- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,010 บุกวิหาร
ตอนที่ 1,010 บุกวิหาร
ตอนที่ 1,010 บุกวิหาร
ตอนที่ 1,010 บุกวิหาร
“บรรพบุรุษเป็นอะไร? แล้วทำไมคุณถึงมีกระเรียนขาวได้ นี่มันคือเครื่องสื่อสารระดับสูงของสกายวิงนะ” เซี่ยเฟยอุทานอย่างตกใจ
“ฉันกับเซี่ยกู่เฉิงรู้จักกันมานานแล้ว และฉันก็ค่อนข้างจะชื่นชอบเขามาก ฉันเลยใช้เทคโนโลยีจากอาร์คเพื่อสร้างกระเรียนขาวขึ้นมา 12 ตัว กระเรียนขาว 11 ตัวฉันมอบให้เขาเอาไปใช้สื่อสารในตระกูลแล้วเก็บกระเรียนขาวอีกตัวเอาไว้กับตัวเอง”
“บางทีเซี่ยกู่เฉิงอาจจะเข้าใจผิดว่านายถูกผู้สร้างจัดการไปแล้ว เขาจึงรีบไปที่วิหารผู้สร้างด้วยความโกรธ ตอนนี้พวกเราจะเอายังไงกันดี?” ริเวอร์กล่าวอย่างร้อนใจ
เซี่ยเฟยตกใจมากเมื่อได้พบว่าบรรพบุรุษกับริเวอร์รู้จักกันมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว
“ไม่เห็นจะมีอะไรยาก ตอนนี้เซี่ยเฟยเปิดโซลมาร์คได้แล้ว นายก็ไม่จำเป็นจะต้องปกปิดตัวตนอีกต่อไป พวกเราก็แค่ต้องรีบเดินทางไปยังวิหารผู้สร้างแล้วฆ่าผู้สร้างพวกนั้นไปซะก็สิ้นเรื่อง” ลินนิจกล่าวอย่างเฉยเมย
“ถ้าทำแบบนั้นได้ฉันทำตั้งแต่แรกแล้ว สาเหตุที่ฉันไม่ทำเพราะฉันกลัวว่าพวกรีเวิร์สจะค้นพบตัวตนของฉันแล้วเข้ามาโจมตีจักรวาลนี้อย่างเต็มกำลัง”
“อย่าลืมนะว่าตอนนี้เซี่ยเฟยไม่มีเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต และฉันก็ไม่มีไม้เท้าเมฆวายุ หากไม่มีไม้เท้าเมฆวายุฉันก็สามารถฟื้นฟูกำลังกลับมาได้อย่างช้า ๆ เท่านั้น ใครจะรู้ว่ากว่าที่ฉันจะฟื้นฟูพลังกลับมาจนถึงระดับนี้มันจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน”
“ฉันไม่เคยกลัวพวกผู้สร้างเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ฉันกังวลจริง ๆ คือพวกรีเวิร์สที่ติดต่อกับพวกผู้สร้างอยู่ต่างหาก หากฉันบุกโจมตีวิหารและจัดการกับพวกผู้สร้างจนหมด ในตอนนั้นพวกรีเวิร์สอาจจะบุกโจมตีประตูจักรวาลอย่างรุนแรง แล้วฉันจะจัดการกับปัญหาในเรื่องนี้ยังไง?” ริเวอร์กล่าวอย่างกังวล
“นี่นายฟื้นฟูพลังกลับมาอย่างสมบูรณ์แล้วงั้นเหรอ?” ลินนิจกล่าวถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ฉันมีพลังมากพอที่จะผนึกประตูจักรวาลได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันพวกเราไม่มีทางบุกฝ่าประตูจักรวาลเพื่อกลับไปยังตระกูลได้อย่างแน่นอน อย่าลืมนะว่าในอดีตถึงแม้นาย,ฉัน, นายน้อยและอาร์คจะร่วมมือกัน แต่เราก็ไม่สามารถหลบหนีจากการไล่ล่าของพวกรีเวิร์สได้”
“ตอนนี้เซี่ยเฟยเพิ่งจะเปิดโซลมาร์คออกมาได้เท่านั้น นายก็สูญเสียพลังของอาร์คไปแล้วด้วยเหมือนกัน หากเราต้องเผชิญหน้ากับพวกรีเวิร์สในตอนนี้ มันก็ไม่ต่างไปจากเรากำลังเผชิญหน้ากับหายนะ”
“สิ่งที่ฉันสมควรทำในตอนนี้มากที่สุดคือการเก็บงำความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้ เมื่อถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายมากที่สุดฉันก็จะทำการปิดผนึกประตูจักรวาลอีกครั้ง เซี่ยเฟยจะได้มีเวลาพัฒนามากเพียงพอ แล้วในอนาคตพวกเราก็จะได้เดินทางกลับไปยังตระกูล” ริเวอร์กล่าวอย่างจริงจัง เพราะในฐานะขององครักษ์ออโรร่าผู้ที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดย่อมจะต้องเป็นเซี่ยเฟยอย่างไม่ต้องสงสัย
ถึงแม้ริเวอร์จะชื่นชมเซี่ยกู่เฉิงและตระกูลสกายวิงมาก แต่ถ้าหากต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือสกายวิงที่เสี่ยงต่ออันตรายกับความปลอดภัยของเซี่ยเฟย เขาย่อมเลือกการปกป้องทายาทของออโรร่าไว้เป็นอันดับแรก
ทันใดนั้นเซี่ยเฟยก็โบกมือขัดการสนทนาระหว่างริเวอร์และลินนิจ ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“โดยสรุปคือคุณไม่อยากเสียพลังงานที่เก็บสะสมมาอย่างยากลำบากเพื่อต่อสู้กับรีเวิร์สอย่างไร้ความหมายใช่ไหม?”
“ใช่ ด้วยพลังของเราในตอนนี้เรายังไม่สามารถรับมือการบุกโจมตีของพวกรีเวิร์สได้ วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดคือการปิดผนึกประตูจักรวาลอีกครั้งเพื่อรอให้เรามีพลังมากพอที่จะบุกฝ่าดินแดนของพวกมันไปและหวนคืนกลับสู่ตระกูล” ริเวอร์กล่าวพร้อมกับพยักหน้า
“ทุกอย่างที่คุณพูดมันเป็นเพียงความคิดเห็นของคุณคนเดียว แต่คุณไม่เคยถามความคิดเห็นของฉัน ใครเป็นคนบอกว่าฉันจะกลับไปหาตระกูลออโรร่า!”
—
ตูม!
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างกะทันหันเป็นสัญญาณว่าการบุกโจมตีวิหารผู้สร้างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“นี่คือเรื่องของสกายวิง ใครไม่เกี่ยวไสหัวออกไปซะ!”
ฝูงหมาป่าเริ่มตะโกนสโลแกนของตระกูล ซึ่งหลังจากคำพูดนี้ได้จบลงมันก็ความว่าไม่พวกเขาหรือศัตรูก็จะต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
เซี่ยกู่เฉิงผู้ซึ่งเป็นผู้นำของการโจมตีในครั้งนี้เคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือแสงพร้อมกับพุ่งทำลายตัววิหารอย่างรวดเร็ว
เศษหินเศษดินกระเด็นกระดอนออกไปอย่างรุนแรงพร้อมกับอาคารขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ทรุดตัวลงไป ซึ่งในระหว่างนั้นสีหน้าของเครนและผู้สร้างอีกสองคนก็บิดเบี้ยวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ตอนนี้พวกเราถอยไม่ได้แล้ว เขาไม่ได้เว้นช่องว่างให้พวกเราเสนอความคิดเห็นอะไรเลย” ซีนกล่าวพร้อมกับกัดฟัน
ใครบอกว่าเซี่ยกู่เฉิงไม่รู้จักการวางกลยุทธ์?
บรรพบุรุษแห่งสกายวิงผู้นี้รู้ดีว่าถึงแม้ผู้สร้างทั้งสามจะตกลงเป็นพันธมิตรกับสกายวิง แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้มีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้เซี่ยกู่เฉิงจึงจงใจทำลายวิหารเพื่อบีบบังคับให้พวกคอนสแตนมุ่งเน้นความเกลียดชังมาที่พวกเขา สถานการณ์นี้จะบีบบังคับให้พวกเครนลังเลไม่ได้อีกต่อไป และผู้สร้างทั้งสามจะต้องร่วมมือกับสกายวิงเพื่อเผชิญหน้ากับผู้สร้างอีกเจ็ดคน
เรียกได้ว่าการเคลื่อนไหวของสกายวิงในครั้งนี้บีบบังคับให้พวกเครนลงสนามรบพร้อมกับพวกเขาด้วย แล้วมันก็ไม่มีเส้นทางถอยให้กับใครในตอนนี้อีกต่อไปแล้ว
แรงกดดันอันรุนแรงจากใต้วิหารพุ่งสู่ท้องฟ้าด้วยความรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้พวกผู้สร้างสัมผัสการมาถึงของสกายวิงได้แล้ว เพียงแต่ว่าพวกเขาเลือกที่จะรอคอยในห้องโถงเพื่อรอให้สกายวิงไปปรากฏตัวต่อหน้าของพวกเขา
อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าเซี่ยกู่เฉิงจะเป็นคนที่ดุร้ายมากขนาดนี้ เพราะอีกฝ่ายกลับเลือกที่จะทำลายตัวของวิหารลงไปโดยตรง
ร่างของผู้สร้างทั้งห้าค่อย ๆ ลอยออกมาจากวิหารด้วยใบหน้าอันอับอาย เพราะเพียงแค่ช่วงต้นของการต่อสู้พวกเขาก็ถูกฝังเอาไว้ภายใต้ซากปรักหักพังวิหารของตัวเองแล้ว
“เครน, ซีน, โอเชี่ยน พวกคุณไม่สนใจมิตรภาพในอดีตแล้วจะแตกหักกับพวกเราจริง ๆ ใช่ไหม?” กรีนผู้ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในบรรดาผู้สร้างทั้ง 13 คนร้องตะโกนด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง โดยท่าทางของเธอในตอนนี้ดูไม่ต่างไปจากแม่มดตัวร้ายในตำนาน
“แตกหักงั้นเหรอ!? ฉันรอจะพูดประโยคนี้มานานมากแล้ว วันนี้มันถึงเวลาที่พวกเราจะต้องแตกหักกันจริง ๆ สักที”
“ย้อนกลับไปในวันที่พวกแกฆ่าลูกศิษย์ของเรา ตอนนั้นฉันก็พยายามยั้งมือไว้เพราะเห็นต่อมิตรภาพอันดีในอดีต ต่อมาพวกแกก็วางแผนร่วมมือกับดาร์คไนท์เพื่อยอมจำนนต่อพวกรีเวิร์ส ฉันเลยตีตัวออกไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษเพราะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป แต่วันนี้มันถึงเวลาที่ฉันจะต้องมาชำระบัญชีกับพวกแกแล้ว” เครนกล่าวพร้อมกับปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างรุนแรง
“จะบอกว่าที่ผ่านมาพวกแกกลัวหัวหดมาโดยตลอด แต่วันนี้สกายวิงกล้าทำให้พวกแกโผล่หัวออกมาจากถ้ำงั้นเหรอ?! อย่าลืมว่าคราวนี้บลันท์ไม่ได้ร่วมทีมกับพวกแกด้วย ถึงแม้มันจะเพิ่มเซี่ยกู่เฉิงเข้ามาอีกคนแต่พวกแกก็มีพระเจ้าอยู่เพียงแค่ 4 คน” กรีนหัวเราะอย่างเหยียดหยาม
ในระหว่างที่กรีนกำลังหัวเราะอย่างภาคภูมิใจอยู่นั่นเอง เซี่ยกู่เฉิงและจอมเทพอีกห้าคนที่อยู่นิ่ง ๆ ก็เริ่มโจมตีอย่างกะทันหัน ภายในพริบตาร่างของชายชราพุ่งเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้สร้างทั้งห้าเรียบร้อยแล้ว
เมื่อสังเกตเห็นว่าคอนสแตนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้สร้างทั้งเจ็ดไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาก็รู้ดีว่ามันคือโอกาสที่หาได้ยากของเขาแล้ว ตราบใดก็ตามที่เขาสามารถสังหารผู้สร้างทั้งห้าตรงนี้ได้สำเร็จ แม้ว่าคอนสแตนจะกลับมาแต่อย่างน้อยฝั่งของเขาก็ยังมีความได้เปรียบในเรื่องของจำนวนคน
ด้วยเหตุนี้เองเซี่ยกู่เฉิงจึงปล่อยให้เครนปะทะคารมกับกรีนไปสักพัก และเมื่อการป้องกันของศัตรูผ่อนคลายลงเขาก็นำฝูงหมาป่าสกายวิงโจมตี
ยิ่งไปกว่านั้นการจู่โจมอย่างเจ้าเล่ห์ก็ไม่ใช่สิ่งที่เซี่ยเฟยสามารถทำได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะเซี่ยกู่เฉิงก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าที่เจ้าเล่ห์มากกว่าเซี่ยเฟย
ตอนแรกชายชราเหมือนจะมุ่งเป้าไปยังผู้สร้างที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่จริง ๆ แล้วเขากำลังมุ่งเป้าไปที่สไมล์ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีของเซี่ยเฟย
จอมเทพทั้งห้าเคลื่อนที่ตามมาในฐานะของฝูงหมาป่า ส่วนทางด้านของเซี่ยกู่เฉิงก็กำลังสวมบทบาทหมาป่าเดียวดายของสกายวิง
ตำแหน่งหมาป่าเดียวดายของเซี่ยเฟยทำให้เซี่ยกู่เฉิงค้นพบว่าการมีหมาป่าเคลื่อนไหวอย่างอิสระ มันช่วยเร่งศักยภาพของฝูงหมาป่าขึ้นมากกว่าเดิม ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้กลยุทธ์นี้ในฐานะท่าไม้ตายของสกายวิงในการกำจัดศัตรู
เพียงแค่ฝูงหมาป่าที่ขับเคลื่อนโดยเซี่ยเฟยก็มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากแล้ว มันจึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงฝูงหมาป่าที่ถูกขับเคลื่อนโดยเซี่ยกู่เฉิงผู้ที่มีความเร็วอยู่เหนือแสง
หมาป่าทั้งหกรุมขย้ำสไมล์อย่างรวดเร็ว โดยเซี่ยกู่เฉิงเริ่มจากการชกหน้าอกของชายอ้วนอย่างรุนแรงจนทำให้อีกฝ่ายกระเลือดออกมาคำโต
พริบตาต่อมาฝูงหมาป่าทั้งห้าก็เริ่มจู่โจมจากในทิศทางที่แตกต่างกันไป และความเร็วของพวกเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถติดตามได้ง่าย ๆ เลย
จอมเทพทั้งห้าถือว่าเป็นไพ่ตายใบสำคัญที่เซี่ยกู่เฉิงได้ซุกซ่อนเอาไว้มาโดยตลอด และเมื่อฝูงหมาป่าฝูงนี้เริ่มโจมตีแม้แต่ผู้สร้างก็ถูกพวกเขาสังหารในเวลาเพียงแค่ไม่นาน
“ใครจะเป็นรายต่อไป?” เซี่ยกู่เฉิงตะโกนถามขณะที่ชี้นิ้วไปยังกลุ่มผู้สร้างที่เหลือรอดชีวิตอยู่อีกสี่คน
***************
4 ต่อ 3 แล้วนะ