- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 1301 - การควบคุม
บทที่ 1301 - การควบคุม
บทที่ 1301 - การควบคุม
บทที่ 1301 - การควบคุม
"เดือนห้า เขายานจือ เมืองหม่าอี้ และเมืองอวี่หยาง เก็บเกี่ยวข้าวสาลีดำได้ร้อยกว่าถัง ฤดูใบไม้ผลิลองปลูกในหุบเขาเมืองเตียวอินอีกเจ็ดไร่ กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็เดือนแปดพะย่ะค่ะ" ไช่เฉิงรายงานความคืบหน้าของงานที่ทำต่อเนื่องมาหลายปี "พวกคนสวนบอกว่า พืชชนิดนี้ถ้าปลูกฤดูใบไม้ผลิ สู้ข้าวสาลีธรรมดาไม่ได้ ทางที่ดีควรปลูกข้ามฤดูหนาว เพราะทนหนาวได้ดี ดังนั้นพอเลือกเมล็ดพันธุ์ปลูกในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ปีหน้าจะไม่ปลูกฤดูใบไม้ผลิอีกแล้วพะย่ะค่ะ"
"แบ่งเมล็ดพันธุ์จากหม่าอี้และอวี่หยาง รีบส่งไปเหลียวตงโดยเร็ว" ส้าวซวินสั่งการ "ให้กรมคลังส่วนพระองค์ส่งผู้ช่วยไปคนหนึ่ง พร้อมคนสวนสิบกว่าคน แบ่งเป็นสองชุด นั่งเรือขึ้นเหนือไป เลือกพื้นที่ตีนเขาหม่าสือเริ่มปลูกข้าวสาลีดำ"
"รับด้วยเกล้า" ไช่เฉิงรับคำ แล้วกล่าวต่อ "ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินว่าพื้นที่เก่าอำเภอท่ารกร้างมานาน ต่อให้ปลูกข้าวสาลีดำฤดูใบไม้ร่วงนี้ ปีหน้าก็คงเก็บเกี่ยวได้ไม่เท่าไหร่"
"ก็ถือว่าปลูกตามมีตามเกิดไป" ส้าวซวินกล่าว "ทุกวันนี้ยังมีเผ่าคนเถื่อนปลูกแบบย้ายที่ไปเรื่อยๆ จะต่างอะไรกัน ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น"
"พะย่ะค่ะ" ในเมื่อฮ่องเต้หวังผลต่ำขนาดนี้ ไช่เฉิงก็ไม่มีอะไรจะแย้ง จัดการตามสั่งก็พอ
"สวนหลวงที่เจียวโจวเป็นยังไงบ้าง" ส้าวซวินถามต่อ
ไช่เฉิงลอบถอนหายใจโล่งอก ฮ่องเต้ตามเรื่องนี้จริงๆ ด้วย โชคดีที่เขาเตรียมตัวมา
เขาพยักหน้าให้ชายหนุ่มด้านหลังหยิบแผนที่และสมุดเล่มบางเย็บด้วยด้ายวางบนโต๊ะ แล้วเริ่มรายงาน
ส้าวซวินมองชายหนุ่มคนนั้นแวบหนึ่ง อายุราวยี่สิบกว่าๆ เมื่อกี้แนะนำตัวแล้วว่าเป็นหลานชายของไช่เฉิง ชื่อไช่ควง นามรองต้าจง ปัจจุบันเป็นหัวหน้าผู้ดูแลสวนหนานติ้ง
สวนหนานติ้ง คือไร่นาสวนผสมริมทะเลในเขตอำเภอหนานติ้ง เมืองเจียวจื่อ เป็นสวนแห่งที่สิบสามในสังกัดกรมคลังส่วนพระองค์
ส้าวซวินฟังรายงานไป พลิกดูสมุดเล่มเล็กไป แล้วยังรับของสิ่งหนึ่งมาจากมือไช่เฉิง
"ของสิ่งนี้กระหม่อมก็ไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไร" ไช่เฉิงกล่าว "พ่อค้าที่กว๋างโจวบอกว่าคือ 'ลูกจันทน์หนานไห่' รูปร่างคล้ายลูกจันทน์ทางเจียวโจวกว๋างโจวแต่เนื้อในต่างกัน พ่อค้าที่รู้ภาษาคนเถื่อนบอกว่ามันชื่อ 'เจียจวีเล่อ' ไม่รู้แปลว่าอะไร"
ส้าวซวินพยักหน้า
"เจียจวีเล่อ" ชัดเจนว่าเป็นคำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ พ่อค้าเจียวโจวกว๋างโจวเรียกว่า "ลูกจันทน์หนานไห่" เพื่อแยกออกจากลูกจันทน์ท้องถิ่น จริงๆ แล้วสองอย่างนี้คนละสายพันธุ์กันเลย
ส้าวซวินรู้ดีว่านี่คืออะไร มันคือลูกจันทน์เทศ ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องเทศสิบสามหอม (ซือซานเซียง) ที่โด่งดังในยุคหลัง
ลูกจันทน์เทศและดอกจันทน์เทศล้วนเป็นเครื่องเทศชื่อดัง
ในยุคแห่งการสำรวจทางทะเล กานพลู ลูกจันทน์เทศ และพริกไทย คือสินค้าหลักสามตัว ขนกลับยุโรปทีรวยเละ ขายในจีนก็ทำเงินได้ แต่ความต้องการของตลาดน้อยกว่ามาก ไม่ถึงกับรวยเละเทะ
อยากให้ความต้องการตลาดเพิ่มขึ้น ง่ายมาก ต้องเพิ่มปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์
ชาวยุโรปทำเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ มีนาปลูกข้าว พอปลูกไปสักพักดินจืด ผลผลิตตก ก็พักนา ปล่อยให้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
ดังนั้นชาวยุโรปมีประเพณีเชือดสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงร่วง การทำเนื้อหมัก แฮม ก็เป็นประเพณี พอได้รู้จักเครื่องเทศ พวกเขาก็ขาดไม่ได้ ตลาดจึงมีความต้องการมหาศาล สร้างตำนานความร่ำรวยให้บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ อังกฤษ โปรตุเกส จากการค้าเครื่องเทศ—ก่อนจะมีการค้าเครื่องเทศทางทะเล พ่อค้าอาหรับขนส่งมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วใช้กองคาราวานอูฐขนไปคอนสแตนติโนเปิล ให้พ่อค้าเวนิสรับซื้อไปกระจายสินค้า แต่ต่อมาเกิดอะไรขึ้นก็รู้ๆ กันอยู่
ส้าวซวินคิดดูแล้ว การนำเข้าเครื่องเทศตอนนี้น่าจะพอมีตลาดอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็ชอบใส่เครื่องเทศในเมนูเนื้อ เครื่องเทศสิบสามหอมจะไม่หอมได้ยังไง
แต่ตลาดจะใหญ่แค่ไหน พูดลำบาก เพราะตอนนี้สัดส่วนการปลูกพืชในภาคเกษตรสูงมาก การเลี้ยงสัตว์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน คนละระบบกับยุโรปเลย
แต่ภายใต้ระบบไร่นาสวนผสม อาจจะเพิ่มสัดส่วนการเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาได้บ้าง ก็แค่ "อาจจะ" เท่านั้น
"สวนหนานติ้งจะปลูกเครื่องเทศหรือ" ส้าวซวินถาม
ไช่ควงหยุดรายงาน ได้รับกำลังใจจากลุง ก็ตอบเสียงเข้ม "ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าอ้อยและเครื่องเทศปลูกได้ทั้งคู่พะย่ะค่ะ"
"อันไหนทำเงินเอาหมดว่างั้น" ส้าวซวินยิ้มถาม
"ถูกต้องพะย่ะค่ะ" ไช่ควงตอบ
ส้าวซวินยิ้มพยักหน้า จริงๆ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก
แต่ตอนนี้เขาปรับทัศนคติได้แล้ว ในหลายๆ เรื่อง ขอแค่ให้ได้เริ่มทำไปก่อน แม้ในอนาคตอาจไม่เห็นผล
อย่างการค้าเครื่องเทศและน้ำตาลอ้อย ในยุคโบราณขนาดนี้ ตลาดมันไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่เอาเถอะ เริ่มต้นไว้ก่อน
ยังไงกรมคลังส่วนพระองค์ก็น่าจะทำกำไรจากตรงนี้ได้ ก็ทำไปเถอะ
"สถานการณ์ที่เจียวโจวเป็นอย่างไรบ้าง" ส้าวซวินวางลูกจันทน์เทศลงแล้วถาม
"คลื่นลมสงบพะย่ะค่ะ" ไช่เฉิงตอบ
ความหมายก็คือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น หัวหน้าเผ่าคนเถื่อน ต่างปิดประตูนั่งกินนอนกินมีความสุข เคารพราชสำนักแต่เพียงเปลือกนอก ส่วนราชสำนักก็ไม่ได้ไปบีบคั้นคนพวกนี้มากนัก ต่างคนต่างอยู่ "อย่างสงบสุข"
ข้าหลวงคนปัจจุบัน กวนชิวอ้าว ได้ยินว่าตอนมารับตำแหน่งพาหารคนเถื่อนไป๋หูจากปาตงและฝูหลิงมาด้วยสองพันคน นี่คือกองกำลังที่เขาไว้ใจได้ที่สุดในเจียวโจวแล้ว ไม่รู้ป่านนี้เหลือรอดกี่คน
โรคภัยไข้เจ็บที่บันทึกใน "โรคประจำถิ่น หมวดเจียวโจว" ยังน้อยเกินไป รออัปเดตเวอร์ชันหน้า น่าจะดีขึ้น
ไม่ว่าจะยังไง ราชวงศ์ต้าเหลียงที่เขาสร้างขึ้น อัตราการตายของบุคลากรในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนน่าจะต่ำกว่าทุกราชวงศ์ที่ผ่านมา ภายใต้เงื่อนไขการแพทย์ที่ล้าหลัง การป้องกันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
"รีบทำให้สวนหนานติ้งเข้าที่เข้าทาง" ส้าวซวินสั่ง "ข้ารอน้ำตาลอ้อยเรือแรกจากเจ้าอยู่นะ"
"รับด้วยเกล้า" สองลุงหลานรับคำพร้อมกัน
หลังจากไช่เฉิงและไช่ควงกลับไป ส้าวซวินนั่งอยู่ลำพังในตำหนักอันว่างเปล่า มองดูท้องฟ้าข้างนอกที่ค่อยๆ มืดลง
ทางตะวันออกเฉียงเหนือจัดการไปพอสมควรแล้ว การตีมู่หยงเซียนเป่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ตอนนี้ใจเขาไปจดจ่ออยู่กับวิธีบริหารจัดการห้าเมืองในผิงโจวมากกว่า
ทางเจียวโจวก็วางโซ่คล้องไว้เส้นหนึ่ง ดึงดินแดนชายขอบนี้ให้ผูกพันกับแผ่นดินแม่มากขึ้นอีกหน่อย
ต่อไปก็ต้องให้เวลาทำหน้าที่เป็นเพื่อน
การวางยุทธศาสตร์ ก็เหมือนพืชงอกงาม แทงยอด เติบโต จนออกดอกออกผล ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ
ในกระบวนการนี้อาจเจอภัยแล้ง น้ำท่วม หิมะตก ต้องอาศัยคนคอยดูแลเอาใจใส่
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ในตำหนักมืดสลัว
ครึ่งหน้าของส้าวซวินจมอยู่ในเงามืด
ถงเชียนจินอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าเข้ามาดูที่ประตูตำหนัก ทำไมฝ่าบาทเงียบไปนานจัง
ส้าวซวินหัวเราะเบาๆ สะบัดแขนเสื้อลุกขึ้น ตะโกนว่า "ไป ไปเที่ยวบ้านท่านอัครเสนาบดีกัน"
จวนสกุลหวังยามค่ำคืนเงียบเหงามาก
การมาถึงของส้าวซวิน ช่วยเพิ่มสีสันให้ที่นี่ได้บ้าง
ในห้องหนังสือ ชาเมิ่งติ่งต้มเดือด กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
หวังเหยี่ยนจิบคำหนึ่ง ชมเปาะ "ชาดี"
ส้าวซวินนิ่งคิดครู่หนึ่ง กล่าวว่า "อี้ฝู่ หลายปีมานี้ลำบากท่านแล้ว"
หวังเหยี่ยนชะงัก "นี่เป็นหน้าที่ของกระหม่อม ไฉนฝ่าบาทตรัสเช่นนี้"
"ท่านไม่ต้องพูดมากหรอก" ส้าวซวินถอนใจ เอามือกุมมือหวังเหยี่ยนเบาๆ "สมัยข้าเป็นเฉินกง เหลียงกง ออกรบภายนอก ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการ ดูแลลั่วหยาง ถ้าไม่มีท่าน เรื่องราวต่างๆ คงไม่ง่ายดายขนาดนี้"
หวังเหยี่ยนเงียบ
ในช่วงแรก เขาและฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นพันธมิตรกันจริงๆ เพียงแต่คนหนึ่งเป็นนาย คนหนึ่งเป็นบ่าว
ไม่มีเขา ฮ่องเต้คงทำสงครามได้ไม่มากขนาดนั้น และแนวหลังก็คงไม่มั่นคงขนาดนี้
นี่คือความจริง
"ข้าโลภมากไปหน่อย..." ส้าวซวินยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำ
หวังเหยี่ยนรอฟังเขาพูดต่อเงียบๆ
"ข้าอยากกำที่ดินไว้ในมือให้มากที่สุด แม้ชั่วคราวจะยังไม่มีปัญญาควบคุม" ส้าวซวินกล่าว "อย่างเช่นเหลียวตง"
หวังเหยี่ยนเข้าใจทันที
เหลียวตงที่ฝ่าบาทพูดถึง ไม่ใช่แค่เมืองเหลียวตง แต่หมายถึงดินแดนเหลียวทั้งหมด
ถ้าจะบอกว่าปลายฮั่นและต้นว่ย เมืองต่างๆ ในผิงโจวอยู่กึ่งกลางระหว่างการควบคุมและการปล่อยปละ ผ่านไปเกือบร้อยปี ผิงโจวหลุดการควบคุมไปหมดแล้ว แม้แต่การปล่อยปละยังเรียกไม่ได้เต็มปาก
ราชวงศ์ต้าเหลียงอยากจะปกครอง ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันสองวัน อย่างมากก็ควบคุมได้จริงแค่ส่วนน้อย
ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า แค่ฟื้นฟูการควบคุมเมืองหลิิวเฉิงได้จริงก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ที่อื่นเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและหัวหน้าเผ่า พวกเขายอมรับกระดาษแผ่นเดียวที่ราชสำนักให้ ก็เรียกว่าอยู่ในอาณัติ วันไหนไม่ยอมรับก็แยกตัวเป็นอิสระ
ช่วงต้นราชวงศ์ การเมืองค่อนข้างใสสะอาด การทหารเข้มแข็ง ชนเผ่าพวกนี้คงไม่กล้าแยกตัว แต่พอนานไปก็พูดยาก
ฝ่าบาทมาพูดกับเขาแบบนี้...
หวังเหยี่ยนมองส้าวซวิน ในใจเกิดความเข้าใจบางอย่าง แต่พร้อมกับความเข้าใจนั้น ก้นบึ้งหัวใจก็ผุดความโกรธ ความเสียใจ และความน้อยใจขึ้นมา
"อี้ฝู่ สกุลหวังแห่งหลางหยาเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ สืบทอดวัฒนธรรมมายาวนาน หากไปสั่งสอนกล่อมเกลาพวกคนเถื่อน ย่อมได้ผลดีเยี่ยมแน่นอน" ส้าวซวินกล่าว
หวังเหยี่ยนเงียบ
"อี้ฝู่ ข้าติดค้างท่าน ติดค้างจิ่งเฟิง และติดค้าง... หูโถว" ส้าวซวินพูดเสียงเบา "วันนี้ที่นี่ไม่มีคนนอก พูดจากใจจริงทั้งนั้น"
เนิ่นนานผ่านไป หวังเหยี่ยนถอนหายใจยาว "ฝ่าบาทประสงค์จะทำอย่างไร"
"เหลียวตงยังมีลูกหลานชาวจีนหลงเหลืออยู่ สร้างป้อมค่ายป้องกันตัวเอง ตามชนบทเต็มไปด้วยชาวเซียนเป่ย ชาวฮุ่ยโม่ ที่นิยมความรุนแรงและป่าเถื่อน หากมีลูกหลานผู้ดีมีตระกูลไปตั้งรกราก ย่อมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนได้มาก" ส้าวซวินกล่าว
หวังเหยี่ยนยิ้มขื่น "สกุลหวังแห่งหลางหยาถูกเนรเทศไปตะวันตกเฉียงเหนือไม่พอ ยังต้องถูกเนรเทศไปตะวันออกเฉียงเหนืออีกหรือ"
ส้าวซวินได้ยินก็หน้าเจื่อน รีบพูดทันที "ในเปี้ยนเหลียงยังมีลูกหลานสกุลหวังแห่งหลางหยาอีกเยอะ ข้าจะออกราชโองการนิรโทษกรรมให้"
"ฝ่าบาทตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้ว?" หวังเหยี่ยนถาม
"แน่วแน่แล้ว" ส้าวซวินตอบ แล้วเสริมว่า "หูโถวคือลูกรักของข้า ข้าไม่มีวันปล่อยให้เขาลำบากแน่"
หวังเหยี่ยนไม่พูดอะไร
ถ้ารักลูกจริง ก็ไม่ควรส่งไปในที่นกไม่ขี้แบบนั้น
อ๋องเหลียงเฉิง อ๋องอู่หยวน อ๋องอวี่หยาง เป็นลูกรักไหม? ถ้ารักจริงก็ควรให้อยู่ลั่วหยาง ไม่ใช่ส่งไปชายแดน เฝ้าประเทศ ดีไม่ดีอาจโดนคนเถื่อนบุกตีแตกพ่าย
อีกอย่าง คนเราชอบอยู่ในที่เจริญ
สมัยซือหม่าเหยียนให้ลูกชายไปกินเมือง แต่ละคนร้องห่มร้องไห้ งัดสารพัดวิธีไม่อยากไปจากเมืองหลวง ชีวิตในหัวเมืองกับในลั่วหยาง ราวกับฟ้ากับเหว เทียบกันไม่ได้เลย
"ช่างเถอะ" หวังเหยี่ยนหมดอาลัยตายอยาก
ใบหน้าที่แก่ชราอยู่แล้วยิ่งดูทรุดโทรมลงในพริบตา ราวกับความหวังทั้งหมดพังทลาย จิตวิญญาณทั้งมวลเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว
ส้าวซวินเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ พอนึกถึงสองพี่น้องหวังจิ่งเฟิง หวังฮุ่ยเฟิง และความรักความผูกพันพ่อลูกระหว่างเขากับหูโถว ก็ได้แต่ถอนใจยาว
กับคนนอกเขาใจดำได้ แต่กับลูกเมีย เขาทำไม่ลง
เขาค่อยๆ ลุกขึ้น เดินออกจากห้องหนังสือ
ทิ้งหวังเหยี่ยนนั่งนิ่งอยู่ข้างใน ราวกับรูปปั้น
[จบแล้ว]