เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,006 โซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์?

ตอนที่ 1,006 โซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์?

ตอนที่ 1,006 โซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์?


ตอนที่ 1,006 โซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์?

เซี่ยเฟยอยากรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเขามาก เขาจึงตั้งคำถามลินนิจกับริเวอร์ไปหลายข้อ

“ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่านอกเหนือจากสายเลือด 50% ของชาวโลกและสายเลือดอีก 25% ของสกายวิงแล้ว สายเลือดอีก 25% ของคุณคือสายเลือดของออโรร่าที่เดินทางมาจากนอกประตูจักรวาลพร้อมกับฉันและลินนิจ”

เมื่อริเวอร์พูดถึงสายเลือดลึกลับอีก 25% ของชายหนุ่ม มันก็ทำให้เซี่ยเฟยชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่เขาจะตั้งใจฟังต่อไป

“ปู่ของคุณชื่อว่าเซียวกู๋เป็นทายาทสายตรงของตระกูลออโรร่า ย้อนกลับไปลินนิจทำหน้าที่เป็นวิญญาณพิทักษ์ยาน ขณะที่ฉันทำหน้าที่เป็นองครักษ์ ระหว่างที่พวกเราออกเดินทางสำรวจพื้นที่ที่ไม่มีใครรู้จัก พวกเราก็บังเอิญได้พบกับพวกรีเวิร์สที่ทรงพลังมาก”

“พวกเราพยายามต่อต้านศัตรูยาวนานถึง 16 ปี และในขณะที่พลังงานของเรากำลังจะหมดลง พวกเราก็บังเอิญได้ไปพบกับประตูจักรวาล”

“ตอนนั้นประตูจักรวาลถูกปิดผนึกเอาไว้ ปู่ของคุณจึงตัดสินใจเปิดประตูเพื่อหนีมาพักฟื้นยังจักรวาลแห่งนี้ โดยฉันต้องทำหน้าที่เป็นคนผนึกประตูจักรวาลอีกครั้ง เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเราฟื้นฟูพลังกลับคืนมาได้พวกเราค่อยกลับไปยังตระกูลออโรร่า”

“นายน้อยสมกับเป็นทายาทสายตรงของตระกูลออโรร่า เพราะถึงแม้ว่าประตูจักรวาลจะถูกปิดผนึกเอาไว้อย่างแน่นหนา แต่เขาก็สามารถเปิดมันออกมาได้จริง ๆ น่าเสียดายที่การเปิดผนึกในครั้งนั้นมันต้องแลกมากับพลังงานส่วนใหญ่ที่เขามี”

“ปู่ของคุณเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก เขาแทบที่จะไม่เคยโกรธคนอื่นเลย ในตอนนั้นฉันก็ตระหนักว่าเหตุผลที่เขาไม่เคยต่อสู้กับคนอื่นไม่ใช่ว่ามันเป็นเพราะเขาอ่อนแอ ในทางตรงกันข้ามเขาแข็งแกร่งมากจนสามารถจัดการฉันกับลินนิจได้อย่างง่ายดาย”

เมื่อเล่ามาจนถึงตรงนี้แววตาของริเวอร์ก็เปล่งประกายราวกับว่าภาพเหตุการณ์ที่เซียวกู๋เปิดประตูจักรวาลยังคงประทับแน่นในความทรงจำ

“โชคร้ายที่พวกรีเวิร์สได้มาพบกับเราก่อนที่เราจะเข้าประตูจักรวาล อาร์คจึงถูกทำลาย ส่วนนายน้อยที่สูญเสียความสามารถในการป้องกันตัวก็กระเด็นหายไปในทะเลดวงดาว”

“ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือถึงแม้ฉันจะพยายามปิดผนึกประตูจักรวาลเอาไว้ แต่ผนึกที่ฉันสร้างมันก็อ่อนแอกว่าผนึกดั้งเดิมมาก ทำให้บางครั้งมันจึงมีรีเวิร์สแอบเล็ดลอดทะลุประตูจักรวาลมายังจักรวาลแห่งนี้ได้ และเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างเนิ่นนานผนึกที่ฉันสร้างมันก็สูญเสียพลังไปจนเกือบหมดแล้ว”

ระหว่างที่ริเวอร์กำลังเล่าลินนิจก็ก้มศีรษะลงอย่างเศร้าสร้อย ย้อนกลับไปตอนนั้นเซียวกู๋ต้องใช้พลังเพื่อเปิดผนึกประตูจักรวาล ขณะที่ริเวอร์ก็ต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อปิดผนึกประตูจักรวาลด้วยเหมือนกัน แต่ในตอนนั้นเขากลับไม่สามารถปกป้องอาร์คเอาไว้ได้ ลินนิจจึงโทษตัวเองที่ทำให้เซี่ยเฟยต้องเติบโตขึ้นมาอย่างเดียวดายแบบนี้

“ฉันจำได้ว่าประตูจักรวาลเคยถูกเปิดออกครั้งหนึ่งแล้ว และมันก็คือเหตุผลที่ทำให้ดินแดนกฎตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรีเวิร์สมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ตอนนั้นมันไม่ได้เรียกว่าประตูจักรวาลถูกเปิดออกหรอก มันแค่มีช่องว่างของประตูเปิดแง้มออกเล็กน้อย พวกรีเวิร์สที่เล็ดลอดเข้ามาก็มีจำนวนแค่นิดหน่อยเท่านั้น แต่ด้วยความแข็งแกร่งของพวกมันพวกผู้สร้างเลยเลือกที่จะยอมจำนน” ลินนิจกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“ผนึกที่ฉันสร้างช่วยลดทอนพลังของรีเวิร์สที่บุกเข้ามามาก ถ้าหากประตูจักรวาลถูกเปิดออกอีกครั้งจริง ๆ ฉันเกรงว่าถึงแม้ทั่วทั้งจักรวาลจะรวมพลังกัน แต่พลังของจักรวาลนี้ก็คงจะไม่สามารถต่อต้านพวกรีเวิร์สได้” ริเวอร์กล่าว

หลังจากนั้นริเวอร์กับลินนิจก็เริ่มพูดถึงตระกูลออโรร่าและพื้นที่นอกประตูจักรวาล โดยเหตุผลที่ตระกูลออโรร่าได้รับความเคารพก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นตระกูลที่ทรงพลัง แต่เป็นเพราะออโรร่าคือตระกูลที่สง่างาม

ในมุมมองของเซี่ยเฟยความสง่างามคือเรื่องไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง หากใครกล้ามายั่วยุเขาหรือคนในตระกูลของเขา เขาก็จะสังหารศัตรูพวกนั้นให้หมด ซึ่งแนวความคิดของเขาค่อนข้างที่จะเข้ากับคนของสกายวิง เขาจึงไม่รู้เลยว่าความสง่างามมันจะมีประโยชน์ในสนามรบได้ยังไง

ว่ากันว่าออโรร่าไม่เคยยึดสมบัติของศัตรูเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เซี่ยเฟยยึดสมบัติเหล่านั้นเป็นสินสงครามของตัวเองอยู่เสมอ

ว่ากันว่าออโรร่าไม่เคยฆ่าใคร อย่างมากที่สุดพวกเขาก็แค่ทุบตีสั่งสอนกลับไปโดยไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู เว้นแต่ว่าสถานการณ์นั้นจะเกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย พวกเขาจึงจะทำการสังหารศัตรูอย่างโศกเศร้า แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมขัดแย้งกับอุปนิสัยของเซี่ยเฟยอย่างสิ้นเชิง เพราะชายหนุ่มจะทำการสังหารศัตรูทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น

โดยสรุปก็คือตระกูลออโรร่าที่ลินนิจและริเวอร์บรรยายขึ้นมาถึงกับทำให้เซี่ยเฟยพูดไม่ออก เพราะคนพวกนี้เหมือนกับทำความดีไปวัน ๆ โดยไม่คิดที่จะมีความบาดหมางกับใครอื่นเลย

เมื่อมองไปยังตระกูลออโรร่าแล้วหันกลับมามองแม่เหล็กดูดปัญหาอย่างตัวเอง เซี่ยเฟยก็ถอนหายใจอย่างหนักก่อนที่จะกล่าวขึ้นมาว่า

“พวกคุณแน่ใจนะว่าฉันคือทายาทของตระกูลออโรร่าจริง ๆ?”

ทั้งลินนิจและริเวอร์ต่างก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ลินนิจจะกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเคร่งขรึม

“พวกเรายืนยันเรื่องนี้ได้แน่ ๆ เพราะถึงแม้ว่านายจะมีสายเลือดของออโรร่าเพียงแค่ 25% แต่สายเลือดที่ทรงพลังของออโรร่าทำให้นายมีความได้เปรียบเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกรีเวิร์ส ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนที่พวกผู้พิทักษ์หลายร้อยคนทำอะไรรีเวิร์สไม่ได้ แต่นายกลับสามารถสังหารรีเวิร์สได้ด้วยดาบเดียว นั่นก็เพราะพลังของเนอร์วาน่าและพลังที่แฝงอยู่ในสายเลือดของนาย”

เซี่ยเฟยไม่ต้องการที่จะพูดคุยถึงเรื่องตระกูลออโรร่าอีกต่อไป เพราะแนวคิดของตระกูลนี้ขัดต่อหลักการใช้ชีวิตของเขามาก ในความเห็นของเขาการอยู่กับสกายวิงก็ดีอยู่แล้ว เพราะหลักการในการใช้ชีวิตของสกายวิงมีความเหมาะสมกับเขามากกว่า

แม้ว่าวันหนึ่งเขาจะข้ามผ่านประตูจักรวาลไปเยี่ยมตระกูลออโรร่าได้ แต่เขาก็กลัวว่าตัวเองจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดของตระกูล เพราะบุคลิกของเขากับชาวออโรร่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนแทบที่จะไม่มีส่วนไหนพิสูจน์ได้ว่าเขาคือชาวออโรร่าได้เลยจริง ๆ

“เอาล่ะเรามาพูดกันถึงเรื่องพื้นที่สมองส่วนที่ 7 กับตราประทับสีทองกันดีกว่า ทำไมทุกอย่างถึงเปลี่ยนไปหลังจากที่มันมีตราประทับสีทองปรากฏขึ้นมาในสมองของฉัน?” เซี่ยเฟยเปลี่ยนเรื่องถาม

“การที่คุณมีโซลมาร์คปรากฏขึ้นมาในตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มาก ย้อนกลับไปก่อนที่พวกเราจะเดินทางเข้ามา สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในจักรวาลยังไม่เคยเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ขึ้นมาก่อนเลย แต่การระเบิดของอาร์คทำให้สิ่งมีชีวิตเริ่มเกิดการกลายพันธุ์” ริเวอร์กล่าว

“อาร์คมีพลังขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“คุณอย่าลืมว่าอาร์คคืออุปกรณ์วิญญาณขนาดใหญ่ที่มีความคิดอย่างอิสระ มันคือศูนย์รวมความรุ่งเรืองของออโรร่า ถ้าหากว่ามันไม่ได้มีพลังมากขนาดนั้น แล้วเราจำเป็นจะต้องเสียสละชีวิตของนักรบเพื่อเป็นวิญญาณอมตะคอยควบคุมยานรบในระดับนี้ด้วยเหรอ?” ริเวอร์กล่าว

เมื่อพูดมาถึงเรื่องนี้ลินนิจก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เพราะสาเหตุที่เขาถูกเลือกให้เป็นวิญญาณคอยพิทักษ์อาร์ค นั้นก็เพราะว่าตอนนั้นเขาเป็นนักรบที่แข็งแกร่งมากจนถูกรับเลือก

ระหว่างนั้นเซี่ยเฟยก็อดที่จะจับจ้องมองไปยังลินนิจไม่ได้ เพราะวิญญาณดวงนี้ฟื้นฟูความทรงจำกลับมาตั้งนานแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับเลือกจะซ่อนข้อมูลทุกอย่างไม่ยอมเล่าเรื่องพวกนี้ให้เขาฟังเลย

อาร์คถือได้ว่าเป็นสมบัติของตระกูลออโรร่า หลังจากที่ยานลำนี้ระเบิดออกไปพลังงานก็กระจัดกระจายไปทั่วทั้งจักรวาล สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจึงเริ่มเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งผู้สร้างทั้ง 13 ก็คือกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการระเบิดของอาร์คมากที่สุด

คนกลุ่มนี้ได้รับการเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 เป็นกลุ่มแรก ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มควบคุมพลังในร่างกายและกลายมาเป็นนักรบในระดับพระเจ้าอย่างในปัจจุบัน

ระหว่างการสนทนาลินนิจกับริเวอร์ก็ดูเหมือนกับจะมีอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ แต่พวกเขายังพูดอะไรออกมาไม่หมด

“จักรวาลกว้างใหญ่ขนาดนี้ ทำไมมันถึงมีนักรบระดับพระเจ้าอยู่เพียงแค่ 14 คนเท่านั้น ถึงแม้จะนับรวมคนที่ตายไปในอดีตแต่มันก็มีพระเจ้าอยู่เพียงแค่ 41 คนเท่านั้นเอง” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นมาจากต้นกำเนิดของพลัง สิ่งมีชีวิตในจักรวาลนี้ได้เรียนรู้การใช้พลังจากร่างกายของตัวเองเท่านั้น โดยไม่รู้ว่านอกเหนือจากร่างกายแล้วพวกเขายังสามารถใช้พลังจากวิญญาณได้อีกด้วย”

“เมื่อร่างกายได้รับการฝึกฝนจนถึงขีดสุด พวกเขาก็จะพัฒนาจนกลายเป็นจอมกฎที่สามารถควบคุมพลังจักรวาลด้วยร่างกายของตัวเอง”

“การพัฒนาไปเป็นพระเจ้าหมายความว่านักรบคนนั้นได้พัฒนาร่างกายจนถึงขีดจำกัดและเริ่มใช้พลังวิญญาณได้บ้างแล้ว แต่การใช้พลังวิญญาณยากกว่าการใช้พลังจากร่างกายมาก เพราะท้ายที่สุดวิญญาณก็เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า”

“คุณได้เห็นแล้วใช่ไหมว่ากว่าที่เซี่ยกู่เฉิงจะพัฒนากลายเป็นพระเจ้าได้ เขาจำเป็นจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อพัฒนาการใช้พลังวิญญาณ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมันถึงแทบจะไม่มีนักรบในระดับนี้ปรากฏตัวขึ้นมาในจักรวาลแห่งนี้เลย” ริเวอร์อธิบาย

“นักรบส่วนใหญ่ยังยึดติดกับการฝึกฝนร่างกายอย่างเดียวสินะ มันจึงทำให้พวกเขายังไม่สามารถเข้าถึงพลังวิญญาณซึ่งเป็นระบบพลังอีกระบบหนึ่งของนักรบได้”

“ว่าแต่ฉันเพิ่งเลื่อนระดับมาเป็นราชันย์ขั้นที่ 5 เองไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมมันถึงมีตราประทับสีทองปรากฏขึ้นในสมองของฉัน” เซี่ยเฟยถาม

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสายเลือดออโรร่าและอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะประสบการณ์ในการใช้ชีวิตของนาย ตลอดเวลาที่ผ่านมานายได้ผ่านบททดสอบแห่งความตายมาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งจิตใจอันแข็งแกร่งไม่ยอมแพ้ต่อความตายได้ผลักดันให้โซลมาร์คถูกเปิดออกมา” ลินนิจกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่ในระหว่างที่เขากำลังจะตั้งคำถามอีกครั้ง จู่ ๆ ร่างกายของเขาก็เริ่มร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหันราวกับว่ามีคนโยนเขาลงไปในน้ำเดือด

ลินนิจกับริเวอร์ดูไม่แปลกใจกับเหตุการณ์นี้เลยราวกับว่าพวกเขารอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว

“เอาล่ะถึงเวลาที่คุณจะต้องเลือกแล้วว่าคุณจะเป็นโซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์” ริเวอร์กล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

***************

ทุกคนคิดว่าพี่เฟยจะเลือกอะไร? ว่าแต่มันต่างกันยังไงก่อนนน

จบบทที่ ตอนที่ 1,006 โซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์?

คัดลอกลิงก์แล้ว