- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 941 - ความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
บทที่ 941 - ความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
บทที่ 941 - ความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
บทที่ 941 - ความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
สองวันสุดท้ายของเดือนแปด ผู้คนและกองทัพที่ถูกสั่งสลายตัวกลับบ้านเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ละเผ่าล้วนได้รับรางวัล เฉลี่ยคนละผ้าไหมสองพับ จำนวนคนเยอะจนน่าสงสัยว่าพวกนี้มาหลอกเอารางวัลหรือเปล่า
แต่นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย
ส้าวซวินขาดแคลนอาหาร ไม่ใช่ผ้าไหม ของแค่นี้ยังพอจ่ายไหว
ไท่เป่าพันเทาใช้เวลาสิบวันกว่าจะกลับถึงเมืองผิงหยาง
ก่อนเข้าเมือง เห็นขบวนรถม้าจำนวนมากกำลังออกจากคลังหลวง มุ่งหน้าลงใต้
สอบถามนิดหน่อยก็ได้ความว่าเป็นคำสั่งของเหลียงอ๋อง ให้ลูกชายคนโตคำนวณและคุมเสบียงไปส่งที่ฉางอัน ให้ลูกชายคนรองคำนวณและคุมเสบียงไปส่งที่ผิงเฉิง
ลูกชายคนที่สาม ส้าวซวี่ วัยสิบห้าปี งานเบาสุด เดินทางไปเปี้ยนเหลียง คุมเสบียงไปส่งที่ลั่วหยาง
พันเทาพยักหน้าเงียบๆ
อย่างที่เขาว่า กองทัพยังไม่ทันขยับ เสบียงต้องไปก่อน คำนวณเสบียงและยุทโธปกรณ์ที่กองทัพต้องการไม่ได้ ก็ไม่ใช่แม่ทัพที่ผ่านเกณฑ์
นี่เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด และก็สำคัญที่สุด ทำขั้นตอนนี้ให้สำเร็จ ถึงจะไปคุยเรื่องอื่นได้
ในทุ่งนารอบเมืองผิงหยาง บางแห่งเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว บางแห่งยังมีธัญพืชพวกข้าวฟ่าง ถั่ว เหลืองอร่ามรอการเก็บเกี่ยวในปลายเดือนเก้า
แต่ถ้ามองดีๆ จะเห็นที่นาจำนวนไม่น้อยมีหญ้าขึ้นรก
นี่คือผลพวงจากการเกณฑ์คนไปรบ ช่วยไม่ได้ บางทีที่นาบางแปลงอาจจะรกร้างตลอดไป เพราะเจ้าของไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว
พันเทาให้คนอื่นกลับเข้าเมืองไปก่อน ตัวเขาพาผู้ติดตามไม่กี่คน เดินดูรอบๆ หมู่บ้าน
คนแก่กำลังลอกคูคลอง เก็บกิ่งไม้ใบไม้แห้ง เตรียมพื้นฐานสำหรับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ร่วงหรือปีหน้า
ผู้หญิงนั่งอยู่หน้าบ้าน อาศัยแสงอาทิตย์ยามเย็นตัดเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้า
เด็กๆ ต้อนแกะกลับบ้าน วิ่งเล่นหยอกล้อกันตามประสา เสียงหัวเราะดังมาแต่ไกล
"ชายฉกรรจ์อายุสิบห้าปีขึ้นไปในกวนจงถูกเกณฑ์ไปหมด แม้แต่ไร่นาก็ดูแลไม่ไหว ผิงหยางแม้จะถูกเกณฑ์ไปเยอะ แต่ก็ยังดีกว่ามาก" พันเทายืนอยู่กลางหมู่บ้าน ถอนหายใจด้วยความปลง
หลานชายเขียนจดหมายมาจากสิงหยาง บอกว่าปีนี้รบกันทั้งปี ชายฉกรรจ์ที่ส่งออกไปยังไม่ได้กลับมา จนคนในคฤหาสน์ต้องระดมคนที่เหลือ ทั้งคนแก่ ผู้หญิงที่แข็งแรง มาช่วยกันเร่งเก็บเกี่ยวเร่งปลูก บ่นกันระงม
นี่คงเป็นข้อดีข้อหนึ่งของระบบคฤหาสน์ (จวงหยวน)
ชาวนาในสังกัดคนไหนออกรบ เจ้าของคฤหาสน์จะจัดคนมาช่วยเก็บเกี่ยว เพราะในทางทฤษฎี ชาวนาทุกคนคือทรัพย์สินของเจ้าของคฤหาสน์
แต่เกษตรกรรายย่อยในหมู่บ้านไม่มีข้อดีตรงนี้ พวกเขาก็มีการช่วยเหลือกันบ้าง แต่เทียบกับคฤหาสน์แล้วน้อยกว่ามาก เพราะไม่มีใครมาออกคำสั่งบังคับ
"ยังดีที่แผ่นดินจะสงบสุขแล้ว" อินเซี่ยน ซือนงชิง (เจ้ากรมการเกษตร) ที่กลับมาพร้อมพันเทา ยิ้มกล่าว
"เรื่องปราบปรามความวุ่นวาย กอบกู้วิกฤต ตระกูลซือมาไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด" พันเทาทำหน้านิ่ง "ไม่นึกเลยว่าก่อนลงโลง จะได้เห็นราชวงศ์ซือมาล่มสลาย"
อินเซี่ยนพูดไม่ออก
แม้ว่าตอนนี้ทุกคนจะพูดเรื่องเปลี่ยนราชวงศ์กันอย่างเปิดเผยแล้ว แต่ท่านพูดแบบนี้มันจะไม่แรงไปหน่อยเหรอ?
แต่เขาก็เข้าใจ
ตระกูลพันแห่งสิงหยางเคยถูกราชสำนักประหารล้างโคตรสามชั่วโคตรมาแล้ว
ในอดีต พันเยว่ถูกซุนซิ่วฆ่า ตายพร้อมแม่แก่ น้องชาย พันซื่อ (ซื่ออวี้สื่อ) พันเป้า (นายอำเภอเยี่ยน) พันจวี้ (ซือถูหยวน) พันเซิน และลูกหลาน รอดมาแค่พันป๋ออู่ ลูกชายพันซื่อ (ตอนนั้นไม่อยู่บ้าน) และภรรยากับลูกสาวของพันเป้า สองแม่ลูกกอดกันแน่น แยกไม่ออก ฮ่องเต้เลยออกราชโองการละเว้นโทษตาย
ตระกูลพันโดนเข้าไปดอกนี้ อนาคตดับวูบ เหลือแค่พันนี ไท่ฉางชิง (ตายไปแล้ว) กับพันเทาที่เคยทำงานในจวนอ๋องแห่งตงไห่
อินเซี่ยนรู้ว่าพันเทาไม่ชอบตระกูลซือมา และก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำงานให้ซือมาเยว่ (อ๋องแห่งตงไห่) แต่ดูๆ ไปแล้ว เขาไม่ได้ภักดีต่อซือมาเยว่เลย แถมยังเคยยุยงให้แตกคอกับเหลียงอ๋องจนความสัมพันธ์พังทลาย
จากผลลัพธ์ที่เห็น ซือมาเยว่แพ้ยับเยิน อิทธิพลถูกกวาดล้างเกลี้ยง แม้แต่เมียยังต้องตกเป็นเมียแม่ทัพในบ้าน มีลูกด้วยกันตั้งหลายคน
อินเซี่ยนเองก็ระแวงพันเทาอยู่บ้าง แต่เขาสนิทกับท่านสมุหนายก (หวังเหยียน) แม้เขาจะสนิทกับหวังเหยียนด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากทำตัวห่างเหินเกินไป
"หงเฉียว (ชื่อรองอินเซี่ยน) ได้ยินว่าท่านสมุหนายกนอนป่วยมาหลายวันแล้ว?" พันเทาสังเกตสีหน้าอินเซี่ยน ยิ้มบางๆ เปลี่ยนเรื่องคุย
"ตั้งแตาท่านอ๋องปราบเหอหลานอ่ายโถว บีบให้เซียนเปยตะวันตกยอมจำนน อาการก็เริ่มแย่แล้ว" อินเซี่ยนตอบ "แต่ตอนนั้นการรบยังไม่จบ ท่านสมุหนายกยังพอฝืนลุกขึ้นมาทำงานได้บ้าง พอกองทัพล้อมฉางอัน ท่านก็วางใจ ล้มหมอนนอนเสื่อเลย เดี๋ยวนี้เรื่องเล็กๆ ให้แต่ละกรมตัดสินใจกันเอง เรื่องใหญ่ค่อยไปรายงานที่ข้างเตียงท่านสมุหนายก"
พันเทาถอนหายใจ เงยหน้ามองแสงยามเย็นทางทิศตะวันตก สีหน้าดูเศร้าสร้อย
"จื่อเหม่ย (ชื่อรองหวังเหยียน) ชั่วชีวิตนี้ มีทั้งสุขและทุกข์ น่าจะปลงได้แล้วมั้ง?" พันเทาถาม
"ท่านสมุหนายกยังมีห่วง" อินเซี่ยนกระซิบตอบ
"อยากเห็นเหลียงอ๋องขึ้นครองราชย์?" พันเทาถามกลับ
"หยางจง (ชื่อรองพันเทา) รู้อยู่แล้วจะถามทำไม?" อินเซี่ยนยิ้มขื่น
"ไม่ต้องรีบ ใจเย็นๆ" พันเทาแนะนำนานๆ ที "อย่าเห็นว่ามีท่านชายตั้งหลายคน จริงๆ แล้วโอกาสมีไม่มากหรอก"
"อ้าว?" อินเซี่ยนแปลกใจ "ท่านชายจาง ท่านชายกุย เริ่มรับงานใหญ่ ข้าว่าโอกาสสูงนะ"
พันเทายิ้ม "ท่านอ๋องเป็นคนรักเก่า ยิ่งแก่ยิ่งคิดถึงความหลัง คนที่มีโอกาสจริงๆ มีแค่ลูกๆ ที่เกิดจากพระชายาและฮูหยินเผยเท่านั้นแหละ"
อินเซี่ยนยังไม่ค่อยเชื่อ
"ช่างเถอะ ไม่คุยเรื่องนี้" พันเทาตัดบท "ในเมืองผิงหยางสองวันนี้คึกคักน่าดูนะ"
อินเซี่ยนได้รับข่าวเหมือนกัน ก็หัวเราะ "พวกเด็กๆ ก็ร้อนใจ กลัวจะโดนเบียดตกขอบ"
ถึงจะบอกว่าตระกูลขุนนางคงกระพัน ราชวงศ์เปลี่ยนผันดั่งสายน้ำ แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ ตระกูลขุนนางก็มีการผลัดใบในระดับหนึ่ง
บางตระกูลได้เลื่อนชั้นเป็นตระกูลใหญ่ บางตระกูลหายสาบสูญ
บางตระกูลยังเป็นตระกูลขุนนาง แต่สถานะลดฮวบ บางตระกูลเดิมเป็นแค่ตระกูลเล็กๆ กระโดดขึ้นมาเป็นตระกูลชั้นสูง
ความจริง ตระกูลใหญ่ๆ หลายตระกูลเกลียดการเปลี่ยนราชวงศ์แบบนี้มาก
พวกเขาเป็นตระกูลชั้นสูงอยู่แล้ว ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง
แต่พวกตระกูลอวี๋ ตระกูลอิน ตระกูลฉู่ ที่เดิมเป็นตระกูลขนาดกลางและเล็ก กลับผลักดันให้มีการเปลี่ยนราชวงศ์สุดลิ่มทิ่มประตู เพราะพวกเขาได้ประโยชน์มหาศาล
อินเซี่ยนเคยคิดเรื่องนี้
ตระกูลของเขาในเหอหนานไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ถ้าปีนั้นตัดสินใจเด็ดขาด รีบอพยพลงใต้ กลายเป็น "ผู้ข้ามฟากรุ่นแรก" ก็คงมีที่ยืนในเจี้ยนเย่ ถ้าบริหารจัดการดีๆ อาจจะไต่เต้าขึ้นไปได้ การตั้งราชสำนักเจี้ยนเย่ในแง่หนึ่งก็ถือเป็น "การผลัดแผ่นดิน" ใครมาก่อนได้ก่อน มาทีหลังกินฝุ่น แบบนี้ตระกูลกลางๆ ก็มีโอกาสท้าชนตระกูลเก่าแก่ได้
แต่ตระกูลอินลังเล ชักช้า เลยโดนอวี๋เชินดึงตัวไว้ แถมยังส่งลูกสาวเข้าวัง ลูกหลานรับราชการทหารพลเรือนก็เยอะ นอกจากส่วนน้อยที่อพยพไป ที่เหลือก็ลงใต้ไม่ได้แล้ว
แน่นอน ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็น "โชคดีในโชคร้าย"
ตระกูลอวี๋รุ่งเรือง ตระกูลอินก็พลอยรุ่งไปด้วย น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
ตระกูลเก่าแก่ในเหอหนานเริ่มร้อนรน ที่ชัดที่สุดคือตระกูลเปี้ยนแห่งจี้อิน
ได้ยินว่า เปี้ยนตุน จวินจือจี้จิ่ว (หัวหน้าเสนาธิการทหาร) ของจวนแม่ทัพใหญ่ สุขภาพย่ำแย่ อยู่ได้อีกไม่นาน ลูกหลานตระกูลเปี้ยนส่วนใหญ่รับราชการที่เจี้ยนเย่ มากกว่าที่อยู่ทางเหนือเสียอีก ตอนนี้ผลกรรมเริ่มตามทัน
แทงกั๊กน่ะไม่ผิด แต่แทงไม่สมดุล แทงฝั่งเจี้ยนเย่หนักไป ฝั่งทางเหนือเบาไป จะทำยังไงล่ะทีนี้?
ถ้าเปี้ยนตุนตาย ตระกูลเปี้ยนแห่งจี้อินจะเอายังไง? ไม่มีใครรู้ แต่ช่วงนี้เปี้ยนเทามีความคิดและคำพูดอยากรับราชการแล้ว ไม่หมกตัวอยู่แต่ในบ้านจัดการมรดก กินเหล้าเมามายอีกต่อไป
ที่แท้ พอไม่มีพ่อแก่ๆ คอยคุ้มกะลาหัว เขาก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน...
"หงเฉียวไปเดินสายที่แดนไต้และกวนซีมาแล้ว ท่านคิดว่าท่านอ๋องจะใช้คนพวกนั้นไหม?" พันเทานั่งรถคันเดียวกับอินเซี่ยนเข้าเมือง กระซิบถาม
"กำลังจะขอความรู้จากหยางจงพอดี" อินเซี่ยนประสานมือ
"เจ้านี่นะ รู้อยู่เต็มอก ยังจะมาหลอกถามคนแก่" พันเทาหัวเราะลั่น
อินเซี่ยนทำหน้าจำยอม "ข้าแค่รู้สึกว่าด้วยนิสัยท่านอ๋อง ใช้ก็น่าจะใช้แหละ แต่คงไม่ให้ความสำคัญเท่าเมื่อก่อนแล้ว"
พันเทาพยักหน้า "ท่านอ๋องความทะเยอทะยานสูงส่ง ถ้าแค่ยอมเป็นแบบโจเว่ย หรือซือมาจิ้น ก็คงไม่มีปัญหา แต่เขาอยากเป็นฮ่องเต้ที่ปกครองทุกสารทิศอย่างแท้จริง นี่สิยาก การปราบทัวป๋าและถูเก๋อครั้งนี้ ต้องมีชาวฮูเข้ารับราชการจำนวนมาก หรือถึงขั้นยกระดับฐานะตระกูล พวกบัณฑิตยิ่งหางานทำยากเข้าไปใหญ่ เปี้ยนเทาคนนี้แม้จะขี้เกียจไปหน่อย แต่ไม่ได้โง่ คงพอจะเดาอะไรออกบ้างแล้ว"
"เมื่อก่อนแค่นั่งอยู่บ้าน ก็มีคนมาเชิญไปเป็นขุนนาง" อินเซี่ยนยิ้ม "เป็นขุนนางไม่พอใจ ก็แขวนป้ายลาออก พักจนเบื่อ แค่เปรยๆ ว่าอยากทำงาน ก็มีคนมาจ้างทันที ชีวิตดีๆ แบบนั้น ต่อไปคงหาไม่ได้อีกแล้ว"
อินเซี่ยนรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว
ยิ่งไปทัวร์แคว้นไต้ของทัวป๋าและแคว้นฮั่นของตระกูลหลิวมา ยิ่งรู้สึกชัดเจน
ขยายดินแดนกว้างใหญ่ ปกครองชาวฮูมากมายขนาดนี้ ไม่ให้ตำแหน่งที่เหมาะสมกับกำลังของพวกเขา ก็แยกกันอยู่ดีกว่า อย่าไปตีเขาเลย แน่นอนว่าทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะภัยชายแดนไม่มีวันจบสิ้น
ดังนั้น อินเซี่ยนคิดว่าโอกาสของบัณฑิตฮั่นที่จะได้เป็นขุนนางน้อยลง แม้ว่าขุนนางส่วนใหญ่จะยังเป็นบัณฑิตอยู่ก็ตาม
มองในภาพรวมของชนชั้นบัณฑิต เขาเห็นใจคนพวกนั้น
มองในมุมผลประโยชน์ตระกูล เขาขี้เกียจสนใจ
ตระกูลอินเกาะติดตระกูลอวี๋แน่น ลูกหลานไม่ต้องกลัวไม่มีงานทำ จะคิดมากไปทำไม? หรือเจ้าจะล้มล้างการปกครองของเหลียงอ๋องได้?
รถม้าเข้าเมืองผิงหยางทันเวลาก่อนประตูปิดพอดี
เข้าเมืองมาไม่ไกล ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีก็กระโดดขึ้นรถมา เขาคือลูกชายของอินเซี่ยน อินฮ่าว ตำแหน่งจี้ซื่อตู (ผู้ตรวจการบันทึก)
"มีอะไรก็ว่ามา" อินเซี่ยนเหลือบมองลูกชาย
พันเทายิ้มมองดู
"เมื่อวานวันฉลองเก้าคู่ (เทศกาลจงหยาง) หวังอี้ฝู่จัดงานเลี้ยงเสวนาธรรม (ชิงถาน) ที่เขาคูเซ่อ" อินฮ่าวรายงาน "คนไปร่วมงานร้อยกว่าคน ถือเป็นงานชุมนุมใหญ่ที่หาได้ยากในรอบยี่สิบปี"
"คุยเรื่องอะไร?" อินเซี่ยนถาม
"หวังอี้ฝู่ยกบท 'เฟิงซ่านซู' ของซือมาเซียงหรูมาเป็นหัวข้อ ถกเถียงเรื่องการสละราชสมบัติของกษัตริย์ในยุคโบราณ" อินฮ่าวตอบ
อินเซี่ยนและพันเทามองหน้ากัน แล้วหัวเราะพร้อมกัน
หวังอี้ฝู่ทำอย่างอื่นไม่เอาอ่าว แต่เรื่องพวกนี้ถนัดนักแล
"จบหรือยัง?" อินเซี่ยนถามอีก
"ยัง จัดติดต่อกันสามวัน หลายคนพักค้างคืนที่สำนักสงฆ์บนเขาคูเซ่อ ลูกได้ยินว่าพ่อกลับมา เลยรีบกลับมารายงาน"
"พวกที่ไปร่วมงานว่ายังไงบ้าง?"
"ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีใครโง่พูดจาขวางโลกหรอกครับ" อินฮ่าวยิ้ม "เมื่อวานลูกทำงานอยู่ที่ที่ทำการ ไปสายหน่อย จำได้แค่เปี้ยนเทาคนเดียว"
"เขาไม่ได้พูดจาเหลวไหลใช่ไหม?"
"เปล่าครับ" อินฮ่าวส่ายหน้า แล้วทำเสียงล้อเลียน "เปี้ยนเทาค้นข้อมูลเก่าๆ มาอ้างอิง พูดถึงกษัตริย์เจ็ดสิบสองพระองค์ตั้งแต่ยุคโบราณ ร่ายยาวเหยียดหลายพันคำ สุดท้ายได้ข้อสรุปมาข้อหนึ่ง"
"อย่าลีลา" อินเซี่ยนเร่ง
"เปี้ยนเทาเห็นว่า: แผ่นดินเป็นสมบัติส่วนรวม ไม่ใช่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง" อินฮ่าวตอบทันที
เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากในรถม้า
[จบแล้ว]