เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,004 เริ่มเปิดโซลมาร์ค

ตอนที่ 1,004 เริ่มเปิดโซลมาร์ค

ตอนที่ 1,004 เริ่มเปิดโซลมาร์ค


ตอนที่ 1,004 เริ่มเปิดโซลมาร์ค

อย่ายอมแพ้จนกว่าจะวินาทีสุดท้าย!

ด้วยแรงผลักดันจากการเสี่ยงชีวิต จู่ ๆ มันก็มีประกายแสงจาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาในสมองของเซี่ยเฟย

พื้นที่สมองส่วนที่ 7 เป็นกุญแจสำคัญเอาไว้ใช้สำหรับการกำหนดพรสวรรค์ของนักรบ แต่ในตอนนี้เม็ดพลังงานสีสันสดใสภายในสมองของชายหนุ่มกำลังเกิดการกลายพันธุ์ กลายเป็นตราประทับสีทองที่ส่องแสงสว่างออกมาอย่างเจิดจ้า

ถึงแม้ตราประทับสีทองนี้จะเป็นเพียงแค่ตราประทับเล็ก ๆ และยังดูเหมือนไม่สมบูรณ์ แต่พลังที่มันมอบให้กับเซี่ยเฟยเป็นเหมือนกับคลื่นสึนามิที่สาดซัดเข้ามาทำลายทุกสิ่ง

พลังงานถูกปลดปล่อยออกมาจากตราประทับอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้แรงกดดันของชายหนุ่มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้สร้างทั้งสองคนในระยะไกลจึงเบิกตากว้างมองมายังชายหนุ่มด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

การระเบิดพลังงานอย่างกะทันหันของเซี่ยเฟยภายใต้สถานการณ์อันสิ้นหวัง ทำให้แม้กระทั่งผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลก็ยังรู้สึกหวาดกลัว ซึ่งถ้าหากอัตราการระเบิดพลังงานของชายหนุ่มยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป อีกไม่นานดัชนีพลังงานของเซี่ยเฟยจะต้องเกินกว่าระดับพระเจ้าไปแล้วแน่ ๆ

ตราประทับสีทองภายในสมองของเซี่ยเฟยอัดฉีดพลังงานไปทั่วทั้งร่างราวกับเขื่อนที่พังทลายลง พลังงานของชายหนุ่มไม่เพียงแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันเท่านั้น แต่ร่างกายของเขายังแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เมื่อพลังงานเอ่อล้นออกมาเซี่ยเฟยก็ทำการปลดปล่อยดาบจันทร์ทมิฬออกไปซ้ำ ๆ ซึ่งภาพในเหตุการณ์นี้เป็นภาพที่น่าตกตะลึงมาก เพราะชายหนุ่มไม่เคยกระหน่ำโจมตีด้วยพลังของกฎแห่งความโกลาหลมาก่อน

สถานการณ์พลิกผันไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากตอนแรกที่ผู้สร้างทั้งสองคอยปิดล้อมเซี่ยเฟยเอาไว้ แต่ตอนนี้พวกเขากลับถูกไล่ล่าจากกฎแห่งความโกลาหลของชายหนุ่มแทน

แม้ว่าสไมล์กับไดร์จะมีพลังในระดับพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไม่สามารถต้านทานพลังที่บ้าคลั่งแบบนี้ได้ ผู้สร้างทั้งสองจึงทำได้เพียงแค่หลบเลี่ยงดาบจันทร์ทมิฬโดยไม่สามารถหาช่องว่างโจมตีโต้ตอบกลับไปได้เลย

“นี่มันโซลมาร์ค!” ลินนิจอุทานขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่เขาได้เห็นพลังของเซี่ยเฟยที่ปะทุขึ้นมา

“ใช่ นายน้อยสามารถเปิดใช้งานโซลมาร์คได้แล้ว นี่คือผลลัพธ์ของพรสวรรค์ประกอบกับความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งที่ไม่คิดจะยอมรับความพ่ายแพ้” จู่ ๆ เสียงของริเวอร์ก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ริเวอร์! นี่นายแอบดูอยู่ตลอดเลยงั้นเหรอ?!” ลินนิจสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อมันได้มีเสียงของสหายเก่าดังขึ้นมา

“ใช่ ฉันไม่เคยจากไปไหน คอยแอบตามดูนายน้อยไกล ๆ อยู่ตลอด” ริเวอร์กล่าว

“ถ้านายดูอยู่แล้วทำไมไม่เข้ามาช่วยเซี่ยเฟยตั้งแต่แรก ถ้าหากเขาไม่สามารถเปิดใช้งานโซลมาร์คได้ ตอนนี้เขาอาจจะเป็นอันตรายถึงตายไปแล้ว” ลินนิจเริ่มบ่นขึ้นมาเล็กน้อย

“ถ้าฉันเข้าไปช่วยตั้งแต่แรก นายคิดว่านายน้อยจะสามารถเปิดใช้งานโซลมาร์คได้ไหม?” ริเวอร์กล่าว

ลินนิจขมวดคิ้วและไม่พูดอะไรตอบกลับไป

“ทุกคนมักจะคิดมาตลอดว่าปาฏิหาริย์ทั้งหมดที่เซี่ยเฟยสร้างขึ้นมาเป็นเพราะพรสวรรค์ที่เขามีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ใครจะไปรู้สาเหตุที่เขาเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ เขาก็ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่พรสวรรค์ของตัวเองเท่านั้น แต่เขายังพึ่งพาความเพียรพยายามอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย”

“ความดื้อรั้นของเขาเปรียบเสมือนวัชพืชที่ไม่เคยยอมแพ้ จิตใจของเขาแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ไม่เคยย่อท้อแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากมาอย่างมากมาย”

“นายบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าถึงแม้เซี่ยเฟยจะสืบสายเลือดมาจากนายน้อย แต่เขาก็มีความบ้าคลั่งอย่างที่ชาวออโรร่าไม่มี ปัจจัยหลักที่ทำให้เขาพัฒนามาได้ขนาดนี้มันไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่สายเลือดของเขาเท่านั้น แต่มันยังเป็นเพราะบุคลิกที่ไม่ยอมแพ้ของเขาอีกด้วย”

“เส้นทางที่เซี่ยเฟยเติบโตขึ้นมาย่อมแตกต่างจากเส้นทางของนายน้อยอย่างสิ้นเชิง นายน้อยเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรุ่งโรจน์ของตระกูล แต่เซี่ยเฟยเติบโตขึ้นมาเพียงลำพัง ทุกอย่างที่เขาประสบความสำเร็จในวันนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่พึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองเพียงคนเดียว” ริเวอร์กล่าว

“ในที่สุดนายก็คิดได้แล้วสินะ” ลินนิจกล่าวขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

“ฉันเริ่มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ที่พวกเราพูดคุยกันครั้งที่แล้ว เซี่ยเฟยแตกต่างจากสมาชิกทุกคนในตระกูลออโรร่าจริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเพียงแต่ฉันยังติดภาพความสง่างามของนายน้อยอยู่เท่านั้นเอง” ริเวอร์กล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

บทสนทนาระหว่างลินนิจและริเวอร์เป็นไปอย่างลับ ๆ โดยที่เซี่ยเฟยไม่ได้รับรู้ถึงบทสนทนาเหล่านี้เลย ชายหนุ่มยังคงปลดปล่อยการโจมตีออกไปอย่างบ้าคลั่งเรียกได้ว่าเขาต้อนผู้สร้างทั้งสองจนเกือบจะจนมุม

“ดูเหมือนว่าเซี่ยเฟยจะยังไม่ชินกับการใช้พลังจากโซลมาร์คสินะ เขาถึงยังปล่อยพลังไปยังบ้าคลั่งแบบนั้น” ลินนิจกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ให้เวลาเขาหน่อย อีกไม่นานนายน้อยก็จะปรับตัวได้เอง” ริเวอร์กล่าว

“แต่สถานการณ์ในปัจจุบันมันยังไม่ค่อยสู้ดีนัก ถึงแม้การปล่อยพลังแบบนั้นจะระงับผู้สร้างทั้งสองเอาไว้ได้ แต่ไม่มีทางสังหารพวกเขาลงได้อย่างแน่นอน อีกอย่างโซลมาร์คของเซี่ยเฟยก็ยังไม่สมบูรณ์ อีกไม่นานพลังงานพวกนี้ก็จะหายไปและทำให้สถานการณ์พลิกผันกลับมาอีกครั้ง” ลินนิจกล่าวอย่างกังวล

“หากต้องการสร้างโซลมาร์คอย่างเสร็จสมบูรณ์ เขาก็จำเป็นจะต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้” ริเวอร์กล่าว

“นี่นายยังไม่คิดที่จะลงมืออีกงั้นเหรอ?!” ลินนิจอุทานด้วยความตกใจ

“อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในครั้งนี้ อย่าลืมนะว่าเซี่ยเฟยยังมีต้นไม้แห่งชีวิตอยู่” ริเวอร์กล่าว

“นี่นายคิดจะให้เซี่ยเฟยใช้ต้นไม้แห่งชีวิตเลยงั้นเหรอ? แบบนั้นมันจะเสี่ยงมากเกินไปหรือเปล่า” ลินนิจกล่าวอย่างกังวล

“ในเมื่อนายน้อยสามารถเปิดใช้โซลมาร์คได้ล่วงหน้า เขาย่อมสามารถทะลวงขีดจำกัดได้อย่างแน่นอนหรือว่านายไม่เชื่อใจเซี่ยเฟยงั้นเหรอ?” ริเวอร์กล่าว

“เอ่อ…” ลินนิจทำได้เพียงแต่กลืนน้ำลายลงไป ท้ายที่สุดการทะลวงขีดจำกัดก็สำคัญมาก เพียงแต่ว่าความเสี่ยงที่ต้องแลกมามันก็มีมูลค่าสูงมากด้วยเช่นกัน

การก้าวข้ามผ่านอุปสรรคครั้งสำคัญมักจะเกิดขึ้นในช่วงความเป็นความตายอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น การที่เซี่ยกู่เฉิงพัฒนากลายเป็นพระเจ้าได้สำเร็จหลังจากที่เขาเอาชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน ซึ่งเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นกฎอันเป็นนิรันดร์ของจักรวาล

เซี่ยเฟยยังคงระบายความบ้าคลั่งของตัวเองออกไป และเขาก็ไม่รู้ว่าตราประทับสีทองภายในสมองของเขามันคืออะไรกันแน่ สิ่งเดียวที่เขารู้คือพลังงานเหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุม ถ้าหากว่าเขาไม่ทำการปลดปล่อยพลังงานออกไปจากร่างกาย มันก็อาจจะทำให้ร่างกายของเขาเกิดการระเบิดขึ้นมาได้เลย

ผลของการปลดปล่อยพลังของกฎแห่งความโกลาหลออกไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ แม้แต่ผู้สร้างทั้งสองคนก็ตกอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม เนื่องมาจากการพยายามหลบหนีการโจมตีของเซี่ยเฟยตลอดเวลา

ชายหนุ่มมีสัญชาตญาณอันยอดเยี่ยมมาโดยตลอด ซึ่งในระหว่างการปลดปล่อยพลังงานออกไปเขาก็พยายามเรียนรู้การใช้พลังงานใหม่ไปในเวลาเดียวกัน หลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเขาก็เริ่มที่จะเรียนรู้การควบคุมพลังงานนี้อย่างช้า ๆ

เมื่อเนอร์วาน่าสังหารศัตรูมันจะทำการดูดซับวิญญาณของคู่ต่อสู้เข้าไปเก็บสะสมเอาไว้ภายในร่างของเซี่ยเฟย แต่ในวันนี้เมื่อโซลมาร์คเริ่มถูกเปิดออก พลังงานวิญญาณก็เริ่มรั่วไหลออกมาด้วยเช่นกัน และมันก็เป็นพลังงานที่เซี่ยเฟยยังไม่เคยเรียนรู้ค้นหาวิธีในการควบคุม

หลังเวลาผ่านไปชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าพลังวิญญาณภายในร่างกายของตัวเองไม่เพียงพอ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานอันแข็งแกร่งภายในเนอร์วาน่า ซึ่งมันเป็นพลังที่มีความเสถียรมากกว่าต่างจากพลังในร่างกายของเขาที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาเลย

ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงเริ่มดึงพลังวิญญาณมาจากเนอร์วาน่า โดยต้องการจะใช้พลังงานเหล่านั้นในการสังหารศัตรู อย่างไรก็ตามชายหนุ่มก็ไม่ได้รู้เลยว่าการกระทำอันไม่รู้ความของเขากำลังจะกลายเป็นหายนะสำหรับลินนิจ

“ชิบหายแล้ว! เซี่ยเฟยกำลังดึงพลังของฉันออกจากเนอร์วาน่า!!” ลินนิจอุทานด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

ลินนิจคือวิญญาณอมตะที่ถูกนำมาหลอมรวมเข้ากับเนอร์วาน่า พลังวิญญาณที่เซี่ยเฟยค้นพบในเนอร์วาน่าจึงไม่ใช่พลังงานอื่นนอกเสียจากพลังงานของลินนิจนั่นเอง

น่าเสียดายที่ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าตราบใดก็ตามที่เขาดึงพลังวิญญาณของลินนิจออกมาใช้จนหมด ตอนนั้นลินนิจก็จะไม่เหลือพลังมากพอที่จะคงสภาพตัวเองเอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน หรือหากจะพูดง่าย ๆ ถ้าหากเซี่ยเฟยดึงพลังงานของลินนิจออกไป มันก็จะทำให้ลินนิจค่อย ๆ เสียชีวิตลงไปนั่นเอง

“อะไรนะ?! เขาเพิ่งจะควบคุมพลังวิญญาณได้ แต่เขากลับค้นหาแหล่งที่มาของพลังวิญญาณได้แล้วงั้นเหรอ? ดูเหมือนอีกไม่นานเขาจะกลายเป็นนักรบวิญญาณระดับ 1 แล้วสินะ” ริเวอร์อุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

“อย่าพึ่งตกใจช่วยฉันก่อน! แรงดึงของเซี่ยเฟยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว อีกไม่นานฉันคงจะทนไม่ไหวแล้วนะ” ลินนิจร้องโหยหวนแทบจะขาดใจ

“นายคิดว่าเซี่ยเฟยจะดึงวิญญาณของนายออกมาจากเนอร์วาน่าได้จริง ๆ เหรอ? เขาเพิ่งเริ่มเปิดใช้งานโซลมาร์คได้เองนะ” ริเวอร์กล่าว

“เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว! เขาคือเซี่ยเฟยเชียวนะ เขาคือคนที่ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เมื่อไหร่ก็ตามที่พลังวิญญาณภายในร่างเขาหมดลง ตอนนั้นพลังงานที่เขาจะใช้มันจะต้องเป็นพลังของฉันแน่นอน” ลินนิจตะโกนด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

พูดตามหลักการและเหตุผลแล้วการที่เซี่ยเฟยสามารถเปิดใช้โซลมาร์คได้ก่อนที่ร่างกายจะพัฒนาอย่างเต็มที่ มันก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ของจักรวาล แต่ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังจะสร้างปาฏิหาริย์ซ้อนปาฏิหาริย์โดยการดึงพลังงานออกมาจากร่างของลินนิจ

ในฐานะคนรับใช้ของตระกูลออโรร่า ลินนิจย่อมเตรียมพร้อมจะสละชีวิตปกป้องสมาชิกของตระกูล อย่างไรก็ตามการตายในลักษณะนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาเตรียมใจเอาไว้มาก่อนเลย ที่แย่ไปกว่านั้นคือเซี่ยเฟยยังไม่รู้ตัวว่าเขากำลังจะทำอะไร

**************

จะหยุดพี่เฟยทันไหม? หรือลินนิจจะถูกรวมร่าง!

จบบทที่ ตอนที่ 1,004 เริ่มเปิดโซลมาร์ค

คัดลอกลิงก์แล้ว