋องหาน และคนอื่นๆ
พวกเขารายล้อมอยู่รอบตัวองค์พระเจ้าหลวง ดูเป็นภาพพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างยิ่ง
แววตาของชายชราดูขุ่นมัวลงกว่าเดิม ความคิดความอ่านก็ดูเหมือนจะไม่ฉับไวเท่าปีที่แล้ว บ่อยครั้งที่บรรดาหลานๆ ต้องพูดซ้ำหลายประโยค กว่าพระองค์จะทรงตอบสนองและโต้ตอบกลับมาได้สักประโยคสองประโยค
จะมีก็แต่ตอนที่องค์ชายและองค์หญิงตัวน้อยๆ วิ่งเข้ามาเล่นซนตรงหน้าเท่านั้น ที่แววตาของพระองค์จะทอประกายสดใสขึ้นมาวูบหนึ่ง
บรรดาองค์ชายต่างก็เอ็นดูเด็กๆ เหล่านี้มาก โดยเฉพาะรัชทายาท เมื่อองค์ชายสิบแปดวัยสี่ชันษาที่มีนามว่าจี๋หลาง (มารดาคือพระสนมสกุลก้วนชิว) หกล้มลงตรงหน้า รัชทายาทก็แย้มสร้อยแล้วอุ้มเขาขึ้นมา พลางเช็ดน้ำตาให้จี๋หลางอย่างอ่อนโยน
บางทีอาจเป็นเพราะองค์ชายเหล่านี้ยังเล็กเกินไป ไม่มีพิษมีภัยใดๆ รัชทายาทจึงยินดีที่จะแสดงมุมที่อ่อนโยนของความเป็นพี่ชายให้พวกเขาเห็น
"พี่สาม ได้ยินมาว่าท่านเชี่ยวชาญภาษาของชาวตะวันตกจนแตกฉานแล้วหรือ" หลังจากวางจี๋หลางลง รัชทายาทก็หันไปถามด้วยรอยยิ้ม
ส้าวซวี่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ข้าก็แค่เรียนรู้จากพวกพ่อค้าชาวต่างชาติมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะพูดได้ถูกต้องหรือไม่ ราชสาส์นที่ส่งมาจากจวนผู้ว่าการเขตตะวันตกข้าพอจะเดาความหมายได้บ้าง แต่บางครั้งลายมือก็หวัดเกินไปข้าก็อ่านไม่ออก อีกอย่าง ดินแดนตะวันตกไม่ได้มีไวยากรณ์เพียงรูปแบบเดียว ยังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมาก ภาษาของชาวตะวันตกมักนิยมใช้กันในหมู่พ่อค้า เมื่อต้นปีข้าได้เอกสารที่เป็นอักษรขโรษฐีมา ข้าอ่านไม่ออกเลย ปีนี้เลยกำลังพยายามเรียนรู้อยู่"
อักษรขโรษฐีเป็นที่นิยมในนครรัฐบางแห่งของดินแดนตะวันตก ตัวอย่างเช่นเมืองโหลวหลานที่เคยใช้ภาษาฮั่นอย่างแพร่หลายในยุคราชวงศ์ฮั่น แต่ต่อมาในยุคราชวงศ์ฮั่นยุคหลัง บ้านเมืองอ่อนแอลง จึงต้องถอนกำลังออกจากดินแดนตะวันตก ทำให้สูญเสียการควบคุมพื้นที่ และเกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนตำราภาษาฮั่น อักษรขโรษฐีที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นคันธาระโบราณจึงเข้ามาแทนที่
ครั้นถึงยุคราชวงศ์วุยที่กลับมาฟื้นฟูอำนาจเหนือดินแดนตะวันตกบางส่วนได้อีกครั้ง อักษรขโรษฐีก็แพร่หลายไปทั่วแล้ว และปัจจุบันก็ถูกใช้ควบคู่ไปกับอักษรฮั่น แม้ว่าราชวงศ์วุยและราชวงศ์จิ้นสกุลซือหม่าจะฟื้นฟูอำนาจได้ แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น ระดับการควบคุมไม่ได้ลึกซึ้งเท่ายุคราชวงศ์ฮั่นตอนต้น หรือยุคราชวงศ์ฮั่นยุคหลังตอนกลาง การที่จะเข้าไปควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จได้จริงๆ ต้องรอจนถึงยุคที่หลวี่กวงแห่งราชวงศ์ฉินยุคก่อนนำทัพพิชิตชาติตะวันตกจนราบคาบ
"พี่สามช่างใฝ่รู้จริงๆ" รัชทายาทส้าวจิ่นเอ่ยชม "วันข้างหน้าหากเสด็จพ่อต้องการจัดการธุระในดินแดนตะวันตก คงต้องพึ่งพาพี่สามแล้ว"
"ดินแดนตะวันตกมีทั้งวัว ม้า แกะ อูฐ แล้วยังมีองุ่นกับผลไม้อีกมากมาย ดูเหมือนจะไม่ยากจนเท่าไหร่นะ" อ๋องฉีส้าวจางพูดแทรกขึ้นมา
"มีเส้นทางการค้าอยู่ จะยากจนไปได้สักแค่ไหนเชียว" ส้าวซวี่หัวเราะ "ผู้คนก็มีไม่น้อย เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นพวกจมูกโด่งตาตึกเท่านั้น ทหารประจำการที่นั่นก็มีไม่มากมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นแล้ว ยิ่งช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นที่ภาคกลางเกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง การจะตามหาลูกหลานของคนเหล่านั้นยิ่งยากลำบาก ต่อให้หาพบ พวกเขาก็คงพูดภาษาฮั่นไม่ได้แล้ว"
ส้าวจางถอนใจ "ความจริงข้าก็อยากไปดูดินแดนตะวันตกเหมือนกันนะ แต่ได้ยินมาว่าพายุทรายค่อนข้างรุนแรงใช่หรือไม่"
"พายุทรายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็มีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งน้ำและทุ่งหญ้าเช่นกัน กษัตริย์บางพระองค์ในตะวันตกก็ใช้ชีวิตหรูหรา ภายในวังมีทั้งผ้าไหมและข้าวของเครื่องใช้ล้ำค่าครบครัน แน่นอนว่าข้าก็แค่เคยได้ยินมา ไม่เคยเห็นกับตาหรอกนะ" ส้าวซวี่เล่า
กษัตริย์ในดินแดนตะวันตกที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรามักจะตั้งอาณาจักรอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางการค้า ภายในประเทศมีโอเอซิสที่สามารถบุกเบิกเป็นพื้นที่เพาะปลูกได้จำนวนมาก เลี้ยงดูผู้คนได้หลายหมื่นคน แคว้นชิวฉือที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคราชวงศ์ฮั่นตอนต้นมีประชากรกว่าแปดหมื่นคน ปัจจุบันก็คงไม่เกินแสนคน การเก็บภาษีจากทั้งสองฝั่งเส้นทางการค้าย่อมทำให้พวกเขาร่ำรวยมหาศาล
แต่ก็อย่างที่ส้าวซวี่บอก ต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน สภาพแวดล้อมก็ยังคงเป็นเช่นนั้น การต้องทนกลืนฝุ่นทรายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวให้ชินได้หรือไม่เท่านั้น
สำหรับบางคน การได้เป็นกษัตริย์ปกครองประชาชนนับแสนอาจดูเป็นเรื่องดี แต่สำหรับบรรดาองค์ชายที่เติบโตมาในดินแดนภาคกลางอันเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่เด็ก พวกเขาอาจไม่ได้คิดเช่นนั้น
ขณะที่ส้าวจางกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ร่างของส้าวซวินก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเรือน
[จบแล้ว]