- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 30 นาฬิกาตั้งโต๊ะจากเซี่ยงไฮ้
บทที่ 30 นาฬิกาตั้งโต๊ะจากเซี่ยงไฮ้
บทที่ 30 นาฬิกาตั้งโต๊ะจากเซี่ยงไฮ้
คูปองสินค้าอุตสาหกรรมถือเป็นของหายากมากในเมืองใหญ่ แม้แต่จะสั่งตัดเสื้อผ้าดีๆ สักชุด บางครั้งยังต้องใช้คูปองพวกนี้ ถ้าไม่มีคูปอง ก็ทำเอาเศรษฐีมีเงินต้องกุมขมับได้เหมือนกัน
“ไม่มีใครถามถึงที่มาที่ไปหรอกเหรอ?”
จางฮวาเฉิงเอะใจ
ถ้าไม่มีใครตรวจสอบที่มา เขาก็สามารถปล่อยคูปองที่เหลืออีกสามร้อยใบออกไปได้ทั้งหมด
“ในตลาดมืดไม่มีใครเขาถามกันหรอกครับพี่ ขืนถามซอกแซกก็ทุบหม้อข้าวตัวเองพอดี อีกอย่างคูปองแค่ไม่กี่สิบใบสำหรับตลาดมืดในเมืองใหญ่มันแค่เศษเงินครับ มีคนเอามาปล่อยทีละหลายร้อยหรือเป็นพันใบก็มี ส่วนใหญ่ก็พวกคนวงในลูกท่านหลานเธอนั่นแหละ เอามาปล่อยหากินกันเป็นเรื่องปกติ”
ฉินเสี่ยวตงส่ายหน้า
ตลาดมืดก็มีกฎของตลาดมืด ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าตลาดมืดได้ยังไง
จางฮวาเฉิงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดกึก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกชายเสื้อขึ้น ดึงถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยัดใส่มือฉินเสี่ยวตง
“ปล่อยของให้ฉันที แต่อยากเตือนไว้ก่อนว่าของพวกนี้ที่มาไม่ชัดเจน อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง... ส่วนฉันได้มายังไง บอกไปก็ไม่เสียหาย ก็เหมือนเสื้อโค้ทตัวนี้นั่นแหละ ฉัน ‘ปล้น’ กลับมา”
มือของฉินเสี่ยวตงรับถุงผ้ามาถือไว้แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง น้ำหนักของมันไม่ใช่น้อยๆ เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างลุกลี้ลุกลนแล้วรีบยัดถุงผ้าเข้าอกเสื้อ
“พี่ใหญ่... นี่มันกี่ใบครับเนี่ย?”
“สามร้อยใบถ้วน!”
“เชรด... ไอ้เวรนั่นต้องไปปล้นพวกข้าราชการระดับสูงมาแน่ๆ!”
ฉินเสี่ยวตงได้ยินจำนวนแล้วก็สูดปากด้วยความเสียดาย ถ้าวันนั้นเขาไม่มัวแต่เสียเวลาไปตามคน ก็คงดักมันไว้ได้ทัน และคูปองพวกนี้คงตกเป็นของเขาไปแล้ว
จางฮวาเฉิงนึกถึงกระเป๋าเอกสารสีดำใบนั้น นอกจากตราสัญลักษณ์เซี่ยงไฮ้แล้ว ข้างในก็ว่างเปล่าไม่มีเอกสารระบุตัวตนอะไรนอกจากคูปองปึกนี้
เมื่อกลับมาที่ตลาดเช้า จางฮวาเฉิงเห็นป้าอ้วนร้านเต้าหู้ทำท่าหลบสายตาเลิ่กลั่ก บนแก้มของแกมีรอยฝ่ามือแดงเถือกเห็นได้ชัด ฝีมือฉินเสี่ยวตงแน่นอน
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ต่อไปพี่ขายของที่นี่ได้ตามสบาย ไม่มีใครกล้ายุ่ง แต่ถ้าถึงเวลาตลาดวาย พี่ต้องรีบชิ่งนะ ไม่งั้นพวกเจ้าหน้าที่มันจับจริง” ฉินเสี่ยวตงถลึงตาใส่ป้าอ้วนไปทีหนึ่ง ก่อนจะหันมาเตือนจางฮวาเฉิง
จางฮวาเฉิงหยิบเนื้อหมาป่าก้อนโตประมาณ 5-6 จินยื่นให้ “เอากลับไปกินเถอะ อย่าเกรงใจเลย”
“ขอบคุณครับพี่ใหญ่! พี่วางใจได้เลย ต่อให้โดนจับจริงๆ ผมก็มีวิธีวิ่งเต้นเอาพี่ออกมาได้!”
ฉินเสี่ยวตงรับเนื้อมาอย่างดีใจ
ได้ยินแบบนี้ จางฮวาเฉิงก็อดทึ่งในอิทธิพลของแก๊งนี้ไม่ได้ ในยุคที่เศรษฐกิจแบบวางแผนเป็นหัวใจหลัก รัฐบาลปราบปรามพวกเก็งกำไรและพวกทุนนิยมอย่างหนักหน่วง โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต แต่คนกลุ่มนี้กลับสามารถวิ่งเต้นเส้นสายในระบบได้ แสดงว่าไม่ธรรมดา
ลั่วเฉิงยืนช่วยเรียกลูกค้าอยู่ข้างๆ คนแถวนี้รู้จักลั่วเฉิงกันดี พอเห็นเขามาช่วยเชียร์แขก เนื้อหมาป่าก็ขายออกเร็วขึ้นไปอีก
ไม่ถึงชั่วโมง เนื้อทั้งหมดก็ขายเกลี้ยง จางฮวาเฉิงเหลือบมองถุงผ้าที่ตุงแน่นไปด้วยเงินในอกเสื้อ
รวยเละจริงๆ
“พี่ใหญ่ ผมกลับก่อนนะ!”
ฉินเสี่ยวตงตบหน้าอกตรงตำแหน่งที่ซ่อนคูปองไว้ เขาต้องรีบไปปล่อยของ
“เดี๋ยว... ช่วยสืบให้หน่อยว่าใครมีนาฬิกาตั้งโต๊ะขายบ้าง ของใหม่หรือมือสองก็ได้ ถ้าไม่มีจริงๆ นาฬิกาข้อมือก็ได้”
จางฮวาเฉิงอยากได้นาฬิกาตั้งโต๊ะสักเรือน
เขาเพิ่งรู้ว่าสองสามคืนมานี้ หวังหลินแทบไม่ได้นอนเลย เพราะต้องคอยตื่นมาดูเวลาปลุกเขา กลัวเขาจะตื่นสาย ถ้ามีนาฬิกาตั้งโต๊ะ มันตั้งปลุกได้
นาฬิกาข้อมือส่วนใหญ่ไม่มีฟังก์ชั่นปลุก
“หา?”
ฉินเสี่ยวตงชะงัก หันไปมองลั่วเฉิงด้วยสายตาแปลกๆ
ลั่วเฉิงยิ้มกว้าง รีบเสนอตัว “พี่ใหญ่! ผมมี! ผมมีนาฬิกาตั้งโต๊ะยี่ห้อเซี่ยงไฮ้เรือนหนึ่ง ของใหม่แกะกล่องเลยครับ แต่... มันตกลงมามีรอยนิดหน่อย ถ้าพี่อยากได้ ผมขายให้ 120 หยวน... ไม่สิ 110 หยวนก็พอ!”
ในห้างสรรพสินค้านาฬิกาตั้งโต๊ะเซี่ยงไฮ้ขายกันที่ 120 หยวน แถมต้องใช้คูปอง ของลั่วเฉิงมีตำหนิเลยขายไม่ออกสักที
“นายไปเอามาจากไหน?”
จางฮวาเฉิงประหลาดใจ บังเอิญอะไรขนาดนี้
“พี่ใหญ่ เดินไปคุยไปดีกว่าครับ” ฉินเสี่ยวตงเห็นคนพลุกพล่าน จึงกระซิบชวนเดินเลี่ยงออกไป
เมื่อเดินห่างออกมาพอสมควร ฉินเสี่ยวตงก็เล่าให้ฟัง
“คราวก่อนมีพวก ‘โจรเถื่อนจากทางใต้’ กลุ่มหนึ่ง เป็นพวกแก๊งปล้นรถไฟ มันขนของมาปล่อยในถิ่นเราแต่ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง แถมยังทำกร่าง ก็เลยมีเรื่องกัน ไม้ที่บ้านเหล่าติงนั่นก็ของที่พวกมันขโมยมา ส่วนเสื้อโค้ททหารกับมีดพับสวิสที่พี่เอาไป ก็ยึดมาจากพวกมันนั่นแหละครับ วันนั้นถ้าพวกผมไม่พกปืนไปสามกระบอก คงไม่จบง่ายๆ แน่”
แก๊งปล้นรถไฟ?
โจรปล้นโจรนี่เอง!
จางฮวาเฉิงเข้าใจกระจ่างแจ้ง มิน่าล่ะถึงมีของดีๆ อย่างมีดพับสวิสและเสื้อโค้ทใหม่เอี่ยม ที่แท้ก็ใช้วิธี ‘หักเหลี่ยมโหด’ ยึดของกลางมานี่เอง
“มีของดีอะไรอีกไหม?”
จางฮวาเฉิงรีบถามต่อ
ฉินเสี่ยวตงนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่มีแล้วครับ... อ้อ ที่หลัวเฉิงได้ส่วนแบ่งเป็นนาฬิกา ส่วนผมมีเสื้อแจ็คเก็ตหนังตัวหนึ่ง ดูท่าทางมีราคาอยู่ แล้วก็ไอ้เหลยจื่อได้ปัตตาเลี่ยนกับมีดโกนหนวด ของใหม่ทั้งนั้น!”
เหลยจื่อ?
น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่โดนเขาซ้อมคราวก่อนสินะ
“ฉันเหมาหมด!”
ของพวกนี้ได้ใช้ประโยชน์แน่!
โดยเฉพาะปัตตาเลี่ยนกับมีดโกน ชาติที่แล้วตอนอยู่ในกองทัพยุค 70 พวกทหารเกณฑ์ก็ผลัดกันตัดผมให้กันเอง ฝีมือตัดผมของเขาจัดว่ายอดเยี่ยมทีเดียว
พวกเขาพาจางฮวาเฉิงไปที่บ้านฉินเสี่ยวตง
ฉินเสี่ยวตงขุดเสื้อหนังออกมา เป็นเสื้อหนังสีดำมันวับ จางฮวาเฉิงเห็นปุ๊บนึกถึงภาพหลิวเต๋อหัวใส่เสื้อหนังขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาทันที
“สวยนี่”
จางฮวาเฉิงพิจารณาดู แม้จะไม่ใช่ของใหม่แกะกล่อง แต่สภาพ 90% แทบไม่มีรอยขีดข่วน
“ผมตัวเล็ก ใส่แล้วไหล่ตก ไม่สวยเลยครับ”
ฉินเสี่ยวตงจับไหล่ตัวเอง เขาเป็นคนไหล่แคบ ใส่แล้วดูเหมือนเด็กขโมยเสื้อพ่อมาใส่
“ฉันเอา!”
ซื้อ!
จากนั้นลั่วเฉิงก็วิ่งไปเอานาฬิกาตั้งโต๊ะเซี่ยงไฮ้ พร้อมปัตตาเลี่ยนและมีดโกนหนวดมาให้ ปัตตาเลี่ยนยุคนี้เป็นแบบมือบีบ ใช้งานทนทาน
จางฮวาเฉิงจ่ายเงินค่านาฬิกา 110 หยวน เสื้อหนัง 50 หยวน และชุดตัดผม 10 หยวน รวมเป็นเงิน 170 หยวน
พอจางฮวาเฉิงกลับไปแล้ว ลั่วเฉิงก็รีบถามลูกพี่ “บอกพี่เขาหรือยัง?”
“บอกอะไร?”
ฉินเสี่ยวตงเหลือกตามอง
“ก็เรื่องพวกโจรใต้กลุ่มนั้นไง! พวกมันฝากคำขู่ไว้ว่าจะกลับมาคิดบัญชีพวกเราหลังปีใหม่ไม่ใช่เหรอ? ไหนพี่บอกว่าจะให้พี่ใหญ่ช่วยไง?” ลั่วเฉิงร้อนรน คราวก่อนเขาเป็นคนยิงปืนขู่ ถึงจะไม่โดนใครแต่หัวหน้าแก๊งฝั่งนู้นก็จำหน้าเขาได้แม่น อาฆาตไว้ว่าจะกลับมาเก็บเขาแน่ๆ
เพราะเรื่องนี้แหละ เขาถึงได้ส่วนแบ่งเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะราคาแพงมาปลอบใจ
“จะรีบไปไหน ตอนนี้เพิ่งจะรู้จักกัน จะไปขอให้เขามาเสี่ยงตายเพื่อเราได้ยังไง? ใจเย็นๆ พี่ใหญ่นิสัยใจนักเลง รักพวกพ้อง ขอแค่สร้างสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น เดี๋ยวเขาก็ช่วยเราเอง”
ฉินเสี่ยวตงรู้ดีว่าถ้าไม่ใช้ปืน ลำพังแค่หมัดลุ่นๆ ต่อให้พวกโจรใต้ยกมาสิบกว่าคนก็คงไม่ใช่คู่มือของจางฮวาเฉิง
แต่ฝ่ายตรงข้ามเคยเสียท่าไปแล้ว กลับมารอบหน้าต้องพกอาวุธหนักมาแน่
...
ห้างสรรพสินค้า
จางฮวาเฉิงซื้อรองเท้านวมแบบโบราณและและกางเกงนวมสีดำให้เอ้อร์โก่ว หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจซื้อถุงมือนวมสามคู่และหมวกนวมแบบมีที่ปิดหูอีกสามใบ เวลาเข้าป่าจะได้ไม่ต้องกังวลว่ามือจะแข็งจนชาเวลาเจอเหยื่อ
จากนั้นเขาก็ไปหาซื้อผักกาดขาวมาได้หนึ่งกระสอบใหญ่ แล้วแวะไปที่สถานีจำหน่ายธัญพืชเพื่อซื้อข้าวสารหนึ่งกระสอบและถั่วลิสงอีกครึ่งกระสอบ
“เถี่ยจู้ เราซื้อซาลาเปากินรองท้องแล้วรีบกลับกันเถอะ วันนี้ไม่กินบะหมี่แล้วนะ”
ตอนนี้เขามีรถเข็นคันใหม่ จอดทิ้งไว้ข้างนอกโดยไม่มีคนเฝ้าเขาไม่วางใจ ตัดสินใจซื้อซาลาเปากินง่ายๆ ดีกว่า
“ครับ!”
เถี่ยจู้พยักหน้าตอบรับ
จบบท