- หน้าแรก
- ยุทธการสยบสามก๊ก กำเนิดยอดคนสมองเพชร
- บทที่ 531 - ความหวังในการรักษาเตียวหุย
บทที่ 531 - ความหวังในการรักษาเตียวหุย
บทที่ 531 - ความหวังในการรักษาเตียวหุย
บทที่ 531 - ความหวังในการรักษาเตียวหุย
เมื่อได้ยินหมอทหารบอกว่าน้องสามของตนยังมีโอกาสรอด สีหน้าของกวนอูก็เปลี่ยนไปทันที เมื่อครู่นี้ตอนที่หมอทหารบอกว่าจนปัญญา กวนอูแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
หากไม่ใช่เพราะอยู่ในค่ายทัพโจโฉ และรับปากเตียวเลี้ยวว่าจะยอมจำนน เขาคงถือง้าวมังกรเขียวไปสู้ตายกับเตียนอุยแล้ว
กวนอูรีบตรงเข้าไปหาหมอทหารแล้วถามเสียงเข้ม "ที่เจ้าพูดเมื่อครู่เป็นความจริงหรือ มีคนรักษาอาการน้องสามข้าได้จริงหรือ"
น้ำเสียงของกวนอูดูร้อนรนเล็กน้อย แม้ปกติเขาจะแสดงท่าทีหยิ่งยโส แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับความเป็นพี่น้องระหว่างเขากับเล่าปี่และเตียวหุยมาก แม้นิสัยของกวนอูกับเตียวหุยจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ทั้งสองคนได้สาบานเป็นพี่น้องกัน และผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้น
เมื่อได้ยินว่าเตียวหุยยังมีทางรอด กวนอูย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
เมื่อถูกกวนอูซักไซ้ หมอทหารหันมามองแล้วกล่าวว่า "ท่านหมอเทวดามีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ วันนั้นท่านเป็นคนรักษารักษาโรคประจำตัวของท่านใต้เท้าจ้าวเฟย ทั้งที่หมอทั่วเมืองฮูโต๋ต่างจนปัญญา แต่ท่านหมอเทวดาใช้เวลาไม่นานก็รักษาโรคเรื้อรังของท่านใต้เท้าจนหายขาด"
"ดังนั้นหากมองไปทั่วหล้า คนที่สามารถรักษาอาการป่วยของแม่ทัพเตียวได้ เกรงว่าจะมีเพียงหมอเทวดาฮัวโต๋เท่านั้น" หมอทหารพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม สำหรับฮัวโต๋แล้ว หมอทหารมีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก
"งั้นจะรออะไรอยู่ รีบไปเชิญหมอฮัวโต๋มารักษาน้องสามข้าสิ"
เมื่อได้ยินหมอทหารพูดเช่นนั้น กวนอูย่อมร้อนใจ ขอเพียงมีความหวังริบหรี่ กวนอูก็จะไม่ยอมแพ้ที่จะรักษาเตียวหุย แต่เมื่อหมอทหารได้ยินคำพูดของกวนอู เขาก็แสดงสีหน้าไม่พอใจทันที
เขามองกวนอูแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพคงไม่ทราบ หมอเทวดาฮัวโต๋เป็นแขกผู้มีเกียรติของชาวเมืองฮูโต๋ ท่านเปิดโรงหมอรักษาชาวบ้านฟรี ท่านเป็นบุคคลที่กองทัพเราให้ความเคารพที่สุด หวังว่าท่านแม่ทัพจะพูดจาให้เกียรติท่านหน่อย"
กวนอูชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถือทิฐิ แม้การให้กวนอูผู้หยิ่งทะนงเอ่ยปากขอโทษจะเป็นเรื่องยาก แต่การปรับสีหน้าให้อ่อนลงบ้างเขาก็พอทำได้
เขามองหมอทหารแล้วกล่าวว่า "หวังว่าท่านหมอเทวดาฮัวโต๋จะช่วยรักษาน้องรองของข้า"
น้ำเสียงของกวนอูดีขึ้นมาก แต่น้ำเสียงของหมอทหารที่ตอบกลับมาก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แต่ในเมื่อกวนอูยอมอ่อนข้อให้แล้ว เขาก็ไม่อยากจะหาเรื่องกวนอูต่อ
เขาตอบเสียงขรึมว่า "แม่ทัพกวนอาจจะไม่รู้ หมอเทวดาฮัวโต๋อยู่แต่ในโรงหมอเมืองฮูโต๋ นอกจากการรักษาชาวบ้านแล้ว ท่านก็เอาแต่สอนลูกศิษย์ ท่านไม่เคยออกจากเมืองฮูโต๋ แล้วจะให้เชิญท่านมารักษาแม่ทัพเตียวได้อย่างไร"
ท่าทางของหมอทหารดูไม่ได้โกหก กวนอูจึงเลิกสนใจหมอทหาร แล้วหันไปพูดกับเตียวเลี้ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า "ในเมื่อหมอเทวดาฮัวโต๋ไม่ออกจาเมืองฮูโต๋ เช่นนั้นก็หวังว่าท่านแม่ทัพเตียวจะช่วยจัดการเรื่องการรักษาน้องสามข้าด้วย"
เตียวเลี้ยวส่ายหน้า เขาจ้องมองกวนอูแล้วกล่าวว่า "ข้าต้องขอบอกตามตรง ท่านแม่ทัพคือเชลยศึกของกองทัพเรา กองทัพเราไปที่ไหน ท่านแม่ทัพก็ต้องไปที่นั่น และคำสั่งของกองทัพเราคือให้สนับสนุนแนวหน้า ข้าจะขัดคำสั่งทหารได้อย่างไร"
"เจ้า..."
เมื่อถูกเตียวเลี้ยวปฏิเสธ กวนอูย่อมรู้สึกโกรธเคือง แต่ตอนนี้ตนเองเป็นลูกไก่ในกำมือ และชีวิตของเตียวหุยก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาจึงจำต้องอดทนอดกลั้นไว้
"แต่ทว่า รอให้ท่านใต้เท้าจ้าวเฟยได้สติ ท่านแม่ทัพค่อยไปเจรจากับท่านใต้เท้า ด้วยนิสัยของท่านใต้เท้า คำขอของแม่ทัพกวนน่าจะได้รับการตอบรับ" จู่ๆ เตียวเลี้ยวก็พูดเสริมขึ้นมา
คำพูดนี้ทำให้กวนอูรู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อคิดดูแล้วก็มีเหตุผล จ้าวเฟยย่อมต้องการรักษาชีวิตพวกเขาทั้งสองไว้ มิฉะนั้นคงไม่ยอมปล่อยเตียวหุยไปทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บสาหัส หากไม่ใช่เพราะคำพูดสุดท้ายของจ้าวเฟย ศพของเตียวหุยคงกองอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
"จ้าวเฟยอยู่ที่ไหน ข้าจะไปพบเขาเดี๋ยวนี้" กวนอูพูดด้วยความร้อนใจ เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเตียวหุยมาก ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เพราะทุกเวลาที่เสียไป หมายถึงเตียวหุยเข้าใกล้ความตายไปอีกก้าว
แต่ยังไม่ทันที่เตียวเลี้ยวจะตอบ เตียนอุยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นด้วยเสียงทุ้มว่า "เผิงจวี่บาดเจ็บกำลังพักผ่อนอยู่ อยากเจอเผิงจวี่ ก็รอให้เผิงจวี่หายดีก่อนเถอะ"
แม้เตียนอุยจะร้อนใจเรื่องเตียวหุยเหมือนกัน แต่เขาไม่มีทางยอมให้ใครไปรบกวนจ้าวเฟยในตอนนี้เด็ดขาด
เมื่อได้ยินคำพูดของเตียนอุย ความอดทนของกวนอูก็ขาดผึง เขาอุตส่าห์อดทนยอมลงให้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปฏิเสธ เขาคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าโจมตีเตียนอุยทันที
แม้ในมือกวนอูจะไร้อาวุธ แต่หมัดของเขาก็หนักหน่วงเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหว แต่เตียนอุยไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อเผชิญหน้ากับหมัดอันดุดันของกวนอู เตียนอุยก็ไม่คิดจะออมมือ
เตียนอุยเองก็อัดอั้นตันใจมาครึ่งค่อนวัน เมื่อเจอโอกาสระบายอารมณ์ชั้นดีเช่นนี้ เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร ทั้งสองคนจึงตะลุมบอนกันนัวเนีย
เตียวเลี้ยวที่อยู่ข้างๆ ร้อนใจมาก เขารีบเข้าไปห้ามปราม แต่ผลที่ได้กลับน้อยนิด เขากลัวว่าความพยายามเกลี้ยกล่อมกวนอูของตนจะสูญเปล่า
แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะเป็นพวกหัวรั้น การห้ามปรามของเตียวเลี้ยวไม่ได้ผล ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือด เตียวเลี้ยวทำอะไรไม่ได้ เพราะฝีมือของทั้งกวนอูและเตียนอุยล้วนเหนือกว่าเขา ต่อให้เขาเข้าไปแทรก ก็คงแยกทั้งคู่ไม่ออก
สุดท้ายเตียวเลี้ยวทำได้แค่ปล่อยเลยตามเลย ในเมื่อเขาแยกทั้งคู่ไม่ได้ และทั้งคู่ก็ไม่ฟังคำเขา แต่ถึงจะสู้กัน ทั้งคู่ก็ไม่ได้ลงมือหมายเอาชีวิต ดังนั้นก็ปล่อยให้สู้กันไปเถอะ พอเหนื่อยเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็หยุดกันไปเอง
ภายใต้สายตาของเตียวเลี้ยวและหมอทหาร กวนอูและเตียนอุยสู้กันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายกวนอูที่พละกำลังถดถอยก็ต้องถอยร่นไปก้าวหนึ่ง ส่วนเตียนอุยก็ถือคติลูกผู้ชาย ไม่คิดจะซ้ำเติมคนตกยาก
เมื่อเห็นทั้งคู่หยุดมือ เตียวเลี้ยวจึงได้โอกาสพูดขึ้นว่า "พวกท่านสองคนใจเย็นๆ กันหน่อยไม่ได้หรือไง จะมาสู้กันทำไม"
"ตอนนี้ท่านใต้เท้าบาดเจ็บต้องนอนพัก แค่รออีกวันเดียว ท่านกวนอูก็รอไปก่อนเถอะ" เตียวเลี้ยวพยายามเกลี้ยกล่อมกวนอู เขาเองก็ห่วงความปลอดภัยของจ้าวเฟย จึงไม่อยากให้กวนอูไปรบกวนจ้าวเฟยในเวลานี้
เมื่อเตียวเลี้ยวพูดเช่นนั้น กวนอูก็ไม่พูดอะไรอีก เวลาแค่วันเดียว เขายังพอรอไหว หมอทหารก็บอกว่าแม้น้องสามจะหมดสติแต่ยังพอมีเวลา
กวนอูถลึงตาใส่เตียนอุย ส่วนเตียนอุยก็จ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เมื่อเทียบกับกวนอูแล้ว เตียนอุยรู้สึกว่าเขาชอบเตียวหุยมากกว่า แม้เตียวหุยจะแทงจ้าวเฟยจนเตียนอุยโกรธจัด แต่ก็ไม่ได้กระทบความรู้สึกที่เขามีต่อเตียวหุย เพราะเตียนอุยเข้าใจการกระทำของเตียวหุยดี ในสนามรบที่เป็นตายเท่ากัน บางครั้งการกระทำก็อยู่เหนือการควบคุม
เตียวเลี้ยวเห็นทั้งสองคนจ้องตากันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขารีบลากเตียนอุยเดินออกไป เพราะขืนปล่อยไว้แบบนี้ เดี๋ยวคงได้ตีกันอีกรอบแน่
เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาการเจ็บที่หน้าอก จ้าวเฟยจึงตื่นแต่เช้า เขาพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้ต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
ความเจ็บปวดทำให้จ้าวเฟยสูดปากด้วยความเจ็บ เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เวลานี้จ้าวเฟยอยากให้มีใครเอายาแก้ปวดมาฉีดให้สักเข็ม ให้เขาหมดความรู้สึกไปชั่วคราว แต่ความคิดก็คือความคิด จะไปหายาแก้ปวดมาจากไหน
เตียนอุยยืนเฝ้าอยู่ข้างจ้าวเฟยตลอดเวลา เมื่อเห็นจ้าวเฟยตื่นขึ้น เขาก็รีบสั่งคนไปตามหมอทหาร อาการของจ้าวเฟยสำคัญที่สุด ทัพโจโฉย่อมไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดใดๆ กับจ้าวเฟย
"เผิงจวี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" เตียนอุยถามเสียงทุ้ม
แม้จ้าวเฟยจะแค่บาดเจ็บภายนอก แต่สำหรับบัณฑิตร่างกายอ่อนแออย่างเขา แผลแค่นี้ก็แทบจะพรากชีวิตเขาไปครึ่งหนึ่ง คนอย่างจ้าวเฟยไม่เคยชินกับความเจ็บปวดเช่นนี้
"แค่เจ็บหน้าอกนิดหน่อย ไม่มีอะไรน่าห่วง" จ้าวเฟยหอบหายใจตอบ เขาไม่เคยถูกฟันมาก่อน นี่จึงนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับเขา
รู้ว่าจ้าวเฟยพูดปลอบใจ เตียนอุยจึงไม่พูดอะไรมาก ทันใดนั้นหมอทหารก็มาถึง เขาตรงเข้ามาตรวจอาการจ้าวเฟยอย่างละเอียด แล้วกล่าวว่า "ท่านใต้เท้าโปรดวางใจ บาดแผลของท่านไม่เป็นอันตรายแล้วขอรับ"
จ้าวเฟยพยักหน้า แล้วหันไปบอกเตียนอุยว่า "รบกวนท่านพี่ช่วยไปตามแม่ทัพเตียวเลี้ยวมาพบข้าหน่อย"
เมื่อได้ยินจ้าวเฟยต้องการพบเตียวเลี้ยว เตียนอุยพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป ไม่นานเขาก็พาเตียวเลี้ยวกลับมา
จ้าวเฟยยังคงนอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเตียวเลี้ยวปรากฏตัว เขาก็กล่าวว่า "เหวินหย่วน สั่งคนไปแจ้งท่านสมุหนายก ว่าทัพเล่าปี่ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว ให้เริ่มโจมตีค่ายทัพเล่าปี่ได้"
เตียวเลี้ยวพยักหน้า แต่แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า "ท่านใต้เท้า กองทหารม้าขาวกลับเข้าค่ายแล้ว พวกเขาจับตัวเล่าปี่ไม่ได้ขอรับ"
เรื่องนี้จ้าวเฟยไม่ได้แปลกใจ หากจับแมลงสาบฆ่าไม่ตายอย่างเล่าปี่ได้ง่ายๆ เล่าปี่ก็คงไม่ใช่เล่าปี่แล้ว แต่ในเมื่อกวนอูและเตียวหุยอยู่ในมือเขา เล่าปี่ก็ไม่มีพิษสงอะไรอีก
"ไม่เป็นไร ตอนนี้กวนอูและเตียวหุยตกเป็นเชลยของเรา จะว่าไปเล่าปี่ก็เหมือนเสือที่ไร้เขี้ยวเล็บ ไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว" จ้าวเฟยยิ้มเย็น
ไม่มีกวนอูและเตียวหุย จ้าวเฟยอยากจะรู้เหมือนกันว่าเล่าปี่จะสร้างคลื่นลมอะไรได้อีก
"สั่งคนรีบไปแจ้งท่านสมุหนายก เล่าปี่หนีไปได้ย่อมเป็นภัยแฝง ขอให้ท่านสมุหนายกรีบดำเนินการ ต้องทำลายค่ายทัพเล่าปี่ให้ได้ในเวลาอันสั้น ข้าต้องการให้ชนะราบคาบในศึกเดียว" จ้าวเฟยสั่งเสียงเฉียบขาด
"รับทราบ" เตียวเลี้ยวรับคำสั่ง แล้วเดินออกจากกระโจมไป
ทันทีที่เตียวเลี้ยวเดินออกไป ทหารองครักษ์ของจ้าวเฟยก็เดินสวนเข้ามา เขาตรงมาหาจ้าวเฟยแล้วรายงานว่า "ใต้เท้า แม่ทัพกวนอูต้องการขอพบท่านขอรับ"
จ้าวเฟยชะงัก เขาคาดไม่ถึงว่ากวนอูจะมาขอพบ เตียนอุยเห็นดังนั้นจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้จ้าวเฟยฟัง เมื่อได้ฟังความจากเตียนอุย จ้าวเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย
การคุมตัวเตียวหุยและกวนอูไปเมืองฮูโต๋ก็มีข้อดี เพราะเมืองฮูโต๋เป็นฐานที่มั่นของทัพโจโฉ เมื่อไปถึงที่นั่น ทั้งสองคนคงยากที่จะหลบหนี
[จบแล้ว]