เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 797 ช้าเกินไป

ตอนที่ 797 ช้าเกินไป

ตอนที่ 797 ช้าเกินไป


ตอนที่ 797 ช้าเกินไป

“ฉันมีเรื่องต้องการอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกรีบไปหาตัวเดี๋ยวนี้ว่าใครคือคนเอาหน้ากากโบราณชิ้นนั้นไปวางขาย เรื่องที่ 2 คือฐานที่มั่นของลัทธิเทพโบราณตั้งอยู่ที่ไหน?” เซี่ยเฟยตะโกนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ใครก็ยากจะปฏิเสธได้

“นี่คุณอยากจะไปฐานที่มั่นของลัทธิเทพโบราณงั้นเหรอ? วิหารของเขามันตั้งอยู่ในอาณาเขตของเผ่าเมอร์แมนนะ” เฟอร์นันอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ

“พวกคุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าฉันจะไปไหน แค่บอกพิกัดของวิหารมาให้ฉันก็พอ” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง

เฟอร์นันกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ ก่อนที่เขารีบวิ่งออกไปทางประตูเพื่อไปหาข้อมูลให้เซี่ยเฟย เหลือเพียงแค่นักรบหนุ่มตระกูลสกายวิงและมู่เสียวเต๋าที่อยู่ในห้องเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น

เซี่ยเฟยเดินไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง ก่อนที่เขาจะมองออกไปในระยะไกลโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

มู่เสียวเต๋าทำได้เพียงแต่เม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะเดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่มอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรด้วยเช่นกัน

ในเวลาเพียงแค่ไม่นานเฟอร์นันก็วิ่งกลับเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่เขาจะยื่นกระดาษซึ่งระบุตำแหน่งสถานที่ตั้งของวิหารลัทธิเทพโบราณให้กับเซี่ยเฟย

“นี่คือสถานที่ตั้งของวิหารเทพโบราณ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับหน้ากากโบราณพวกเราก็ยังหาข้อมูลอะไรไม่ได้เลย เพราะสมาคมวิหคดำที่เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าในครั้งนี้กำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย เนื่องจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุในครั้งนี้”

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเก็บกระดาษและเดินออกมาจากห้อง เมื่อเขาได้เดินออกไปจนถึงลานกว้างเขาก็ใช้เข็มทิศมิติเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่ที่เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งมา

“สมแล้วที่เขาเป็นสัตว์ประหลาดจากสกายวิง แค่แรงกดดันที่เขาปล่อยออกมามันก็เกือบจะทำให้ฉันหายใจไม่ออก” เฟอร์นันเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากและถอนหายใจออกมาอย่างหนักหลังจากเฝ้าดูเซี่ยเฟยหายตัวไป

มู่เสียวเต๋าอดที่จะพยักหน้าอย่างเห็นด้วยไม่ได้ เพราะเซี่ยเฟยช่วงเวลาปกติกับเซี่ยเฟยในช่วงเวลาที่จริงจัง ถือได้ว่าชายหนุ่มคนนี้มีบุคลิกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เมื่อเซี่ยเฟยก้าวเท้าออกมาจากประตูมิติ เขาก็ได้พบว่าตัวเองได้มาปรากฏตัวบนเกาะอันโดดเดี่ยวที่มีหน้าผาชันล้อมรอบอยู่ทั่วทุกด้าน

“ลูกบอลพลังงานภายในสมองของนายยังโอเคอยู่ใช่ไหม? คราวนี้นายได้พลังงานไปเยอะเลยนะ ทำไมนายถึงไม่รีบหาที่พักแล้วดูดซับพลังงานเข้าไปก่อน” โอโร่กล่าวถามด้วยความกังวล

หลังจากดูดซับพลังงานไปจากร่างของฮาเดส เซี่ยเฟยย่อมได้รับพลังไปกักเก็บในสมองอย่างมหาศาล โดยในคราวนี้ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกว่าเม็ดพลังงานคุกคามเขามากนัก เขาจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะดูดซับพลังงาน เพราะว่าเขาต้องการจะออกไปตามหาเบาะแสของกฎแห่งเวลาก่อน

“คราวนี้มันแปลกมาก ผมรู้สึกเหมือนเม็ดพลังงานในสมองบรรจุพลังงานได้มากกว่าเมื่อก่อน แม้แต่พลังงานที่ถูกดูดเข้ามาก็มีเสถียรภาพมากกว่าเดิมด้วยเหมือนกัน” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“ปรสิตที่อยู่ในหน้ากากน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางทีการที่นายดูดซับพลังงานของมันเข้าไปอาจจะทำให้เม็ดพลังงานในสมองของนายเกิดการกลายพันธุ์ หรือมันอาจจะเป็นเพราะระดับพลังของนายเพิ่มขึ้น ระดับการควบคุมพลังงานของนายก็เลยเพิ่มขึ้นจากเดิมด้วยเหมือนกัน”

“แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรเรื่องนี้มันก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับนาย เพราะมันจะทำให้นายสามารถกักเก็บพลังงานเอาไว้ได้มากกว่าเดิม” โอโร่กล่าวอย่างมีความสุข

“มีคนตาย!” จู่ ๆ เซี่ยเฟยก็อุทานขึ้นมาอย่างกะทันหัน ขณะที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นที่ลอยมาตามอากาศ

ฟุบ!

ชายหนุ่มเคลื่อนที่ออกไปด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในวินาทีต่อมาเขาก็ได้มาปรากฏตัวยังวิหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะ

ศพ!

ระหว่างทางเซี่ยเฟยได้พบกับซากศพอย่างมากมาย และเมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกายศพเหล่านี้ย่อมเป็นสาวกของลัทธิเทพโบราณอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาจากสภาพของศพแล้วพวกเขาก็น่าจะเสียชีวิตเมื่อประมาณ 1 วันก่อน

“พวกเรามาสายเกินไป มันมีคนตัดหน้าเราไปก่อนแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

พริบตาต่อมาเซี่ยเฟยก็วิ่งเข้าไปในวิหาร ก่อนที่จะได้พบกับรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งอยู่หน้าเนินเขา ทางด้านหลังของรูปปั้นมีการขุดอุโมงค์ในเนินเขาเป็นห้อง ๆ คล้ายกับว่าสถานที่เหล่านั้นเป็นสถานที่ที่มีเอาไว้ให้สาวกเข้าไปปฏิบัติตัวตามคำสอนของลัทธิ

เซี่ยเฟยมองสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบอย่างละเอียด และยังคงเดินตรงไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังเดินออกไปนั้นเขาก็ได้นำบลัดบิวเทียสออกมาถือเอาไว้ โดยตอนนี้ใบดาบมีความหนากว่าเดิมมากและการถือมันเอาไว้ก็ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

บ่อเลือด!

ซากศพเป็นจำนวนมากถูกนำมากองเอาไว้จนกลายเป็นภูเขา ซึ่งมันเห็นได้ชัดเลยว่าสาวกของลัทธินี้น่าจะถูกสังหารหมู่ด้วยกันทั้งหมด

“ใครมันเป็นคนทำแบบนี้?” โอโร่ถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“หลังจากฮาเดสเสียชีวิตลัทธิเทพโบราณของเขาก็ถูกทำลายลงไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะมองยังไงเรื่องนี้มันก็จะต้องมีคนวางแผนอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวขณะคุกเข่าลงสำรวจซากศพที่ถูกตัดร่างแยกออกเป็นสองซีก

เซี่ยเฟยได้รู้เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งมาจากการสอบถามเฮเลนว่าไม่มีใครภายในลัทธิสามารถเข้าไปยังแท่นบูชาของลัทธิได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้กระตุ้นความสงสัยของชายหนุ่มมาก เพราะถ้าหากกฎแห่งเวลาไม่ได้อยู่กับตัวของฮาเดส แท่นบูชาย่อมเป็นสถานที่ซ่อนสมบัติที่ดีที่สุดสำหรับชายคนนั้นอย่างแน่นอน

น่าเสียดายที่เซี่ยเฟยมาช้าเกินไป เพราะมันมีคนบุกเข้ามาสังหารหมู่คนทั้งลัทธิก่อนเขาประมาณ 1 วัน ที่สำคัญคือเป้าหมายของคนพวกนั้นอาจจะเป็นกฎแห่งเวลาเช่นเดียวกันกับเขา

เซี่ยเฟยกัดฟันพร้อมกับรีบเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วอีกครั้ง เพราะจากข้อมูลที่เขาได้รับจากเฮเลนนั้นแท่นบูชาถูกตั้งอยู่บนหน้าผาบริเวณทางด้านหลังเกาะ

เมื่อชายหนุ่มเดินทางมาจนถึงจุดหมาย เขาก็ได้พบกับอาคารคล้ายหอดูดาวของคนโบราณ แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดตามากที่สุดคือประตูของอาคารถูกทุบทำลายจนแตกออกเป็นชิ้น ๆ

พรางจิต!

ชายหนุ่มลบตัวตนพร้อมกับค่อย ๆ เคลื่อนร่างเข้าไปภายในแท่นบูชาราวกับภูตผี แต่นอกเหนือจากประตูที่ถูกทำลายมันก็ไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เขาค้นพบ คล้ายกับว่ามันไม่เคยมีใครบุกเข้ามาในที่แห่งนี้มาก่อน

เนตรมนตรา!

ชายหนุ่มรีบเสริมพลังให้กับดวงตาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะกวาดสายตาไปทั่วทั้งบริเวณอีกครั้ง

ภายในอาคารมีรูปปั้นอยู่เป็นจำนวนหลายสิบชิ้น ซึ่งมันเป็นรูปของผู้หญิงค่อนข้างอ้วนท้วมคนหนึ่งและเธอก็น่าจะเป็นเทพโบราณที่ลัทธิแห่งนี้มีความศรัทธา

ภายในมือของรูปปั้นขนาดใหญ่ได้ถือมีดที่ดูค่อนข้างมันเอาไว้ คล้ายกับว่ามีดเล่มนี้ถูกสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง

เซี่ยเฟยเดินเข้าไปใกล้ ๆ และใช้นิ้วสัมผัสเข้ากับมีดของรูปปั้น ก่อนที่เขาจะได้พบว่ามีดเล่มนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนคันโยกเพื่อเปิดเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่

ทันใดนั้นรูปปั้นหินก็แยกออกจากกันอย่างฉับพลัน เผยให้เห็นเส้นทางลับอย่างที่ชายหนุ่มได้คาดเดาเอาไว้จริง ๆ

เมื่อเซี่ยเฟยเดินตามเส้นทางนั้นเข้าไป เขาก็ได้พบกับห้องอันว่างเปล่าที่มีร่องรอยสิ่งของที่เคยถูกวางเอาไว้บนพื้น แต่ของทุกอย่างได้ถูกคนเอาออกไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ห้องเปล่า ๆ ให้ชายหนุ่มเอาไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น

“พวกผู้บุกรุกอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกมันต้องการอยู่ที่ไหน พวกมันจึงขนทุกอย่างออกไปแล้วค่อยกลับไปหาของที่พวกมันต้องการอย่างช้า ๆ ในพื้นที่ที่พวกมันคิดว่าปลอดภัยแล้ว” โอโร่กล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะว่าหากเขาพิจารณาจากร่องรอยที่อยู่บนพื้น เขาก็ได้พบว่าของหลาย ๆ ชิ้นค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก หากผู้บุกรุกได้พบกับสิ่งของที่พวกเขาต้องการ คนพวกนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องขนทุกอย่างออกไปจากห้องแบบนี้

“ไปกันเถอะ พวกเรามาช้าเกินไป แล้วอย่าลืมว่าที่นี่คืออาณาเขตของเผ่าเมอร์แมน สถานการณ์คงจะเลวร้ายมากกว่านี้ถ้าหากว่ามีใครบังเอิญมาพบนายเข้า” โอโร่กล่าวอย่างหดหู่ใจ เพราะเขาก็อยากจะพบกฎแห่งเวลาด้วยเหมือนกัน

เซี่ยเฟยยังคงนั่งนิ่งสังเกตพื้นที่ทุกตารางนิ้วด้วยแววตาอันเฉียบคม ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกรอยยิ้มขึ้นมาอย่างฉับพลัน จากนั้นชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินไปยังมุม ๆ หนึ่งแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อหยิบเศษไม้ขึ้นมาจากพื้น

“นั่นมันอะไร?” โอโร่ถามอย่างสงสัย

“ร่องรอยของผู้บุกรุก” เซี่ยเฟยกล่าวตอบอย่างสบาย ๆ

“เศษไม้อันแค่นั้นจะเป็นร่องรอยได้ยังไง? แล้วนายจะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับผู้บุกรุก” โอโร่กล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

“บนเศษไม้มีร่องรอยการกดทับให้มองเห็นอย่างชัดเจน บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีของหนักวางทับมันเอาไว้ รอยแตกบนไม้เป็นรอยใหม่ที่เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง แสดงว่าผู้บุกรุกบังเอิญทำอะไรหล่นลงมากระแทกกับอะไรบางอย่างจนทำให้เศษไม้กระเด็นออกมา ผมยังจำเป็นจะต้องอธิบายอะไรมากกว่านี้อีกไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

โอโร่พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่งและเขาก็ต้องยอมรับว่าความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ของเซี่ยเฟยดีกว่าเขามาก แต่เศษไม้ชิ้นเล็ก ๆ เพียงแค่ชิ้นเดียว มันก็ยากที่จะเป็นร่องรอยให้พวกเขาสืบหาไปจนถึงตัวของผู้บุกรุกได้อยู่ดี

แต่ถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะได้รับเบาะแสมาเพียงแค่เท่านี้ เขาก็ยังไม่ได้มีความคิดที่จะยอมแพ้ เขาจึงยังคงมองสำรวจรอบ ๆ ห้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าเผื่อว่าเขาจะได้พบกับหลักฐานอะไรเพิ่มเติม

ไม่กี่นาทีต่อมาเซี่ยเฟยก็รีบวิ่งไปที่กำแพง ก่อนที่จะรีบใช้บลัดบิวเทียสงัดหินสีขาวออกมาชั่งน้ำหนักภายในมือ

“หินนี่มันมีอะไรงั้นเหรอ?” โอโร่ถามอย่างสงสัย อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะถามจนจบเซี่ยเฟยก็ทุบหินภายในมือออกเป็นชิ้น ๆ เผยให้เห็นกล่องโลหะสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ด้านใน

“นี่มันไม่ใช่หินธรรมดาแต่เป็นหินธุลีขาว ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือตรวจหาหินชนิดนี้ได้ สีของหินก้อนนี้แตกต่างจากหินก้อนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อยแสดงว่ามันเพิ่งถูกนำมาติดตั้งภายหลัง และคนติดตั้งก็กะความเข้มของสีผิดไปหน่อย” เซี่ยเฟยเริ่มอธิบายก่อนที่โอโร่จะเริ่มถามจนทำให้อดีตจอมมารแอบรู้สึกหมั่นไส้ชายหนุ่มอยู่เล็กน้อย

“ใคร?!” เซี่ยเฟยอุทานเสียงดังลั่น ก่อนที่เขาจะรีบทำลายหลังคาของห้องลับเพื่อหนีออกไปยังด้านนอกอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกันมันก็ได้มีการโจมตีอันรุนแรงปะทะเข้ากับอาคารของแท่นบูชา จนทำให้อาคารทั้งหลังถูกถล่มลงไปอย่างแรง

การโจมตีนี้เกิดขึ้นมาจากพลังของกฎแห่งมิติและกฎแห่งสสาร ซึ่งถ้าหากว่าเซี่ยเฟยหลบหนีออกมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวเขาก็คงจะถูกฝังเอาไว้ทั้งเป็น

ชายหนุ่มรีบกวาดสายตามองหาศัตรูอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะได้พบกับคน 2 คนที่กำลังแยกกันหนีออกไปยัง 2 ทิศทางตรงกันข้าม

น่าเสียดายที่การพยายามวิ่งหนีต่อหน้านักรบสกายวิงไม่ต่างไปจากการพยายามฆ่าตัวตาย เพราะก่อนที่คนทั้งสองจะทันได้รู้ตัวเซี่ยเฟยก็คว้าร่างของพวกเขาทั้งคู่เอาไว้แล้ว

กร๊อบ!

เมื่อพบกับศัตรูที่กล้าปองร้ายชีวิตของเขา เซี่ยเฟยก็ไม่คิดที่จะแสดงความเมตตาออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว แขนขาทั้งสี่ข้างของคนทั้งสองจึงถูกหักออกเป็นชิ้น ๆ ใบหน้าของทั้งสองถูกตบจนฟกช้ำพร้อมกับซี่ฟันที่กระเด็นหลุดออกมาจากปากอีกหลายซี่

“บอกมา! พวกแกเป็นใคร?” เซี่ยเฟยถามอย่างเย็นชา

อย่างไรก็ตามทันทีที่เขาพูดจบเขาก็สัมผัสได้ถึงเหตุการณ์ที่ผิดปกติ นั่นก็เพราะเหยื่อทั้งสองมีน้ำลายออกมาฟูมปากพร้อมกับการหายใจที่เริ่มติดขัด

“พวกมันตายแล้วงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยจับชีพจรของทั้งสองคนก่อนที่จะขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างหนัก

“นายจะไปฆ่าพวกมันทำไม?” โอโร่กล่าวถามด้วยความหงุดหงิด

“ผมไม่ได้ฆ่า พวกมันตายเอง!” เซี่ยเฟยกล่าวก่อนที่จะแงะปากของศพออกมาดู และเขาก็ได้พบกับเส้นสีดำแปลก ๆ บนลิ้นของศพคล้ายกับว่าศพ ๆ นี้ได้กลืนยาพิษลงไป

***************

จบบทที่ ตอนที่ 797 ช้าเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว