- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 721 - เคลื่อนย้ายดั่งสายลม
บทที่ 721 - เคลื่อนย้ายดั่งสายลม
บทที่ 721 - เคลื่อนย้ายดั่งสายลม
บทที่ 721 - เคลื่อนย้ายดั่งสายลม
ภายในเมืองจินหยาง ทหารชิงโจวและทหารจี้โจวแบ่งกันยึดครองพื้นที่ ควบคุมเมืองที่ซยงหนูทิ้งไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ได้ยินว่าก่อนหนี หลิวยาเซิงกะจะวางเพลิงเผาเมือง แต่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน อากาศชื้นแฉะ ไฟเลยไม่ค่อยติด พอข้าศึกหนีไป ชาวบ้านที่เหลืออยู่ไม่มากก็ช่วยกันดับไฟ แล้วฝนก็ตกลงมาอีกห่าใหญ่ ช่วยรักษาเมืองหน้าด่านแดนเหนือที่มีความยาวรอบเมืองยี่สิบลี้แห่งนี้ไว้ได้
นอกเมืองจินหยาง รถและม้ายาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา
คนขับรถและคนเลี้ยงม้าพูดสำเนียงเหอเป่ย ตัวเลอะโคลนเหมือนลิง แต่ยังกัดฟันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ขนถ่ายเสบียงลงเก็บเข้าคลัง
เสร็จงานแล้ว บางคนก็รีบกลับไปขนเสบียงรอบต่อไป
บางคนพักสักวันสองวัน แล้วขนเสบียงและอาวุธขึ้นเหนือไปต่อ เพื่อสนับสนุนแม่ทัพหลี่จ้งที่จะไปตีเมืองซินซิง
ไกลออกไปมีเสียง "เคร้งๆ" ดังแว่วมา
ตระกูลใหญ่ในไท่หยวนเกณฑ์ช่างฝีมือจำนวนมากออกมาจากป้อมค่าย ซ่อมแซมรถที่เสียหาย ปะชุนชุดเกราะที่ชำรุด ตีมีดดาบที่บิ่นงอ ทั้งวันทั้งคืน...
ตีนเขาทางทิศตะวันตก หญ้าเขียวขจี วัวแกะเป็นฝูง
สัตว์พาหนะที่ใช้งานหนักเกินไปก็ถูกปล่อยเลี้ยงที่นี่ พักฟื้นสักระยะค่อยกลับไปใช้งานใหม่
ทางภูเขาทุรกันดาร การขนส่งยากลำบาก ไม่เพียงคนงานจะล้มตายบาดเจ็บไม่น้อย สัตว์พาหนะก็มักตกเหวตาย เสียหายหนัก ต้องเติมตลอด รบในปิ้งโจวมานานขนาดนี้ ทุกคนต่างตระหนักลึกซึ้งว่า การรบคือการรบด้วยระบบส่งกำลังบำรุง
อาจเป็นเพราะฝนตกต่อเนื่อง แม่น้ำลำธารน้ำหลากเชี่ยวกราก พัดพาโคลนตม ใบไม้ หรือแม้แต่ซากศพไหลลงมาอย่างรุนแรง ผู้หญิงและเด็กที่เลี้ยงสัตว์ต้องลำบากยากเข็ญ ต้อนสัตว์ส่วนหนึ่งหนีไปบนไหล่เขา หรือที่ที่ห่างจากแม่น้ำ
เริ่มมีคนทำเนยแข็งแล้ว อีกสักพักคงขนย้ายไป
สัตว์ที่ป่วย ตายจากการรบ หรือบาดเจ็บ ถูกฆ่าทิ้งตรงนั้น
หนังถูกฟอกคร่าวๆ เก็บไว้ทำเกราะหนังในอนาคต
เนื้อก็นำไปแปรรูปต่อ สภาพอากาศไม่อำนวยให้ตากแห้ง ก็ต้องรมควัน เนื้อรมควันจะถูกส่งไปเป็นเสบียงแนวหน้าตามกำหนด
เครื่องในต่างๆ ถูกต้มรวมกันในหม้อดินหรือกระทะใบใหญ่ ใต้กำแพงเมืองทิศใต้ หม้อต้มเรียงรายเป็นทิวแถวดูอลังการ นั่นคืออาหารสำหรับทหาร เพื่อเติมพลังให้มีแรงไปฆ่าฟันกันต่อ
ในค่ายใหญ่ทางตะวันออกของจินหยาง กองทหารทยอยเดินทางมาถึงเรื่อยๆ
พวกเขาบ่นด่าถนนหนทางที่เละเทะและอันตราย พลางหาที่ก่อไฟผิงเสื้อผ้าเปียกชื้น
ควันโขมงไปทั่วค่าย เสียงไอโขลกเขลกดังระงม ฟืนเปียกๆ ทำให้คนหงุดหงิดจนอยากจะด่าแม่
ไกลออกไปอีก กลุ่มเชลยและนักโทษกำลังเร่งถมหลุมบ่อบนถนนหลวง
ดิน เศษอิฐ กิ่งไม้ มีอะไรก็ถมลงไป วุ่นวายไม่หยุด เพื่อให้แน่ใจว่าขบวนรถเสบียงจะผ่านไปได้
นี่คืออีกด้านของสงคราม ด้านที่คนไม่ค่อยรู้
ถ้าไม่มีด้านนี้ ก็ไม่มีภาพทหารกล้าบุกตะลุยในสนามรบ และไม่มีคำว่าชัยชนะ
ในสภาพการณ์เช่นนี้ หลี่จ้งใช้เวลาสามวันเดินทางถึงอำเภอหยางฉวี่ แล้วสร้างเครื่องมือตีเมืองง่ายๆ เพื่อเปิดฉากโจมตีสือลิง
วันที่ยี่สิบเดือนห้า หลวี่หยาพาคนพันกว่าคนเป็นทัพหน้า ลองเชิงบุกค่ายข้าศึกบนสือลิง ทิ้งศพไว้เกลื่อนกลาดแล้วถอยกลับมา
"บนเขาน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสองพันคน" หลวี่หยาดึงลูกธนูสองดอกที่ปักคาเกราะออก กล่าวว่า "พวกโจรมันเฝ้าทางแคบๆ ที่รถผ่านได้ทีละคัน ตั้งรั้ว สร้างกำแพงดิน ใช้นักรบเกราะเหล็กถือโล่ใหญ่หอกยาวอยู่หน้า พลธนูอยู่ด้านข้างและด้านหลัง ถ้าจะตีขึ้นไป ต้องให้ทหารฝีมือดีมาให้ข้า"
"ข้าศึกมีทหารฝีมือดีเท่าไหร่" หลี่จ้งถาม
"พูดยาก" หลวี่หยาตอบ "บนเขาอาจจะมีทหารแตกทัพจากจิ่งสิงอยู่บ้าง แต่ตรงกลางเขามีแต่ยอดฝีมือ รวมๆ แล้วน่าจะสักพันคน"
หลี่จ้งพอจะกะได้แล้ว
สือเล่อจอมคนเคราดกผู้เคยยิ่งใหญ่ มาถึงวันนี้เหลือทหารฝีมือดีแค่นี้เองหรือ
ได้ยินว่าตอนท่านเหลียงกงไปหนานหยาง ตระกูลเล่อตระกูลเดียวก็ระดมทหารเกราะหนักได้พันกว่าคน แถมยังมีทหารม้าอีกนิดหน่อย ผ่านไปหลายปี อิทธิพลตระกูลเล่อขยายจากหนานหยางไปซุ่นหยาง ซินเย่ อี้หยาง แข็งแกร่งกว่าเดิมมาก
ในแง่กำลังทหาร สือเล่ออาจจะสู้ตระกูลเล่อแห่งหนานหยางไม่ได้ด้วยซ้ำ เพียงแต่พวกเขารบราฆ่าฟันมานาน ประสบการณ์โชกโชน ลูกน้องก็ใจเด็ดไม่กลัวตาย ตรงนี้แหละที่เหนือกว่าตระกูลเล่อ — แต่ตระกูลเล่อช่วงหลังก็ออกศึกบ่อย ประสบการณ์ค่อยๆ สั่งสม ก็ไม่ได้ไก่อ่อนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
"ขุดคู ตั้งค่าย สะสมเสบียงและอาวุธ" หลี่จ้งสั่ง "ส่งคนไปเฝ้าระวังบนเขาสองข้างทาง ป้องกันโจรลอบกัดอ้อมหลัง ส่งม้าเร็วลาดตระเวนเส้นทางลำเลียงเสบียงข้างหลัง มีข่าวอะไรให้รีบมารายงาน"
หลี่จ้งสั่งนายทหารรอบข้าง ทุกคนเชื่อถือเขามาก รีบแยกย้ายไปทำตามคำสั่ง
หลวี่หยางงเป็นไก่ตาแตก รีบถาม "ท่านแม่ทัพ เมื่อกี้ไม่ได้คุยเรื่องตีค่ายสือลิงหรอกหรือ"
ค่ายสือลิงหมายถึงค่ายชั่วคราวที่สือเล่อสร้างบนด่านสือลิง
ในฐานะประตูด้านเหนือของจินหยาง ภูมิประเทศสือลิงอันตรายมาก สมัยราชวงศ์เหนือใต้จึงเริ่มตั้งค่ายทหารที่เชิงเขาด้านใต้ เรียกว่า "ค่ายทหารสือลิง" และตั้งด่านบนเขา เรียกว่า "ด่านสือลิง"
ราชวงศ์จิ้นกึ่งๆ จะทิ้งปิ้งโจว แถมยังเปิดประตูรับชาวฮูลงใต้ เลยขี้เกียจสนใจประตูด้านเหนือของจินหยาง ตอนนี้จึงยังไม่มีด่านสือลิงหรือค่ายทหารสือลิง
ไม่มีสงคราม ก็ย่อมไม่มีด่านและป้อมค่ายมากมายขนาดนั้น สมัยราชวงศ์เหนือใต้ที่ทั้งสองฝ่ายรบกันดุเดือดในอวี้ตะวันตกและปิ้งโจว ก็เพราะต่างฝ่ายต่างอาศัยภูมิประเทศต้านทานอย่างเหนียวแน่น สร้างเมืองสร้างค่ายไม่หยุดหย่อน
"ข้ามีทหารแค่หกพัน ทหารราบไม่ถึงห้าพัน" หลี่จ้งมองหลวี่หยาอย่างลึกซึ้ง "พิชัยสงครามกล่าวว่า 'แม่ทัพต้องคิดถึงความพ่ายแพ้ก่อนชัยชนะ จึงจะรบร้อยครั้งไม่แพ้' กำลังพลแค่นี้ บุ่มบ่ามตีค่ายจะเสียไพร่พลมาก อาจเปิดช่องให้ข้าศึกฉวยโอกาส ถ้าแพ้ขึ้นมา จินหยางอาจโดนข้าศึกสังหารปล้นชิง ไม่เพียงเสียขวัญ แต่ยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนเสบียงให้สือเล่อด้วย"
"ท่านแม่ทัพ..." หลวี่หยาไม่ยอมแพ้ "สถานการณ์ได้เปรียบขนาดนี้ ควรจะฮึกเหิมไล่ล่าศัตรูสิ"
"เจ้าเป็นแม่ทัพหรือข้าเป็นแม่ทัพ" หลี่จ้งตวาด "ลงไปจัดทัพ ห้ามพูดมาก"
"ครับ" หลวี่หยาคารวะ หันหลังเดินจากไป
หลี่จ้งเรียกคนส่งสาส์นมา สั่งว่า "เจ้ารีบลงใต้ ไปเร่งแม่ทัพจิน ให้เขานำกองทัพหอกเงินค่ายขวามาด่วน"
"รับทราบ" ม้าเร็วควบออกไป
หลี่จ้งพาองครักษ์เดินตรวจค่ายอย่างละเอียดละออ
คูเมืองขุดไม่ได้มาตรฐาน ให้แก้ใหม่หมด
วางขวากวางไม้กันม้าไม่ถูกตำแหน่ง สั่งโบยเดี๋ยวนั้น
ไม่มีใครบ่น
หลายปีมานี้ ทุกคนรู้ดีว่ารบกับหลี่จ้งเหนื่อยมาก ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการขุดคูสร้างค่าย ซึ่งส่วนใหญ่ทำไปก็ "เสียเปล่า"
แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า รบกับหลี่จ้ง ยากที่จะโดนลอบกัด และแทบไม่ต้องกลัวอดตาย
ตอนที่ทหารม้าซยงหนูครองเมือง เส้นทางลำเลียงเสบียงอันตรายที่สุด ท่านแม่ทัพหลี่ก็ยังสร้างป้อมดินทุกๆ สามสิบลี้ ไม่กลัวความยุ่งยาก ต่อให้ต้องเลิกบุก รุกคืบช้า ก็ยอม
อย่างที่เขาว่า: คิดถึงความพ่ายแพ้ก่อนชัยชนะ
นี่คือสไตล์ของเขา ไม่เหมือนใคร
วันที่ยี่สิบเอ็ด ฝนตกลงมาอีกแล้ว มีเสียงฟ้าร้องเป็นระยะ
สือเล่อเดินทางมาจากอำเภอจิ่วหยวน ที่ตั้งศาลากลางเมืองซินซิง ซึ่งอยู่ห่างออกไปสี่สิบลี้ เพื่อมาตรวจตราค่ายสือลิง
จางจิ้งที่หนีมาจากด่านจิ่งสิงยืนอยู่ข้างหลัง สีหน้าไม่สู้ดีนัก
เขาโดนปลดจากทุกตำแหน่ง ให้ติดตามสือเล่อในฐานะสามัญชน
แน่นอน จอมคนเคราดกที่มีดินแดนแค่เมืองเดียวก็คงไม่มีตำแหน่งที่มีอำนาจอะไรจะมอบให้เขาแล้ว รบมาถึงขั้นนี้ เขาหมดไฟจริงๆ คิดแต่จะรีบถอยไปที่ปลอดภัย เลียแผลใจเงียบๆ พักผ่อนสักหน่อย
ลมฝนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทะลุเสื้อฟาง ซึมเข้าเกราะเหล็ก เปียกถึงเสื้อใน ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บในยามต้นฤดูร้อน
"ถ้าฝนไม่ตก โจรแซ่ส้าวคงมาเร็วกว่านี้ ด่านสือลิงอาจจะแตกไปแล้ว" สือเล่อปาดน้ำฝนบนหน้า ถอนใจ "ที่ดินห้าอำเภอ ทหารน้อยแม่ทัพหรอมแหรม เสบียงขาดแคลน จะเอาอะไรไปสู้โจรแซ่ส้าว"
ซินซิงไม่ใช่เมืองใหญ่ แถมเจอศึกสงครามตลอด ยากจะยืนระยะในสงครามยืดเยื้อ
ครั้งนี้เกณฑ์ชายฉกรรจ์มาเยอะ การเกษตรเสียหายแน่นอน ต่อให้ครั้งนี้ต้านทัพจิ้นได้ อนาคตผลผลิตคงตกต่ำ ทัพจิ้นบุกมาครั้งที่สอง คงไม่รอดแน่
เขาตอนนี้เข้าใจความรู้สึกของหลิวคุนอย่างลึกซึ้ง
ติดอยู่ในไท่หยวน ไม่มีเวลาพักฟื้น ไม่สามารถกระตุ้นการเกิด ส่งเสริมการเกษตร ฝึกทหาร สงครามถาโถมระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่มีเวลาหายใจ ยิ่งรบยิ่งจน ยิ่งรบยิ่งอ่อน ถ้าไม่ได้ทัวป๋าเซียนเปยช่วย หลิวคุนคงสิ้นชื่อไปนานแล้ว
แต่เขามี "ทัวป๋าเซียนเปย" ของตัวเองไหม
เมื่อก่อนเคยมี เช่น ราชสำนักผิงหยาง ที่คอยส่งเงินส่งเสบียง ส่งวัวควาย ส่งอาวุธมาให้ หรือช่วยแบ่งเบาภาระสงคราม แต่ตอนนี้ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ความพ่ายแพ้เป็นแค่เรื่องของเวลา อาจจะหนึ่งเดือน โชคดีหน่อยก็สามเดือน จะฝืนต่อไปเพื่ออะไร
"ท่านอ๋อง ซินซิงไม่ใช่ที่ที่จะอยู่นาน สู้..." จางจิ้งอึกอัก
สือเล่อเงียบไปครู่หนึ่ง ถามว่า "ได้ยินว่าหลิวหย่งหมิง (หลิวเย่า) ถูกล้อมที่อำเภอลู่หรือ"
"ขอรับ" จางจิ้งตอบ "คงไม่รอด"
"หลิวยาเซิงล่ะ" สือเล่อถามต่อ
"อาจจะอยู่ที่จินหยาง หรืออาจจะหนีไปแล้ว ข้า..." จางจิ้งกัดฟัน "หลิวยาเซิงถ้าติดอยู่ในจินหยาง จะมีข้าวกินกี่วัน สุดท้ายคงต้องกินคน ข้าว่าเขาน่าจะหนีไปแล้ว ปลายเดือนสามเขาอพยพคนแก่ผู้หญิงเด็กและคนเลี้ยงสัตว์หมื่นกระโจมไปแล้ว เขาไม่ได้คิดจะสู้ตายที่จินหยางตั้งแต่แรก"
สือเล่อถอนหายใจ
นั่นสินะ ขนาดแม่ทัพใหญ่อย่างหลิวเย่ายังเอาตัวไม่รอด พวกเขาที่เคยโดนทัพจิ้นอัดจนน่วม จะมีเหตุผลอะไรให้ฝืนสังขาร
"ท่านอ๋อง ตัดสินใจเถอะขอรับ" จางจิ้งอดรนทนไม่ไหว
สือเล่อมองลูกน้องคนสนิทที่หมดสิ้นความฮึกเหิมเพราะความพ่ายแพ้ นานพักใหญ่กว่าจะเอ่ยปาก "ข้าให้คนเจ้าห้าร้อยคน คุ้มกันครอบครัวแม่ทัพนายกองทั้งเมืองเดินทางไปตะวันตก อย่ากระโตกกระตาก อาศัยความมืด ไม่ต้องเอาสัมภาระไป ไปตัวเปล่า พกเสบียงแห้งไปเจ็ดวันพอ เข้าหุบเขาแม่น้ำเฝินแล้วลงใต้ ผ่านซีเหอเข้าผิงหยาง ข้ามีหัวหน้าเผ่าและหัวหน้าป้อมค่ายที่คุ้นเคยแถวแม่น้ำเฝิน ถ้าขาดเสบียงก็ไปหาพวกเขาได้ รีบไปจัดการซะ"
จางจิ้งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก รับคำเสียงหนักแน่น
ส่งครอบครัวไป หมายความว่าจอมคนเคราดกไม่มีเจตนาจะปักหลักสู้ตาย
ตอนนี้ทัพใหญ่จิ้นยังมาไม่ถึง ยังไม่มีความมุ่งมั่นที่จะบุกหนัก พอกองทัพมากันมืดฟ้ามัวดิน ค่ายสือลิงคงรักษาไว้ไม่ได้ ซินซิงแตกแน่
เห็นสือเล่อไม่พูดอะไรอีก จางจิ้งคำนับลึก แล้วถอยออกไปเงียบๆ
[จบแล้ว]