เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 954 ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง

ตอนที่ 954 ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง

ตอนที่ 954 ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง


ตอนที่ 954 ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง

“ออกไป? ทำไมผมจะต้องออกไปด้วย?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“นายรู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วนายไม่ใช่คนเดียวในตระกูลที่เป็นดีม่อนวิงของตระกูล” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างกุมไหล่เซี่ยเฟยเอาไว้

“ผมรู้ว่าบรรพบุรุษก็เป็นดีม่อนวิงเหมือนกันครับ” เซี่ยเฟยกล่าว

“ฉันไม่ได้หมายถึงตัวเอง แต่หมายถึงเด็กรุ่นใหม่คนอื่น ๆ ต่างหาก ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาพวกเราผลิตอัจฉริยะที่มีศักยภาพจะกลายเป็นดีม่อนวิงอยู่หลายคน แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องคนที่สามารถเรียกดีม่อนวิงออกมาได้ เรื่องนั้นมันก็มีเพียงแค่นายคนเดียวนอกเหนือจากฉัน” เซี่ยกู่เฉิงกล่าว

“แล้วทำไมมันไม่มีใครบอกผมเรื่องนี้เลย?” เซี่ยเฟยถามหลังจากชะงักไปเล็กน้อย

“นั่นก็เพราะว่าดีม่อนวิงทั้งหมดในตระกูลต่างก็หายตัวไปจนหมดน่ะสิ” เซี่ยกู่เฉิงกล่าว

“หายไป!?”

“ใช่! หายไป! ฉันพยายามหาคำตอบของเรื่องนี้มันนานมากแล้วว่าทำไมอัจฉริยะรุ่นใหม่ถึงต้องหายตัวไปอย่างปริศนา ถ้าฉันรู้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ขึ้นมาฉันขอบอกเลยว่าแม้แต่พระเจ้าก็ไม่มีทางหลุดรอดไปจากเงื้อมมือของฉันได้” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวพร้อมกับกำหมัดแน่นและภายในแววตามันก็เต็มไปด้วยความดุร้ายอยู่เต็มเปี่ยม

“มีคนมุ่งร้ายมาที่ตระกูลเรางั้นเหรอครับ? แล้วพวกเขาจะจัดการเฉพาะกับอัจฉริยะของเราไปทำไม?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“อาจจะเป็นเพราะพวกมันกลัวสกายวิงแข็งแกร่งมากเกินไป พวกมันจึงแอบจัดการกับอัจฉริยะของเราอย่างลับ ๆ ท้ายที่สุดกฎแห่งความเร็วก็เป็นพลังที่น่าเหลือเชื่อมาก และถ้าหากพูดถึงตระกูลที่เชี่ยวชาญกฎแห่งความเร็ว ทุกคนย่อมนึกถึงตระกูลของเราเป็นอันดับแรก”

“นายอยากรู้เรื่องอีวิลวิงกับดีม่อนวิงสินะ อีวิลวิงคือตัวแทนของผู้ที่สามารถเร่งความเร็วได้เกินกว่าความเร็วแสง 2 เท่า ขณะที่ดีม่อนวิงคือตัวแทนของยมทูตที่สามารถสังหารศัตรูได้อย่างไร้ที่สิ้นสุดด้วยความเร็วเกินกว่าความเร็วแสง 2 เท่า”

‘ใช้ร่างกายของตัวเองวิ่งได้ไวเกินกว่าความเร็วแสง 2 เท่าเนี่ยนะ?!’ เซี่ยเฟยคิดภายในใจอย่างตกตะลึง

หากปราศจากการสนับสนุนของปีกบนหลัง แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มต้นฝึกฝนกฎแห่งความเร็วด้วยพลังพิเศษความเร็วขั้นสูงสุด แต่อย่างมากที่สุดพวกเขาก็สามารถเร่งความเร็วได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของความเร็วแสงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามปีกหนึ่งข้างก็จะช่วยให้พวกเขาสามารถเร่งความเร็วได้เกินกว่าปกติ 1 ขั้น หรือมันก็หมายความว่าการมีปีก 2 ปีกมันก็จะช่วยให้พวกเขาสามารถเร่งความเร็วได้เกินกว่าระดับปกติถึง 2 ขั้นนั่นเอง

ขณะเดียวกันดีม่อนวิงก็เป็นปีกชนิดพิเศษที่สามารถนำมาใช้ในการสังหารศัตรูได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเปรียบเทียบกับเซี่ยเค่อและเซี่ยเหลียนหนิงที่ครอบครองเพียงแค่อีวิลวิงแล้ว ศักยภาพในการสังหารของเซี่ยเฟยมันก็เหนือเกินกว่าสองผู้อาวุโสของตระกูลอย่างไม่อาจจะนำมาเปรียบเทียบกันได้

ดีม่อนวิงจึงกลายเป็นจุดสูงสุดของสกายวิง และพวกเขาก็คือผู้ที่สามารถสังหารศัตรูได้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วนโดยอาศัยเพียงแค่ร่างกายของตัวเอง

“หลังจากที่ฉันสืบสวนเรื่องนี้มานานหลายปี ในที่สุดฉันก็เริ่มค้นพบเบาะแส ตอนนี้ฉันสามารถยืนยันได้แล้วว่ามันมีคนกลัวศักยภาพในการเติบโตของพวกเรา พวกมันจึงพยายามควบคุมพลังของเราไม่ให้อยู่เหนือระดับกว่าที่พวกมันได้กำหนดเอาไว้” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวหลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“มันเป็นฝีมือของใครครับ?” เซี่ยเฟยกล่าวถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ตอนนี้ฉันยังบอกไม่ได้ว่ามันเป็นฝีมือของใคร แต่ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานเราจะจับตัวการของเรื่องนี้ได้แน่ ๆ”

“การปรากฏตัวของนายย่อมดึงดูดศัตรูของเราได้อย่างแน่นอน และพวกมันก็คงจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดนายออกไป ท้ายที่สุดศักยภาพของนายก็ไม่ต่างจากฉัน เมื่อไหร่ก็ตามที่นายสามารถเร่งความเร็วได้จนถึงจุดสูงสุด เมื่อนั้นมันก็จะไม่มีใครสามารถจัดการกับนายได้อีกแล้ว”

“ด้วยเหตุนี้ฉันจึงบอกว่าให้นายรีบออกไปในทันที สิ่งที่นายจำเป็นจะต้องทำคือภารกิจขั้นสูงสุดของตระกูล” เซี่ยกู่เฉิงกล่าว

“ภารกิจขั้นสูงสุดของตระกูล?” เซี่ยเฟยอุทานอย่างตกตะลึง

“ใช่! ฉันได้ตรวจสอบเรื่องอาวุธมายามาพักใหญ่แล้ว และสามารถยืนยันได้ว่าพวกดาร์คไนท์กำลังพยายามรวบรวมอาวุธมายาเอาไว้ ตอนนี้ทั้งนอกและในดินแดนกฎไม่มีข่าวเกี่ยวกับอาวุธมายาธาตุพืชอีกต่อไป พวกมันอาจจะตกอยู่ในมือของพวกดาร์คไนท์ก็ได้และนายจะต้องไปแย่งอาวุธพวกนั้นกลับมา” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวอย่างจริงจัง

“บรรพบุรุษของนายบ้าไปแล้วหรือไง?! นี่เขากำลังบอกให้นายเข้าไปในดินแดนของศัตรูเพียงลำพังเนี่ยนะ” ลินนิจอุทานอย่างประหลาดใจ

เซี่ยเฟยยังคงนิ่งเงียบรอฟังคำอธิบายต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าบรรพบุรุษคนนี้ไม่เคยเคลื่อนไหวโดยไร้เหตุผล

“อาวุธมายาสำคัญกับพวกเราขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” เซี่ยเฟยถาม

“ใช่! มันสำคัญกับเรามาก จากข้อมูลที่ฉันมีด้านหลังประตูจักรวาลมีสิ่งมีชีวิตอย่างน้อยชนิดหนึ่งที่ถูกเรียกว่ารีเวิร์ส อสูรร้ายพวกนี้มีความแข็งแกร่งสูงมาก ถ้าหากว่าพวกมันหลุดลอดออกมาจากประตูจักรวาล คราวนั้นมันคงจะกลายเป็นฝันร้ายของทั่วทั้งจักรวาลอย่างแน่นอน”

“ยิ่งไปกว่านั้นนอกประตูจักรวาลคงจะไม่ได้มีเพียงแค่รีเวิร์สเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอยู่อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นจะต้องหาวิธีการป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด”

“นานมาแล้วเคยมีคนบอกฉันว่าตราบใดก็ตามที่เราสามารถรวบรวมอาวุธมายาธาตุใดธาตุหนึ่งเข้าด้วยกันจนครบสมบูรณ์ได้ เมื่อนั้นพวกเราก็จะมีความสามารถในการต้านทานการรุกรานจากดาร์คไนท์ได้อย่างแน่นอน”

“ตอนนั้นฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อประตูจักรวาลเริ่มไม่เสถียรมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกดาร์คไนท์ก็เริ่มเคลื่อนไหวออกมาจากดินแดนของพวกมันแล้วด้วยเหมือนกัน มันก็เลยทำให้ฉันนึกถึงความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว”

“ฉันพยายามตรวจสอบเรื่องนี้ทุกวิถีทางและพบว่าอาวุธมายาคือวิธีเดียวที่จะทำให้เราสามารถต่อต้านพวกดาร์คไนท์ได้ ส่วนวิธีการต่อต้านพวกรีเวิร์สนอกประตูจักรวาลยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ฉันเชื่อว่าคนที่เคยบอกเรื่องนี้กับฉันย่อมไม่มีวันโกหกฉันอย่างแน่นอน”

“ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องหาอาวุธมายาธาตุพืชทั้งหมด และรวมพวกมันให้กลายเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกเราอยู่รอดปลอดภัยในอนาคต”

“สกายวิงของเราไม่เคยคิดจะยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว และถึงแม้พวกรีเวิร์สนอกประตูจักรวาลจะทรงพลังมาก แต่ตราบใดก็ตามที่พวกมันกล้ามาแตะต้องคนของเรา เมื่อนั้นพวกเราก็จะต่อสู้กลับไปจนสุดกำลัง”

เซี่ยกู่เฉิงเริ่มเล่าถึงผลการสืบค้นให้เซี่ยเฟยฟังทำให้ชายหนุ่มเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับประตูจักรวาลและพวกรีเวิร์สเพิ่มมากขึ้น

“พวกดาร์คไนท์คืออะไรกันแน่ครับ? พวกมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับรีเวิร์สหรือเปล่าครับ ทำไมพวกมันถึงเริ่มเคลื่อนไหวในตอนที่ประตูจักรวาลเริ่มไม่เสถียร?” เซี่ยเฟยถาม

“เท่าที่ฉันเข้าใจพวกดาร์คไนท์กับพวกรีเวิร์สไม่ใช่พวกเดียวกัน เหตุผลที่พวกดาร์คไนท์เริ่มเคลื่อนไหวก็ไม่ใช่เพื่อกำจัดพวกเรา แต่พวกมันพยายามยึดอำนาจจากประตูจักรวาลต่างหาก”

“มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่พวกดาร์คไนท์คือสิ่งมีชีวิตที่มาจากด้านหลังประตูจักรวาล แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างจึงทำให้พวกมันถูกขังอยู่ในจักรวาลนี้ พวกมันจึงพยายามเดินทางกลับไปที่ประตูเพื่อย้อนกลับไปในถิ่นฐานบ้านเกิดของพวกมัน”

“อย่างไรก็ตามพวกดาร์คไนท์คงรู้ดีว่าพลังของพวกมันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุกคามดินแดนกฎได้ แต่ถ้าหากประตูจักรวาลเกิดความไม่มั่นคงและมีพวกรีเวิร์สออกมาเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ด้วย สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างแน่นอน”

“การเคลื่อนไหวในตอนที่ประตูจักรวาลไม่มั่นคงจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกมัน เพราะในเวลานั้นพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจากทั้งสองฝั่งพร้อม ๆ กัน” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวอย่างกังวล

ดาร์คไนท์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากหลังประตูจักรวาลด้วยงั้นเหรอ?

แล้วทำไมพวกมันถึงถูกทิ้งเอาไว้ในจักรวาลแห่งนี้?

เซี่ยเฟยไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย ข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากบรรพบุรุษจึงทำให้เขาพยายามคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ใหม่อีกครั้ง

“ลินนิจ พวกดาร์คไนท์มาจากนอกประตูจักรวาลจริง ๆ เหรอ?” เซี่ยเฟยถามเผื่อว่าลินนิจจะพอมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง

“ฉันขอโทษด้วย ความทรงจำของฉันยังกลับมาไม่สมบูรณ์และฉันก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพวกดาร์คไนท์เลย” ลินนิจกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

คำอธิบายจากบรรพบุรุษในครั้งนี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกว่าด้านหลังประตูจักรวาลเป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดใจมากจริง ๆ เพราะไม่เพียงแต่มันจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการสร้างวิญญาณอมตะเพื่อควบคุมยานรบเท่านั้น เทคโนโลยีในการผลิตอาร์คก็เป็นยานรบที่น่าเหลือเชื่อ

ตอนนี้แม้แต่พวกดาร์คไนท์ก็ยังพยายามต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมประตูจักรวาล มันจึงยิ่งทำให้พื้นที่ด้านหลังประตูกลายเป็นพื้นที่ที่ลึกลับมากยิ่งขึ้น

“ผมเข้าใจแล้วครับ หลังจากนี้ผมจะเดินทางเข้าไปในดินแดนของดาร์คไนท์และจะพยายามกลับมาก่อนที่ประตูจักรวาลจะถูกเปิดออก ไม่อย่างนั้นถ้าประตูบานนี้ถูกเปิดออกจริง ๆ มันคงจะกลายเป็นหายนะสำหรับทุกคน” เซี่ยเฟยกล่าว

“ไม่! ฉันไม่คิดว่าการที่ประตูจักรวาลถูกเปิดออกมันจะกลายเป็นหายนะหรอกนะ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญมากกว่า” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“การปฏิวัติ? ปฏิวัติไปในแนวทางไหนครับ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“จักรวาลนี้ถูกปกครองโดยดินแดนกฎมาเป็นเวลานานมากแล้ว และถึงแม้ว่าพวกดาร์คไนท์กำลังรุกคืบเข้ามา แต่เผ่าพันธุ์สูงสุดทั้งสองก็ยังจ้องจะทำสงครามซึ่งกันและกัน”

“พวกเราไม่ต้องการจักรวาลที่ยุ่งเหยิงแบบนี้อีกต่อไป ถ้าหากว่ามันเกิดวิกฤติล้มล้างทุกอย่างไปหมด จักรวาลก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาใหม่ แต่ไม่ว่าจักรวาลจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงสกายวิงจะต้องยืนหยัดอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์”

“ยิ่งพวกเรามีความสามารถมากเท่าไหร่ความรับผิดชอบที่เราแบกรับเอาไว้มันก็ยิ่งหนักหน่วงมากเท่านั้น เนื่องมาจากว่านายคือดีม่อนวิงของตระกูล ภารกิจของนายคือการพยายามรวบรวมอาวุธมายาธาตุพืชให้สมบูรณ์โดยเร็วที่สุด”

“จำเอาไว้ว่าจักรวาลจะไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ตราบใดก็ตามที่มันไม่ถูกทำลาย แต่สกายวิงจะต้องยืนหยัดอยู่ได้แม้ว่าจักรวาลจะถูกทำลายลงไปก็ตาม” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม

ใบหน้าของเซี่ยเฟยเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเมื่อเขาได้ยินคำว่า ‘จักรวาลจะไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ตราบใดก็ตามที่มันไม่ถูกทำลาย’ เพราะหลักการนี้คล้ายกับหลักการ ‘ไม่ทำลายไม่ก่อกำเนิด’ เหมือนกับที่ลินนิจเคยสั่งสอนเขาในอดีต

อย่างไรก็ตามในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังสงสัย ลินนิจที่นิ่งเงียบมาตลอดก็กำลังรู้สึกประหลาดใจมากกว่าชายหนุ่มเสียอีก

“นายรู้ไหมว่าฉันเรียนรู้คำพูดพวกนั้นมาจากไหน?” ลินนิจถาม

เซี่ยเฟยส่ายหัวเป็นคำตอบ

“ฉันเอามันมาจากริเวอร์”

***************

เดี๋ยวก่อนนะ?! หมายความว่าบรรพบุรุษก็เคยเจอริเวอร์เหรอ?

จบบทที่ ตอนที่ 954 ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว