- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 1131 - จิ้งจอกเฒ่าแห่งเผ่าเชียง
บทที่ 1131 - จิ้งจอกเฒ่าแห่งเผ่าเชียง
บทที่ 1131 - จิ้งจอกเฒ่าแห่งเผ่าเชียง
บทที่ 1131 - จิ้งจอกเฒ่าแห่งเผ่าเชียง
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง กองไฟถูกจุดขึ้นทีละกอง กลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยมาตามสายลมยามค่ำคืน อบอวลอยู่นานไม่จางหาย
หลังจากหยวนตานกลับมาจากปลดทุกข์ เขาก็ยังไม่รีบร้อนกลับเข้าที่นั่ง แต่ยืนสังเกตการณ์เดินดูรอบๆ อยู่ตรงนั้น
ยางสนในกระถางไฟกำลังลุกโชน ชายฉกรรจ์ชาวเชียงสิบสองคนสยายผมสวมหน้ากากภูตผี ส่งเสียงหวีดร้องยาวนานไม่ขาดสาย
นักบวชเริ่มสั่นกระดิ่งทองแดงในมือ
เหล่าชายฉกรรจ์ชาวเชียงตะโกนก้องพร้อมกัน ก้าวย่างด้วยจังหวะที่พร้อมเพรียงและเปี่ยมด้วยพลัง ก่อนจะเริ่มร่ายรำบนผืนหญ้า
ในระบบดนตรีและนาฏศิลป์ของราชวงศ์ใหม่ การร่ายรำแบ่งออกเป็น "ระบำเจี้ยนอู่" หรือระบำแบบเข้มแข็ง และ "ระบำโหรวอู่" หรือระบำแบบอ่อนช้อย ซึ่งสิ่งที่ชายร่างยักษ์เหล่านี้กำลังแสดงย่อมเป็นระบำเจี้ยนอู่
พวกเขาสวมเกราะหนังจามรี มือหนึ่งถือดาบสั้น อีกมือถือโล่ ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่งเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความแข็งแกร่งและซื่อตรงแบบลูกผู้ชาย
ยามแสงไฟสาดส่องลงบนหน้ากากของพวกเขา มันให้ความรู้สึกดูลึกลับน่าค้นหา
หยวนตานกอดดอกยืนอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้สนใจการเต้นรำที่ "เต็มไปด้วยอารมณ์แต่ไร้เทคนิค" เหล่านี้เท่าไรนัก สายตาของเขากวาดมองไปทั่วฝูงชนเพื่อค้นหาคน
ไม่นานเขาก็พบฉินอ๋อง
เหยาอี้จ้งเจ้าเมืองหนานอันและผางเฉิงผู้อาวุโสจากตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น นั่งขนาบซ้ายขวาอยู่ถัดลงมา ว่ากันว่าผางเฉิงเป็นทายาทของบังเต๊ก ซึ่งตระกูลนี้เป็นตระกูลนักรบที่ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น ไม่เคยอยู่อย่างสงบสุขมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น
หยวนตานเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป
ฉินอ๋องเปลี่ยนชุดลำลองแบบทหารอีกชุดหนึ่ง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม คอยสนทนากับเหยาอี้จ้งและผางเฉิงเป็นระยะ
ไม่รู้ทำไม หยวนตานรู้สึกว่าฉินอ๋องเปลี่ยนไปนิดหน่อย
ก่อนอายุสิบห้าปี ท่านอ๋องถ้าไม่เรียนหนังสือในวังก็ฝึกวิรยุทธ์ หลังสถาปนาราชวงศ์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นฉินอ๋อง มีขุนนางในสังกัดเป็นของตนเอง จนถึงตอนนี้ชีวิตของท่านราบรื่นมาตลอด ฐานะบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกดึงดูดให้ผู้คนเข้าหาโดยธรรมชาติ ปัญญาชนที่แอบมาขอเข้าพบมีไม่รู้กี่มากน้อย หากไม่ใช่ปัญญาชนก็ไม่มีสิทธิ์ได้พบฉินอ๋อง เพราะจะถูกคนข้างล่างกันไว้หมด
พูดตามตรง ในแง่ประสบการณ์ชีวิต ท่านสู้ฉีอ๋องและฉู่อ๋องไม่ได้
สองท่านนั้นอายุมากกว่า มีโอกาสติดตามโอรสสวรรค์มากกว่า หรือถึงขั้นเคยออกศึกด้วยกัน โดยเฉพาะตอนบุกยึดผิงหยาง พวกเขาตามเสด็จออกจากจิ้นหยาง ได้รับการสั่งสอนมาตลอดทาง
ต่อมาตอนทำลายราชวงศ์ฮั่นของตระกูลหลิว ก็รับหน้าที่ดูแลเสบียง หากวัดกันที่ความสามารถ ฉีอ๋องและฉู่อ๋องเก่งกว่าฉินอ๋องในตอนนี้มาก สาเหตุหลักคือพวกเขาอายุมากกว่าเก้าปีและเจ็ดปีตามลำดับ
ความได้เปรียบด้านอายุนำมาซึ่งความได้เปรียบด้านประสบการณ์และความคิดอ่าน โอรสสวรรค์ทรงเห็นจุดนี้ ดังนั้นเมื่อพระโอรสแต่ละองค์อายุสิบห้าสิบหกปี จะต้องให้ออกมาทำงานเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์อย่างละเอียด
การเสด็จประพาสตะวันตกเพื่อตรวจตราคลังเสบียงและคลังอาวุธในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของฉินอ๋องค่อนข้างมาก หยวนตานติดตามอยู่ข้างกายฉินอ๋องมาตลอดจึงรู้เรื่องนี้ดี
พูดง่ายๆ คือฉินอ๋องได้เห็นโลกใบใหม่
บางทีการอ่านหนังสืออาจทำให้รู้เรื่องเหล่านี้ แต่การนั่งอ่านตัวอักษรแห้งๆ ในจวนอ๋อง กับการได้สัมผัสขนบธรรมเนียมด้วยตัวเอง ได้เจอผู้คนที่มีชีวิตจิตใจ ได้เห็นเรื่องราวต่างๆ มันจะเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร
หยวนตานรู้สึกว่าฉินอ๋องเริ่มหลุดเหนือการควบคุมนิดๆ...
"กริ๊ง... กริ๊ง..." เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกระลอก
หยวนตานได้สติกลับมา เห็นนักเต้นรำชายชุดเมื่อครู่ถอยออกไปแล้ว แทนที่ด้วยเด็กสาวกว่าสิบคน
เด็กสาววัยแรกแย้ม อายุเพียงสิบสามสิบสี่ปี แต่น่ารักสดใสและรู้จักโปรยเสน่ห์ใส่บุรุษผู้มีอำนาจแล้ว
ครู่ต่อมา พวกนางถือห่วงที่ถักจากเถาวัลย์ เท้าเปล่าเปลือยเปล่า หมุนตัวผ่านหน้าฉินอ๋องทีละคน สายตาแพรวพราวเปี่ยมเสน่ห์โดยธรรมชาติ ผสานกับเสียงกระดิ่งที่ข้อเท้า ช่างมีรสชาติเย้ายวนใจไปอีกแบบ
หลังจากเหล่าเด็กสาววนกลับไป หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามา กระโปรงยาวสีหิมะพลิ้วไหวในสายลมยามค่ำคืน ราวกับดอกบัวที่เบ่งบานบนธารน้ำแข็ง
หน้าผากของนางติดเครื่องประดับเงิน ส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์ ปลายผมประดับด้วยอัญมณีสีเขียว ราวกับสมบัติล้ำค่าที่งดงามลึกลับท่ามกลางแสงไฟ
เด็กสาวสิบหกคนถอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ เปิดพื้นที่ที่สว่างไสวและโดดเด่นที่สุดในยามค่ำคืนให้นาง แล้วเปลี่ยนไปร้องเพลงพื้นบ้านโบราณของชาวเชียงแทน
หญิงสาวผู้นั้นจดจ่ออยู่กับการร่ายรำโดยไม่วอกแวก
ยามชายกระโปรงหมุนวน ช่างเหมือนฟองคลื่นที่ซัดสาดในแม่น้ำน้ำแข็ง
ยามกระโดดโลดเต้น ราวกับกวางขาวที่วิ่งเล่นในป่าใหญ่
ส้าวจิ่นวางชามเหล้าลงแล้ว
มาตรฐานสายตาเขาไม่ต่ำ เขาเคยชมการร่ายรำมาไม่น้อย แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นอีกสไตล์หนึ่งที่เขาไม่เคยเห็น
ประเด็นคือนางหน้าตางดงามมาก แถมยังมีกลิ่นอายความป่าเถื่อนในตัว ยามหมุนตัวกลับมาสบตา สายตาที่มองเขาแฝงด้วยการสำรวจ ความสงสัย หรือกระทั่ง... ดูแคลน?
ความสนใจของส้าวจิ่นถูกกระตุ้นขึ้นมาบ้างแล้ว
แน่นอนว่าเขาจะไม่แสดงออกชัดเจน แม้จะอายุสิบห้าแล้ว แต่ไม้เรียวของเสด็จแม่เวลาฟาดลงมาก็ไม่เคยมีความลังเลแม้แต่น้อย
แต่เหยาอี้จ้งคือใคร ส้าวจิ่นคิดว่าเก็บอาการได้ดีแล้ว แต่ในสายตาจิ้งจอกเฒ่ากลับเต็มไปด้วยช่องโหว่
เขาขยับเข้าไปใกล้หูส้าวจิ่นแล้วกระซิบว่า "คนนำเต้นคือลูกสาวข้า อายุเท่ากับท่านอ๋อง แม่ของนาง... อืม จำไม่ได้ว่าเป็นคนไหน แต่ก็เก่งเรื่องดนตรีและร่ายรำเหมือนกัน นางเคยเรียนหนังสือ แต่งกลอนเป็น รู้ธรรมเนียมพิธีการ ถ้าชอบก็พาตัวกลับไปถือเป็นวาสนาของนาง"
ส้าวจิ่นรีบนั่งตัวตรง ส่ายหน้ายิ้มๆ "ข้ามาตรวจคลังเสบียงคลังอาวุธ ท่านเจ้าเมืองเมาแล้ว"
"เฮ้อ" เหยาอี้จ้งถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ลูกคนนี้ไม่รู้ถูกกี่คนหมายตาไว้แล้ว หากท่านอ๋องไม่รับไว้ ไม่ช้าก็เร็วคงต้องแต่งให้พวกคนหยาบช้าพวกนั้น พวกมันไม่เข้าใจความสุนทรีย์ ลูกสาวข้าคงต้องนอนร้องไห้ทุกคืนเป็นแน่"
พอส้าวจิ่นได้ยินว่าจะต้องแต่งไปให้พวกหัวหน้าเผ่าเล็กๆ หรือตระกูลภูธรชายแดน ในใจก็กระตุกวูบ รู้สึกเสียดายขึ้นมา
แต่เขายังคงนิ่งเฉย เพียงแค่หยอกเย้ากลับไปว่า "สรุปแล้วท่านเจ้าเมืองมีลูกชายลูกสาวกี่คนกันแน่"
"ลืมแล้ว" เหยาอี้จ้งหัวเราะร่า
หากคุณล้อเลียนใครสักคนว่าจำไม่ได้ว่าแม่ของลูกคนไหนเป็นคนไหน หรือมีลูกกี่คน เขาอาจจะโกรธ แต่สำหรับเฒ่าเชียงผู้นี้ นอกจากจะไม่โกรธแล้วยังภูมิใจอีกต่างหาก
ปีนี้เฒ่าเชียงอายุห้าสิบสอง มีลูกชายกว่าสามสิบคน ลูกสาวสี่สิบคน และตัวเลขยังเปลี่ยนแปลงทุกปี โดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การจำไม่ได้จึงเป็นเรื่องปกติมาก
ผู้นำการร่ายรำตรงหน้านี้น่าจะเป็นคนที่สวยที่สุดในบรรดาลูกสาวสี่สิบคนของเหยาอี้จ้ง วันนี้เลยกะจะขายให้ได้ราคาดี
ส่วนเรื่องผูกสัมพันธ์กับองค์ชาย อะไรนั่นเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว
สำหรับขุนนางในราชสำนักอาจเป็นเรื่องต้องห้าม แต่สำหรับเฒ่าเชียงแซ่เหยาที่สามารถระดมพลได้หลายหมื่นและมีทหารม้าฝีมือดีแปดพันนาย เขาไม่ค่อยสนหรอก
นี่เรียกว่าคุณค่าในการดึงมาเป็นพวก เหยาอี้จ้งไม่รู้จักคำศัพท์นี้ แต่เขาเข้าใจหลักการ
อีกทั้งในฐานะกลุ่มอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ชาวเชียง หลังจากตระกูลฝูหงถูกย้ายออกไปและหยางหนานตี๋หนีไป เฒ่าเชียงก็มีอิทธิพลมหาศาลในกลุ่มชาวตีและชาวเชียง สามารถปลุกระดมผู้คนได้จำนวนมาก
คนอวดดีอย่างจินเจิ้ง ยังไม่กล้าดูหมิ่นเหยาอี้จ้ง นี่ก็เห็นได้ชัดแล้ว
ระหว่างที่คุยกัน หญิงสาวผู้นำเต้นก็มาถึงหน้าโต๊ะ พอจบจังหวะสุดท้าย นางก็เอนกายหงายหลังลง เส้นผมยาวสลวยดั่งไม้จันทน์ดำห้อยลงมาห่างจากโต๊ะของส้าวจิ่นเพียงคืบเดียว
ลมค่ำพัดแผ่ว เส้นผมไหวระริก ก่อให้เกิดระลอกคลื่นในใจคน
ส้าวจิ่นยกชามเหล้าขึ้นจิบเบาๆ
เหยาอี้จ้งส่งสายตา พอหญิงสาวลุกขึ้น เขาก็ดึงนางมาแล้วยัดใส่อ้อมกอดส้าวจิ่นทันที พร้อมหัวเราะร่า "ถ้าท่านอ๋องชอบ คืนนี้ก็สานสัมพันธ์ได้เลย วันหน้าค่อยมอบตำแหน่งฮูหยินให้ก็ได้"
สาวงามกลิ่นกายหอมกรุ่นอยู่ในอ้อมกอด ส้าวจิ่นตัวแข็งทื่อ
ใบหน้าของสาวงามซุกอยู่ที่อกเขา แทบจะถูกเส้นผมบดบังจนมิด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด เห็นได้ชัดว่านางเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน
"ดี!" เหล่าหัวหน้าเผ่าชาวเชียงรอบๆ ต่างส่งเสียงเชียร์ ส่วนลูกหลานหนุ่มๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างทำหน้าบอกบุญไม่รับ แววตาซับซ้อนยิ่งนัก
"ท่านเหยาบารมีสะเทือนแดนหล่งซี ตระกูลใหญ่ผู้กล้าในหกเมืองอย่างหนานอัน เลวี่ยหยาง เทียนสุ่ย อู่ตู อินผิง และหล่งซี ใครบ้างจะไม่รู้จักชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของท่านเหยา" ผางเฉิงกล่าวเสริมอยู่ข้างๆ "หากหลานสาวได้ที่พึ่งพิงที่ดี หกเมืองย่อมภักดีแน่แท้"
ส้าวจิ่นทำตัวไม่ถูก
ชั่วพริบตาเดียว เขาคิดถึงข้อห้ามทางการเมืองต่างๆ ที่ขุนนางในจวนอ๋องพร่ำสอนมาตลอด แล้วก็คิดถึงสายตาผิดหวังของเสด็จแม่ รวมถึงไม้เรียว "อาวุธร้าย" ที่แทบจะสลักอยู่ในจิตวิญญาณ ในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด
ใบหน้าของเหยาอี้จ้งค่อยๆ บึ้งตึงลง เขาแค่นเสียงฮึในลำคอแต่ไม่ได้พูดอะไร
สีหน้าของพวกหัวหน้าเผ่ารอบๆ ก็เริ่มเย็นชาลงเช่นกัน ราวกับรู้สึกว่าถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง
ส่วนสีหน้าของผางเฉิงตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ส่งสัญญาณให้ส้าวจิ่นถี่ยิบ ราวกับว่าวินาทีถัดไปชาวตีและชาวเชียงทั้งหกเมืองจะลุกฮือขึ้นก่อกบฏ ทำลายแผนการใหญ่ของโอรสสวรรค์
ส้าวจิ่นอ่านสายตาเขาออก แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าเพิ่งออกเผชิญโลก ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ สมองหมุนจี๋แต่เดี๋ยวก็กังวลเรื่องนั้น เดี๋ยวก็ห่วงเรื่องนี้ ตัดสินใจไม่ได้สักที
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น จั่วฉางซื่อหยวนตานเบียดฝูงชนเข้ามา ยิ้มแล้วกล่าวว่า "เรื่องนี้..."
ใครจะคิดว่าในจังหวะนั้น ส้าวจิ่นสูดหายใจลึก ยกมือห้ามคำพูดต่อไปของหยวนตาน แล้วเชยคางสาวงามในอ้อมกอดขึ้นเบาๆ ถามว่า "แม่นางมีนามว่าอะไร"
"ฉยงเซวียน" นางแซ่เหยาตอบเสียงเบา
"รินเหล้าให้ข้า" ส้าวจิ่นประคองนางขึ้นแล้วกล่าว
นางแซ่เหยาตอบรับคำหนึ่ง ใบหน้าแดงระเรื่อนั่งลงข้างๆ แล้วเริ่มรินเหล้า
เหยาอี้จ้งและผางเฉิงสบตากันแวบหนึ่ง แล้วรีบเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
หยวนตานถอนหายใจโล่งอก ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือคลี่คลายสถานการณ์ รับปากหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง
อีกอย่างเขาสงสัยอย่างยิ่งว่าเหยาอี้จ้งจงใจจัดฉากนี้ขึ้นมา
ส้าวจิ่นเป็นบุตรชายคนโตสายตรง มีความได้เปรียบโดยธรรมชาติที่จะสืบทอดตำแหน่งใหญ่ ชื่อรัฐของเขาคือฉิน กินเมืองศักดินาที่ฝูเฟิง ในจวนอ๋องก็มีปัญญาชนชาวกวนซีอยู่ไม่น้อย การดึงดูดให้เหยาอี้จ้งลงทุนลงแรงจึงเป็นเรื่องปกติมาก
แถมเจ้านี่ยังชอบแกล้งทำเป็นคนป่าเถื่อนซื่อบื้อ แต่ความจริงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
ทว่าเฒ่าเชียงก็คือเฒ่าเชียง วิธีการยังต่างจากปัญญาชนชาวฮั่นอยู่บ้าง ดูหยาบกระด้างไปหน่อยและอาจมีปัญหาตามมาในภายหลัง แม้ว่าในสายตาเจ้าถิ่นอย่างเฒ่าเชียงอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
คิดจบ หยวนตานก็แอบมองฉินอ๋อง
เมื่อครู่ในชั่วพริบตา ฉินอ๋องถูกต้อนจนมุม ในที่สุดก็เกิดไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้
เรื่องแบบนี้ในสายตาคนอายุสามสี่สิบอาจมีวิธีจัดการมากมาย แต่ฉินอ๋องเพิ่งสิบห้า ประสบการณ์น้อยนิด แถมยังโดนโจมตีทีเผลอ ไม่มีการเตรียมใจมาก่อน แก้ปัญหาอย่างฉุกละหุกได้ขนาดนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว อย่างน้อยก็เอาตัวรอดไปได้ก่อน
ตอนนั้นเอง หยวนตานก็นึกถึงโอรสสวรรค์ขึ้นมา
สมกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ!
โอรสสวรรค์อาศัยการแต่งตั้งอวี้ฮองเฮาทำให้ตระกูลใหญ่ในอวี้ซีสวามิภักดิ์ ส่งผลให้มีแนวหลังที่มั่นคง ไม่ขาดแคลนเงินทองเสบียงและกำลังคน
หากฉินอ๋องดึงเหยาอี้จ้งมาเป็นพวกได้จริงๆ... จะว่าไป ฐานะทางบ้านของเฒ่าเชียงก็มั่งคั่งมาก ทหารของเขาก็รบรามาตลอดไม่ใช่พวกกระจอก นอกจากจะคุมหนานอันได้แล้ว ยังมีอิทธิพลต่อเมืองรอบข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มชาวตีชาวเชียงและตระกูลใหญ่ชาวฮั่นที่สนิทสนมกัน
ตอนนี้ความกังวลใหญ่ที่สุดคือฝ่าบาทจะมองเรื่องนี้อย่างไร ขอให้เหยาอี้จ้งอย่าอวดฉลาดจนทำร้ายฉินอ๋องก็พอ
ทางด้านโน้น ส้าวจิ่นพูดคุยหัวเราะกับนางแซ่เหยาและเหยาอี้จ้ง บรรยากาศกลับมาครึกครื้นกลมเกลียวอีกครั้ง ราวกับว่าใบหน้าที่บึ้งตึงของเหยาอี้จ้งและสายตาอันตรายของเหล่าหัวหน้าเผ่าเมื่อครู่เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง
ไอ้พวกเวรตะไล ไม่มีใครน่าไว้ใจสักคน! หยวนตานลอบถอนหายใจ
[จบแล้ว]