- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 461 - ฟางโถว
บทที่ 461 - ฟางโถว
บทที่ 461 - ฟางโถว
บทที่ 461 - ฟางโถว
หลังจากแกล้งทำเป็นปรึกษาเรื่องสร้างเมืองเสร็จ ส้าวซวินก็จัดที่พักให้หวังฮุ่ยเฟิง พร้อมส่งสาวใช้ไปดูแล กำชับว่านางสามารถพักอยู่ที่นี่ได้ยาวๆ เพื่อจะได้ปรึกษาหารือกันได้ตลอดเวลา
หวังฮุ่ยเฟิงไม่ได้พูดอะไร เพียงกลับไปที่พักอย่างเงียบๆ จุดตะเกียงอ่านหนังสือ
ส้าวซวินรู้ดีว่า ตอนนี้ยังบุ่มบ่ามล่วงเกินสาวงามไม่ได้
หวังฮุ่ยเฟิงเป็นหญิงใจเด็ด จะยอมแต่งงานใหม่หรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวนางเองล้วนๆ ใครก็บังคับไม่ได้ ตอนนี้นางมีความรู้สึกดีๆ ให้เขาบ้างแล้ว แต่ความรู้สึกนี้มีที่มาที่ไปซับซ้อนและเปราะบางมาก พลาดนิดเดียวอาจหายวับไปกับตา
วันหน้ายังมีเวลา โอกาสยังมีอีกเยอะ
คืนนั้น ส้าวซวินนำทหารคนสนิทควบม้ามุ่งหน้าสู่เหอหยางตลอดทั้งคืน
กองทัพหอกเงินค่ายซ้ายกำลังพักฟื้นอยู่ที่เซียงเฉิง เพิ่งผ่านไปแค่เดือนกว่า ยังไม่เหมาะจะเคลื่อนย้าย
กองทัพหอกเงินค่ายขวากำลังจะออกจากอุทยานจินกู่ มุ่งหน้าสู่เหอหยาง นี่คือกองกำลังรบหลักในการสร้างเมืองครั้งนี้
วันที่ยี่สิบเดือนเจ็ด ขณะที่หลิวฉงมีราชโองการให้สือเล่อเคลื่อนพล ประตูเมืองเหนือเหอหยางก็เปิดอ้าออก กองทัพหอกเงินค่ายขวาและกองทัพอี้ฉงรวมกว่าเก้าพันนาย กองทัพเซียวจี้หนึ่งพันนายที่ยืมตัวมา ทหารม้าเกราะหนักสี่ร้อยนาย บวกกับทหารสืบตระกูลจากสวี่ชางห้าพันนาย ชายฉกรรจ์จากซือโจวเจ็ดพันนาย และช่างฝีมืออีกหลายร้อยคน รวมทั้งหมดสองหมื่นสองพันกว่าคน เคลื่อนขบวนไปทางตะวันออกเลียบฝั่งเหนือแม่น้ำเหลือง
ผู้ที่อยู่เฝ้ารักษาเมืองทั้งสามแห่งเหอหยางคือเฉินโหย่วเกิน สมุหกลาโหมฝ่ายซ้ายประจำจวนบัญชาการ
กองกำลังที่ประกอบด้วยทหารประจำจวนและทหารส่วนตัวรวมสามพันนาย คือกำลังหลักในการป้องกันเมืองเหนือเหอหยาง
กองทัพทวนดำ ทหารราบขี่ล่อจากหรู่หนาน ทหารทำนา และชายฉกรรจ์เหอหยางอีกนับหมื่นคน ช่วยกันรักษาเมือง สลับสับเปลี่ยนกันสัมผัสบรรยากาศสนามรบ สั่งสมประสบการณ์การต่อสู้
หลายปีมานี้ เมื่อสงครามทวีความรุนแรง แม้แต่ทหารเกษตรกรก็มีฝีมือการรบพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
พวกเขาอาจเทียบไม่ได้กับทหารอาชีพอย่างกองทัพหอกเงิน แต่ช่องว่างก็ไม่ได้ห่างกันมากเหมือนเมื่อก่อน เพราะการพัฒนาจากสามสิบคะแนนไปเป็นหกสิบคะแนนนั้นง่าย แต่จากแปดสิบไปเก้าสิบนั้นยากกว่ามาก
วันหน้าเมื่อบุกเข้าไปในเหอเป่ย จำเป็นต้องใช้ทหารจำนวนมากที่มีความสามารถในการรบระดับหนึ่งเพื่อตรึงแนวรบ มิเช่นนั้นต่อให้ยึดได้ชั่วคราว ไม่ช้าก็เร็วต้องคายคืนออกมา
หลังจากกองทัพใหญ่ออกจากเมืองเหนือเหอหยาง การเดินทางก็ราบรื่นตลอดสาย
ชาวซงหนูมีน้อยจนน่าแปลกใจ ดูเหมือนพวกเขาจะสูญเสียความสามารถในการปักหลักอยู่แถวเมืองเหอหยางไปแล้ว จนกระทั่งเดินทางไปทางตะวันออกได้หลายวัน จึงเริ่มปรากฏทหารม้าซงหนูกลุ่มละสองสามร้อยนาย แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ด้อมๆ มองๆ อยู่ไกลๆ
คืนวันที่ยี่สิบสี่ กองทัพพักแรมในเขตอำเภอไหวเซี่ยน ชาวซงหนูเปิดฉากลอบโจมตีตอนกลางคืนเป็นครั้งแรก แต่ก็ล้มเหลว
ส้าวซวินนั่งอยู่บนรถม้าที่พังเสียหายคันหนึ่ง มองดูชาวซงหนูที่ถอยร่นไปอย่างเงียบๆ ในใจก็วางใจลงได้เปราะหนึ่ง
กองทัพหอกเงินค่ายขวามีเพียงทหารสองกองธงเท่านั้นที่มีประสบการณ์เดินทัพภายใต้การจับตามองของทหารม้าข้าศึกทั้งวันทั้งคืน ครั้งนั้นพวกเขาติดตามทหารเก่าจากค่ายซ้ายคุ้มกันเสบียงทางน้ำไปลั่วหยาง
ก่อนออกศึกครั้งนี้ ส้าวซวินกังวลว่าสภาพจิตใจของทหารค่ายขวาจะไม่ไหว ทนแรงกดดันมหาศาลไม่ได้แล้วแตกตื่นกลางทาง จึงต้องมาคุมทัพเองเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ สั่งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเรื่องผิดพลาด
เขารู้ดีว่าทหารค่ายขวาฝึกซ้อมมาอย่างหนักและเป็นระบบ อุปกรณ์ครบครัน แถมไม่ใช่ทหารใหม่ทั้งหมด ขอแค่ให้พวกเขาก้าวผ่านอุปสรรคในใจ ขจัดความกลัวทหารม้าออกไปได้ ต่อไปแม้เขาไม่ได้คุมทัพมาเอง ทุกคนก็จะรับมือได้อย่างใจเย็น
ครั้งแรกยากที่สุดเสมอ
เริ่มตั้งแต่วันที่ยี่สิบห้า ชาวซงหนูมากันมากขึ้นทุกวัน สีหน้าของเหล่าทหารก็เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
"พวกโจรไม่กล้าตีเมือง เลยอยากมาลองเสี่ยงโชคกับพวกเรา งั้นก็ตบพวกมันให้กระเด็น ให้พวกมันได้เห็นความห้าวหาญของลูกผู้ชายชาวต้าจิ้น" ส้าวซวินขี่ม้าศึก ออกมาจากวงล้อมค่ายรถม้า มือถือแส้ม้า เดินม้าช้าๆ พลางตะโกนเสียงดัง
ลูกผู้ชายกองทัพหอกเงินยืนอยู่บนรถศึกและรถเสบียง ง้างธนู เล็งหน้าไม้ ความกังวลบนใบหน้าหายไปจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นอาจารย์ส้าวในชุดเกราะทองคำ นายทหารที่เป็นลูกศิษย์ก็เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
เมื่อเห็นเฉินกงที่องอาจห้าวหาญ ทหารเลวก็มีความกล้าเพิ่มทวีคูณ
ในฐานะนักรบ ย่อมชื่นชอบแม่ทัพที่เก่งกล้าสามารถและมีนิสัยใจคอกว้างขวาง
หากง้างธนูแข็งไม่ได้ ฆ่าศัตรูตัวฉกาจไม่ตาย ภูเขาไท่ซานถล่มตรงหน้าแล้วยังหน้าไม่เปลี่ยนสี จะทำให้คนยอมรับนับถือจากใจจริงได้อย่างไร
คุณอาจใช้ระบบบังคับให้พวกเขาฟังคำสั่งได้ แต่ความผูกพันแบบนี้ไม่ยั่งยืน ในยามกลียุค ทำไมระบอบการปกครองมากมายถึงล่มสลายในรุ่นที่สอง สาเหตุจากการทำตัวเองก็ส่วนหนึ่ง แต่บารมีที่ไม่เพียงพอก็เป็นปัจจัยสำคัญ
"หม่านยวี่" จู่ๆ ส้าวซวินก็ชี้แส้ม้าไปที่คนคนหนึ่ง
"ข้าน้อยอยู่นี่" หม่านยวี่ควบม้าเข้ามา
ส้าวซวินชี้ไปที่กลุ่มทหารม้าเบาซงหนูที่วนเวียนอยู่ไกลๆ กล่าวว่า "หนึ่งคนม้าสามตัว ไปจับพวกมันมาให้ข้า ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
"รับทราบ" หม่านยวี่รับคำสั่งโดยไม่ลังเล เรียกทหารม้าห้าร้อยนาย พร้อมม้าหนึ่งพันห้าร้อยตัว พุ่งทะยานออกจากค่ายรถม้าพร้อมเสียงโห่ร้อง
ขบวนรถม้าไม่ได้หยุด ยังคงเคลื่อนที่ต่อไป
ทอดยาวจากตะวันตกไปตะวันออกเป็นระยะทางหลายลี้
เย็นวันนั้น หม่านยวี่กลับมาพร้อมลูกธนูปักอยู่ตามตัวเจ็ดแปดดอก
คนและม้าเสียหายไปไม่น้อย แต่ใต้ลงมาอานม้าของทุกคน ห้อยหัวศัตรูไว้มากกว่าหนึ่งหัว
"ตบรางวัลเป็นผ้าไหมคนละสองพับ แจกจ่ายหลังถอนทัพ" ส้าวซวินประกาศเสียงดัง
ทุกคนโห่ร้องยินดี ขวัญกำลังใจของทั้งขบวนรถพุ่งสูงขึ้น
ส้าวซวินหัวเราะลั่น
การต่อสู้บางอย่าง ต่อให้ต้องเสียเลือดเนื้อมากกว่าศัตรู ก็ต้องสู้
เมื่อครู่พื้นที่โล่งกว้าง ไม่มีแม้แต่แม่น้ำหรือป่าไม้ จริงๆ แล้วไม่เหมาะจะเข้าปะทะกับทหารม้า เพราะถ้าพลาด อาจโดนล่อให้วิ่งวนจนหมดแรง
แต่แล้วยังไงล่ะ
เหมือนเวลาโดนคนรุม อย่าไปสนว่ามีกี่คน จ้องเล่นงานแค่คนเดียว เอาให้ตาย เอาให้พิการ
ชาวซงหนูแบ่งเป็นชนเผ่าและตระกูล คุณจ้องเล่นงานคนของเผ่าหนึ่งจนชายฉกรรจ์ตายเรียบ คนเผ่าอื่นก็จะขยาด ครั้งหน้าจะมาก่อกวนอีก ในใจก็จะเริ่มลังเล
ต้องการผลลัพธ์แบบนี้แหละ
ส้าวซวินไม่เชื่อว่าหลิวหย่าจะมีบารมีสูงส่งขนาดบังคับให้แต่ละเผ่าส่งคนมาตายโดยไม่สนความสูญเสียได้
ทุนรอนหายไป ท่านชดเชยให้ไหม ชดเชยพอหรือเปล่า
นี่คือปัญหาการเมือง และปัญหาของระบบ ผู้ที่แก้ปัญหานี้ได้ จึงจะสร้างจักรวรรดิแห่งทุ่งหญ้าได้
คืนวันที่ยี่สิบเจ็ด กองทัพพักแรมทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอจี๋
ตั้งแต่วันที่ยี่สิบแปด ดูเหมือนชาวซงหนูจะเลิกก่อกวน เหลือทิ้งไว้เพียงคนคอยจับตาดูจำนวนน้อย ส่วนกองกำลังหลักหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เวลานี้ ทูตของสือเล่อยังเดินทางไปไม่ถึงซีเหอ พกพาฎีกาของสือเล่อที่พยายามเกลี้ยกล่อมโอรสสวรรค์ไม่ให้บุกโจมตีสามเมืองเหอหยาง
สรุปง่ายๆ คือ สือเล่อไม่อยากไป ยังคงต่อรองราคาอยู่
แน่นอน เขาอาจจะเปลี่ยนท่าทีในเร็วๆ นี้ เพราะสถานการณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่
วันที่หนึ่งเดือนแปด กองทัพเดินทางมาถึงบริเวณเหยียนจิน ตั้งค่ายพักแรม
วันที่สอง ทั้งกองทัพข้ามแม่น้ำฉี เย็นวันนั้น ทัพหน้าส่วนหนึ่งข้ามแม่น้ำชิงขึ้นเหนือ ไปถึงนอกเมืองฟางโถว
วันที่สามเดือนแปด กองทัพข้ามแม่น้ำกันต่อ
ดูเหมือนในเมืองฟางโถวจะมีทหารรักษาการณ์จำนวนน้อย ออกมาสกัดกั้น แต่ถูกกองทัพอี้ฉงตีแตกพ่ายยับเยิน
เวลานี้ จำนวนทหารม้าซงหนูเริ่มทยอยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเหอเน่ย แต่เป็นทหารม้าซงหนู เจี๋ย และอูหวน ภายใต้การปกครองของสือเล่อ
ส้าวซวินคำนวณแทนเขาดูแล้ว ได้ข่าวแล้วเริ่มระดมพล รวบรวมเสบียงแล้วเคลื่อนทัพลงใต้ ความเร็วขนาดนี้ไม่ช้าเลย สือเล่อมีฝีมือจริงๆ รัฐบาลแบ่งแยกดินแดนของเขาก็มีประสิทธิภาพใช้ได้
วันที่สี่เดือนแปด ทหารราบที่ข้ามแม่น้ำไปแล้วเข้ายึดฟางโถวได้อย่างง่ายดาย ตัดหัวไปสองร้อย จับเป็นสองร้อย ยึดเมืองดินที่พุพังแห่งนี้ได้สำเร็จ
ถึงตอนนี้ กองทัพกว่าสองหมื่นนายแบ่งกำลังตั้งค่ายทั้งในและนอกฟางโถว ขุดคูลึกสร้างกำแพงสูง ปักหลักมั่นคง
วันที่ห้าเดือนแปด ส้าวซวินขึ้นไปบนกำแพงเมืองฟางโถวที่แทบจะพังทลาย มองออกไปไกล
บนผิวน้ำแม่น้ำเหลือง เรือจำนวนนับไม่ถ้วนแล่นมาจากเมืองสิงหยางและเมืองผูหยาง บรรทุกเสบียงและยุทโธปกรณ์มาเต็มลำ หลังจากเทียบท่า ก็ขนถ่ายสินค้าลงที่หาดเลนใกล้ปากแม่น้ำฉีสายเก่า แล้วลำเลียงเข้าสู่ค่ายทหาร
ปากแม่น้ำฉี คือจุดที่แม่น้ำฉีไหลลงสู่แม่น้ำเหลือง
ปีที่เก้าศักราชเจี้ยนอันแห่งราชวงศ์ฮั่น (ค.ศ. 204) โจโฉ "สร้างเขื่อนด้วยไม้ฟางขนาดใหญ่ที่ปากแม่น้ำฉี กั้นแม่น้ำฉีให้ไหลเข้าสู่คูไป๋เพื่อใช้ในการขนส่งทางน้ำ"
แม่น้ำฉีมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาไท่หาง ระหว่างทางมีลำธารมากมายไหลลงมาสมทบ กระแสน้ำเชี่ยวกราก ปริมาณน้ำมาก ยามน้ำป่าไหลหลาก มันจะพุ่งลงสู่แม่น้ำเหลืองอย่างบ้าคลั่ง
เพื่อการบุกเหนือ โจโฉสั่งให้ใช้ไม้ฟางขนาดใหญ่สร้างเขื่อนเทียมที่ปากแม่น้ำฉี บังคับให้เปลี่ยนทิศทางไหลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
พูดง่ายๆ คือคูไป๋ที่ไหลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือมีน้ำน้อย ไม่เอื้อต่อการขนส่ง แต่แม่น้ำฉีมีน้ำมาก จึงหาทางผันน้ำจากแม่น้ำฉีลงสู่คูไป๋ เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งลำเลียงเสบียงสำหรับการบุกเหนือ
กล่าวคือ โครงการชลประทานที่ฟางโถวนั้นมีไว้เพื่อการทหารเป็นหลัก หรือพูดให้ถูกคือ ใช้ขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ เพื่อลดภาระการส่งกำลังบำรุงเมื่อต้องบุกเข้าไปในใจกลางเหอเป่ย การขนส่งทางบกไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ทางน้ำต้นทุนต่ำกว่ามาก
ไม่ว่าเมื่อไหร่ การส่งกำลังบำรุงก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสงคราม หรืออาจเป็นปัจจัยแรกที่แม่ทัพส่วนใหญ่ต้องพิจารณา
ในประวัติศาสตร์ตอนที่หวนเวินถอนทัพจากฟางโถว การส่งกำลังบำรุงเป็นปัจจัยชี้ขาด ฝนตกน้อย แม่น้ำตื้นเขิน บางช่วงเรือขนเสบียงผ่านไม่ได้ ส่งผลให้เสบียงแนวหน้าลดลงทุกวัน
ตอนนี้ส้าวซวินมาถึงฟางโถวก่อนหวนเวินหลายสิบปี เตรียมจะดัดแปลงเมืองดินที่สภาพดีกว่าค่ายทหารนิดหน่อยแห่งนี้ ให้กลายเป็นเมืองทหารขนาดใหญ่ อิงแอบแม่น้ำใหญ่ เป็นที่มั่นของกองทัพที่แข็งแกร่ง ใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับบุกขึ้นเหนือ
หากจะบอกว่าปีนี้เมืองผูหยางยังมีทหารม้าซงหนูคอยก่อกวน ทำให้ชาวบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ดี ทันทีที่ตั้งทัพในเมืองฟางโถวได้สำเร็จ อย่างน้อยก็จะคุ้มกันพื้นที่ริมแม่น้ำได้ถึงสองร้อยลี้ ให้ชาวบ้านฝั่งใต้ทำมาหากินได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องหวาดกลัวทหารม้าชาวหูอีกต่อไป
"นั่นคือปากแม่น้ำชิงสายเก่าใช่ไหม" ส้าวซวินชี้ไปทางแม่น้ำที่ตื้นเขินสายหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้แล้วถาม
โหวหลุนที่ข้ามแม่น้ำขึ้นเหนือมาจากท่าข้ามเหวินสือเงยหน้ามอง แล้วตอบทันทีว่า "ถูกต้องขอรับ นั่นคือปากแม่น้ำชิง หวางจ้งเซวียน (หวางช่าน) เคยบันทึกไว้ใน 'พงศาวดารวีรบุรุษ' ว่า '(อ้วน) เสี้ยวอยู่ที่ปากแม่น้ำชิงเมืองเฉาเกอ (เจ้า) ฝูและพวกตามมาทีหลัง เรือหลายร้อยลำ คนกว่าหมื่น จัดทัพตีกลองกึกก้องผ่านค่ายอ้วนเสี้ยว'"
ส้าวซวินมองโหวหลุนด้วยสายตาชื่นชม
ตาเฒ่าโหวเป็นนักรบก็จริง แต่เขาก็เป็นลูกหลานตระกูลขุนนาง มาจากตระกูลโหวแห่งตงไห่ ตระกูลนี้จะรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้โดยติดตามหลิวอวี้
ดังนั้น โหวหลุนที่ดูหยาบกระด้าง จริงๆ แล้วมีความรู้ไม่เลว อ่านหนังสือมาไม่น้อย เพียงแต่พอมาเป็นทหาร ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม ดันไปลวนลามองค์หญิงเข้า
แม่งเอ๊ย ข้ายังไม่เคยเล่นกับองค์หญิงหลิงโซ่วเลย เจ้าดันชิงลงมือไปก่อน
"หลังจากสร้างฟางโถวเสร็จ โจโฉก็เปลี่ยนทางแม่น้ำชิง ให้ไหลมารวมกับแม่น้ำฉีที่ฟางโถว แล้วไหลลงสู่คูไป๋พร้อมกัน" โหวหลุนกล่าวต่อ "ฟางโถวเป็นทำเลทอง ทิศตะวันตกและทิศใต้มีแม่น้ำ สะดวกต่อการเดินเรือ หากฟื้นฟูปากแม่น้ำชิงขึ้นมาใหม่ เชื่อมต่อกับแม่น้ำเหลือง ให้เรือเสบียงแล่นมาเทียบท่าใต้กำแพงเมืองฟางโถวได้ เมืองทหารแห่งนี้ก็จะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า"
แม่น้ำชิงมีต้นกำเนิดจากเมืองจี๋จวิ้น ไหลผ่านอำเภอจี๋และเฉาเกอ โดยรวมไหลในแนวตะวันออกตะวันตก ปริมาณน้ำไม่มากนัก เดิมทีไหลลงแม่น้ำเหลืองที่ปากแม่น้ำชิง
แม่น้ำฉีมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาไท่หาง ไหลจากเฉาเกอลงใต้ ลงแม่น้ำเหลืองที่ปากแม่น้ำฉี
ปากแม่น้ำชิงและปากแม่น้ำฉีอยู่ใกล้กันมาก
หลังจากสร้างฟางโถว แม่น้ำชิงถูกเปลี่ยนทาง ไม่ไหลลงแม่น้ำเหลือง แต่ไปรวมกับแม่น้ำฉีที่ฟางโถว
แม่น้ำฉีก็ถูกเปลี่ยนทางเช่นกัน ไม่ไหลลงแม่น้ำเหลือง พาน้ำจากสองสายไหลลงสู่คูไป๋ มุ่งหน้าตะวันออกเฉียงเหนือ
"ไม่ ปากแม่น้ำชิงไกลไปหน่อย ไม่ค่อยเหมาะ ปากแม่น้ำฉีเหมาะกว่า" ส้าวซวินกล่าว "หลังจากสร้างเมืองฟางโถวเสร็จ ข้าตั้งใจจะสร้างเมืองอีกแห่งทางทิศใต้ ขุดลอกร่องน้ำปากแม่น้ำฉี ชักน้ำจากแม่น้ำเหลืองเข้ามา เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือ เช่นนี้ ก็จะมีเมืองฟางโถวใต้และเหนือ ตั้งขนาบแม่น้ำ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน"
ฝั่งเหนือพื้นที่สูง หากจะชักน้ำจากแม่น้ำเหลืองเข้ามาสร้างท่าเรือ ฟางโถวในปัจจุบันเอื้อมไม่ถึง ต้องสร้างเมืองอีกแห่งทางทิศใต้ ยังดีที่สองเมืองนี้ห่างกันไม่มาก แค่ไม่กี่ลี้ เผลอๆ อาจเชื่อมเป็นเมืองเดียวกัน ข้ามแม่น้ำฉี - ไม่สิ เลยฟางโถวไปทางตะวันออกควรเรียกว่าคูไป๋แล้ว - เชื่อมเหนือใต้ ตรงกลางแม่น้ำสร้างประตูน้ำ ให้เรือผ่านได้
เมืองโบราณหลายแห่งก็เป็นแบบนี้
เช่นเมืองจิ้นหยางที่ถูกจ้าวเอ้อร์ทำลาย ก็สร้างขนาบแม่น้ำ มีแม่น้ำเฝินสุ่ยไหลผ่านกลาง เชื่อมต่อภายในภายนอกด้วยประตูน้ำ
เพียงแต่ทำแบบนี้ ขนาดของเมืองฟางโถวจะใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ขนาดระดับอำเภอ แต่เป็นระดับเมืองเอกอย่างเมืองเหนือเหอหยาง
แบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อเสียคือใช้เงินเยอะ สร้างนาน ข้อดีคือเก็บทหารและเสบียงได้มากขึ้น เอื้อต่อการบุกเหนือในอนาคต
ส้าวซวินหันไปมองโหวหลุน
"หมิงกง..." โหวหลุนไม่เข้าใจ
"หลังจากสร้างเมืองฟางโถวเหนือใต้เสร็จ เจ้าก็นำทัพขึ้นเหนือ มาประจำการอยู่ที่นี่ เป็นอย่างไร" ส้าวซวินถาม
โหวหลุนรู้สึกขมขื่นในใจ
จริงอยู่ หลังจากสร้างฟางโถวเสร็จ ท่าข้ามเหวินสือฝั่งใต้ก็ไม่ต้องเฝ้าแล้ว ทหารห้าพันนายของเขาโยกมาอยู่ฟางโถวได้ทั้งชุด แต่แบบนี้เท่ากับต้องเผชิญหน้ากับสือเล่อตรงๆ เลยนะ...
ฝั่งใต้กับฝั่งเหนือแม่น้ำเหลือง ถึงจะเป็นการเฝ้าเมืองเหมือนกัน แต่แรงกดดันมันต่างกันคนละโลก
โหวหลุนไม่โง่ เขารู้ดีว่าพอข้ามแม่น้ำมาแล้ว ต่อไปต้องเจอศึกปิดล้อมเมืองสามวันดีสี่วันไข้แน่ๆ คนจะตายกันน้อยหรือ
แต่เขาไม่กล้าขัดขืน ได้แต่ตอบรับอย่างหดหู่ว่า "รับทราบ"
"ทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้นเล่า" ส้าวซวินยิ้ม "วันหน้าข้าต้องยกทัพบุกเมืองเย่แน่นอน ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ทิ้งฟางโถว หากสือเล่อยกทัพใหญ่มา ข้าก็จะส่งทหารขึ้นเหนือมาช่วยหนุน เจ้ามีเมืองที่แข็งแกร่งหนุนหลัง จะรักษาไว้ไม่ได้เชียวหรือ"
"ขอรับ" โหวหลุนยังกังวลอยู่
ส้าวซวินเห็นแล้วก็ไม่พอใจ กล่าวว่า "นั่งเฉยๆ อยู่บ้าน จะมีลาภยศได้อย่างไร"
โหวหลุนสะดุ้ง กัดฟันตอบว่า "น้อมรับคำสั่งหมิงกง"
ส้าวซวินเปลี่ยนจากโกรธเป็นยิ้ม โอบไหล่โหวหลุนแล้วกล่าวว่า "เจ้ากับข้าล้วนเป็นคนตงไห่ ความผูกพันย่อมไม่ธรรมดา เจ้าแค่ตั้งใจรักษาเมือง อย่าให้สือเล่อแย่งไปได้ วันหน้าลาภยศรออยู่แน่นอน ข้าพูดคำไหนคำนั้น ไม่ผิดคำพูดแน่"
โหวหลุนได้ฟัง ในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
นั่นสิ ทุกคนเป็นคนบ้านเดียวกัน ยุคสมัยนี้ ไม่ช่วยคนบ้านเดียวกันจะไปช่วยใคร คนอื่นไว้ใจเจ้าหรือ
ขอแค่สร้างผลงานได้บ้าง ความร่ำรวยในวันหน้าย่อมมากกว่าคนอื่นแน่นอน
คิดได้ดังนี้ โหวหลุนก็รีบกล่าวว่า "หมิงกงวางใจ หลังจากสร้างฟางโถวเสร็จ ข้าจะปักหลักอยู่ที่นี่ ต่อให้ตายก็จะขอตายที่ฟางโถว"
"วางใจเถอะ สือเล่อไม่มีปัญญาหรอก" ส้าวซวินหัวเราะ "เขาเก่งเรื่องทหารม้า ทหารราบแม้จะไม่แย่ แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะถมชีวิตคนลงมาเท่าไหร่ ก็ตีเมืองฟางโถวไม่แตกหรอก"
ตราบใดที่เส้นทางลำเลียงไม่ถูกตัดขาด เสบียง อาวุธ ทหาร และวัสดุซ่อมกำแพงเมืองสามารถส่งเข้าเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ฟางโถวก็จะเหมือนเมืองเหนือเหอหยาง ยากที่จะถูกตีแตก
สำหรับสือเล่อ นี่คือธุรกิจที่ขาดทุนย่อยยับ เป็นแผลเลือดไหลไม่หยุด จะตีก็ไม่ได้ จะไม่ตีก็ไม่ได้ อึดอัดใจจะตายชัก
[จบแล้ว]