เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 672 ครอบครัวของซุยเซน

ตอนที่ 672 ครอบครัวของซุยเซน

ตอนที่ 672 ครอบครัวของซุยเซน


ตอนที่ 672 ครอบครัวของซุยเซน

หญิงสาวร้องไห้ออกมาอย่างโศกเศร้าแต่มันก็ไม่ใช่เพราะการโจมตีของเซี่ยเฟยรุนแรงมากจนเกินไป แต่มันเป็นเพราะเธอรู้สึกหดหู่ใจที่ชายหนุ่มสามารถมองทะลุผ่านการปลอมตัวของเธอเข้ามาได้อย่างง่ายดาย

ยิ่งไปกว่านั้นสภาพของเธอในปัจจุบันยังสะบักสะบอมไม่เหลือชิ้นดี ซึ่งมันถือว่าเป็นความอัปยศภายในใจของเธอมากพอสมควร

“ฮ่า ๆ ๆ ดูเหมือนว่านายจะเผลอไปรังแกลูกสาวของซุยเซนเข้านะ” โอโร่หัวเราะอย่างชอบใจ

เซี่ยเฟยทำได้เพียงแต่ส่ายหัวเงียบ ๆ และมองไปยังชายผู้มาใหม่ที่มีคิ้วหนาและตาโต

“บ้านพวกนี้ก็เป็นของปลอม, ป่าไผ่ก็เป็นของปลอมและผู้คนก็เป็นของปลอมด้วยเหมือนกัน ดูเหมือนว่าฉันจะถูกหลอกตั้งแต่แรกเลยสินะ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

ชายคิ้วหนาผู้กระโดดออกมาปกป้องหญิงสาวชะงักค้างไปในทันที เมื่อเซี่ยเฟยบอกว่าทุกสิ่งคือของปลอม

“นายรู้ได้ยังไง? ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลย?” โอโร่ถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

“นี่เป็นทักษะที่ผสานระหว่างภาพลวงตา, การปลอมตัวและการแสดงชั้นยอด ความจริงสถานที่แห่งนี้มันไม่ใช่ป่าไผ่แต่เป็นเวทีแสดงละครขนาดใหญ่ต่างหาก” เซี่ยเฟยตอบกลับไป

แม้ว่าโอโร่จะสูญเสียพลังการต่อสู้ทั้งหมดไปแล้วแต่ทักษะการสังเกตของเขายังคงอยู่ อย่างไรก็ตามการที่เซี่ยเฟยจับได้ว่าเซธที่เดินทางมาพร้อมกันไม่ใช่ตัวจริง มันก็มากพอที่จะทำให้โอโร่รู้สึกตกใจแล้ว และในตอนนี้ชายหนุ่มยังบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นของปลอม มันจึงยิ่งทำให้โอโร่รู้สึกตกตะลึงมากขึ้นไปอีก

เซี่ยเฟยจะต้องมีทักษะการสังเกตและการวิเคราะห์มากแค่ไหน เขาถึงสามารถแยกแยะภาพลวงตาออกจากความจริงได้แบบนี้!?

ชายหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้าที่มีชายคิ้วหนาปกป้องหญิงสาวด้านหลังเอาไว้อย่างเต็มที่

“วันนี้ฉันเดินทางมาเพื่อต้องการว่าจ้างคุณซุยเซนอย่างจริงใจ หากพวกเธอไม่ต้องการรับงานก็แค่บอกตรง ๆ ทำไมเธอจะต้องมาทำเรื่องให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วย และถึงแม้ว่าวิธีการของเธอจะแยบยลมาก แต่มันก็ยังไม่สามารถหลอกสายตาของฉันได้” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงใจ

“คุณกำลังพูดอะไร? มันเห็นได้ชัดเลยว่าอาจารย์ไม่อยู่บ้านแต่คุณมารังแกศิษย์น้องของฉัน ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังมาโยนความผิดให้กับพวกเราว่าเป็นคนไปหลอกลวงคุณอีก?” หนุ่มคิ้วหนากล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

เซี่ยเฟยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแหวนมิติ ก่อนที่เขาจะใช้พลังจิตบังคับให้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางค่อย ๆ ลอยไปหาหญิงสาวราวกับใบไม้ที่กำลังร่วงหล่น

หญิงสาวหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาอย่างสับสน เพราะเธอไม่รู้ว่าเซี่ยเฟยทำยังไงผ้าเช็ดหน้ามันถึงได้ลอยเข้ามาหาเธอแบบนี้

“ถ้าเธอไม่ปลอมตัวเป็นเซธและเริ่มหลอกฉันก่อน เรื่องทุกอย่างมันก็คงจะไม่เกิดขึ้น แต่ถึงยังไงฉันก็เริ่มรังแกเด็กผู้หญิงคนนี้ก่อนจริง ๆ เอาเป็นว่าฉันขอโทษเธอด้วยก็แล้วกัน” เซี่ยเฟยกล่าว

“ใครบอกว่าฉันเป็นเด็ก! ฉันอายุ 14 แล้วนะ” หญิงสาวกล่าวขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

เด็กหนุ่มคิ้วหนาเหลือบตามองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังและทำให้หญิงสาวคนนั้นหยุดพูดในทันที แน่นอนว่าภาพนี้ย่อมอยู่ภายในสายตาของเซี่ยเฟย และมันก็ช่วยยืนยันการตัดสินใจของเขาว่าสิ่งที่เขาคิดมันไม่ได้ผิดไปจากสิ่งตรงหน้ามากนัก

“เธอยังเด็กแล้วมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะชอบเล่นสนุก แต่คุณเป็นผู้ใหญ่แล้วมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลใช่ไหมที่คุณจะมาหลอกลวงแขกที่ต้องการจะว่าจ้างคุณ” เซี่ยเฟยกล่าว

“ใครหลอกคุณ? ถึงศิษย์น้องของฉันจะหลอกลวงคุณแต่คุณก็อย่ามาเหมาว่าฉันเป็นคนหลอกลวงคุณด้วย” ชายหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจ

เซี่ยเฟยมองเห็นร่องรอยแห่งความดูถูกภายในแววตาของชายตรงหน้า คล้ายกับว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะดื้อรั้นจนถึงขีดสุด โดยคิดว่าเซี่ยเฟยไม่สามารถมองเห็นการหลอกลวงตรงหน้าได้

“ในเมื่อคุณต้องการหลักฐานก็ดูนี่ก็แล้วกัน” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ จากนั้นเขาก็สะบัดมือขึ้นไปในอากาศก่อเกิดเป็นคลื่นพลังที่จู่โจมออกไปตรงหน้าอย่างฉับพลัน

ตูม!

คลื่นพลังที่ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยตาเปล่าแพร่กระจายไปทั่วทั้งอากาศอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นมันก็มีลมพายุอันรุนแรงพัดกระท่อมไม้ไผ่ทั้งสามหลังและป่าไผ่ในบริเวณนั้นจนราบเป็นหน้ากลอง

ทันใดนั้นเองสภาพแวดล้อมบริเวณโดยรอบก็เปลี่ยนไปตามการโจมตีของเซี่ยเฟย เพราะทันทีที่ป่าไผ่ถูกทำลายอาคารอีกหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน โดยอาคารนี้ถูกปกคลุมไปด้วยกระเบื้องสีฟ้า, ผนังตัวอาคารเป็นสีขาวเหมือนใหม่, บนพื้นลานกว้างถูกประดับไปด้วยก้อนกรวดที่สวยงาม บ่งบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดสรรมาเป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกันเซี่ยเฟยก็พุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้านำพาคนสองคนออกมาจากอาคารตรงหน้า โดยคนหนึ่งคือเซธที่เป็นลมหมดสติ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนแปลกหน้าที่ปัจจุบันมีใบหน้าอันซีดเซียว

“หลักฐานแค่นี้มากพอไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับโยนร่างของคนแปลกหน้าเอาไว้ด้านข้างร่างของเด็กสาว

ชายคิ้วหนาขมวดคิ้วจนเห็นรอยย่นบนหน้าผาก เพราะการที่เซี่ยเฟยสามารถทำลายการพรางตาของพวกเขาได้ มันก็ถือว่าเรื่องนี้เป็นความอับอายในวิชาชีพของพวกเขา

“นายมันเป็นพวกไร้เหตุผล! มันไม่มีใครไร้ยางอายเหมือนกับนายอีกแล้ว!!” เด็กสาวหยุดร้องไห้และตะโกนไปทางเซี่ยเฟยด้วยความโกรธ

“เธอต่างหากที่มาหลอกลวงฉันก่อน ฉันกับทาสยังไม่ทันได้ทำอะไรให้พวกเธอขุ่นเคืองเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมเธอถึงต้องมาวางยาแล้วปลอมตัวเป็นทาสของฉันด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวตอบอย่างใจเย็น

หลังจากพูดจบชายหนุ่มก็หยิบขวดยาออกมาให้เซธดม ก่อนที่ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่จะรีบกระโดดขึ้นจากพื้นแล้วมองไปรอบ ๆ ในทันที

“นายท่านระวัง…”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของนาย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับโบกมือ

ทันใดนั้นชายหนุ่มคิ้วหนาก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาในทันที โดยในขณะนี้เสียงของเขาไม่ใช่เสียงของเด็กอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียงของผู้ใหญ่ที่ฟังดูแหบแห้งอยู่เล็กน้อย

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีเลยที่บ้านของฉันถูกเปิดเผยออกมาแบบนี้”

จู่ ๆ มันก็ได้มีกลุ่มควันสีเขียวลอยขึ้นมาปกคลุมร่างของทุกคนเอาไว้ และเมื่อควันหายไปเด็กสาวก็ได้เปลี่ยนไปอยู่ในชุดสีเหลือง โดยที่รูปร่างหน้าตาของเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แล้วเธอก็ยังคงกอดอกมองไปยังเซี่ยเฟยด้วยความโกรธ

ส่วนอีกสองคนได้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคู่รักวัยกลางคนที่เซี่ยเฟยเข้าใจว่า พวกเขาคือซุยเซนกับภรรยาที่ไม่ค่อยเต็มใจให้คนนอกได้เห็นตัวตนที่แท้จริง

“ว่าไงเซธ? พวกเราไม่ได้เจอกันมา 10 กว่าปีแล้วสินะ ตอนนี้นายเป็นยังไงบ้าง?” ซุยเซนเริ่มทักทายด้วยรอยยิ้มหลังจากที่เขาไม่จำเป็นจะต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไปแล้ว

หลังจากสนทนากันไปสักพักหนึ่งเซธก็เริ่มแนะนำเซี่ยเฟยให้ซุยเซนได้รู้จัก และอธิบายว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นทาสของชายหนุ่ม

เมื่อภาพมายาถูกทำลายลงไปแล้วซุยเซนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องเชิญเซี่ยเฟยเข้าไปพักภายในบ้านที่แท้จริงของเขา

เมื่อทุกคนเข้าไปแล้วภรรยาของซุยเซนก็เริ่มทำอะไรบางอย่าง ทำให้ภาพภายนอกถูกล้อมรอบด้วยป่าไผ่อันเขียวขจีอีกครั้ง และแม้แต่บ้านไม้ไผ่ทั้งสามหลังก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วย

‘สมแล้วที่พวกเขาเป็นสายลับมืออาชีพ การลงมือของพวกเขารวดเร็วมากและการวางตำแหน่งของพวกเขาก็ชาญฉลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ คนส่วนใหญ่ที่หลงเข้ามาในพื้นที่ของซุยเซนคงจะไม่มีทางหาตำแหน่งบ้านที่แท้จริงของพวกเขาได้’ เซี่ยเฟยคิดกับตัวเองภายในใจ

“ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไร?” ซุยเซนถาม

เซธยังไม่รู้จักชื่อจริงของเซี่ยเฟย เขาจึงทำได้เพียงแค่มองไปทางชายหนุ่มด้วยแววตาที่อยากรู้ด้วยเหมือนกัน

“เรียกฉันว่าอาเฟยก็ได้” เซี่ยเฟยตอบกลับไป

“คุณคงจะเป็นซุยเซนที่มีชื่อเสียงในแวดวงของสายลับสินะ ฉันรู้สึกชื่นชมคุณมานานแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวขณะมองไปยังมือซ้ายของอีกฝ่ายที่นิ้วก้อยถูกตัดหายไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าชายตรงหน้าคือซุยเซนที่ทำภารกิจล้มเหลวเพียงแค่ครั้งเดียวตั้งแต่สมัยเมื่อ 25 ปีก่อน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่โด่งดังก็ยังเคยทำผิดพลาดได้เหมือนกัน แม้กระทั่งจอมมารผู้ทรงพลังอย่างโอโร่ก็ถูกขังอยู่ในโลงน้ำแข็ง

สิ่งสำคัญคือผู้เชี่ยวชาญจะไม่ทำผิดแบบเดิมอีกเป็นครั้งที่ 2 และประสบการณ์ที่ผิดพลาดมาในอดีตนั้นก็จะค่อย ๆ สั่งสมทำให้พวกเขามีความแข็งแกร่งมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

“พูดตามตรงคำว่าซุยเซนไม่ได้หมายถึงฉันเพียงแค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มของพวกเราทั้งหมด และฉันก็แค่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนจากทุกคนเท่านั้นเอง” ซุยเซนกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“ตอนนั้นลูกสาวของคุณตะโกนเรียกหาพ่อกับลุงของเธอด้วยความตื่นตระหนก ถ้าผมเดาไม่ผิดตอนนี้ลุงที่เธอเรียกหาก็คงจะอยู่แถว ๆ นี้ใช่ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าว

“พวกเรามักจะแฝงตัวอยู่ทุกที่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถที่จะตอบคำถามข้อนี้ของคุณได้” ซุยเซนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เทคนิคการปกปิดของพวกคุณถือได้ว่าเป็นเทคนิคชั้นยอดจริง ๆ” เซี่ยเฟยเริ่มกล่าวชม

อย่างไรก็ตามคำกล่าวชมนี้กลับทำให้ซุยเซนหน้าเสียไปเล็กน้อย เพราะเซี่ยเฟยสามารถเปิดเผยสิ่งที่พวกเขาปกปิดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย การที่ชายหนุ่มมาชื่นชมพวกเขาแบบนี้มันจึงดูค่อนข้างที่จะน่าประหลาดมากพอสมควร

“ฉันขอแนะนำให้รู้จักเธอชื่อโซระเป็นภรรยาของฉันเอง ส่วนเธอชื่อซากุระเป็นลูกสาวของฉัน” ซุยเซนเปลี่ยนหัวข้อเริ่มแนะนำภรรยากับลูกสาวของเขา

เซี่ยเฟยไม่ได้สนใจซุยเซนกับโซระมากนัก เพราะเขารู้ว่าใบหน้าพวกนี้ย่อมเป็นของปลอม มันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะจดจำใบหน้าของพวกเขาเอาไว้ แต่ในกรณีของซากุระเธอจะต้องใช้ใบหน้าที่แท้จริงอย่างแน่นอน เขาจึงแอบจดจำใบหน้าของเธอเอาไว้เป็นพิเศษ เผื่อว่าเขาจะต้องติดตามคนพวกนี้ในอนาคต

“ไม่ทราบว่าคุณมองทะลุการปลอมตัวของซากุระได้ยังไง? ถึงฉันไม่อยากจะอวดอ้างแต่ซากุระก็ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะในเผ่าพันธุ์ของพวกเรา ฉันกับภรรยาฝึกฝนเธอมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบและคุณก็เป็นคนแรกเลยที่สามารถมองทะลุผ่านการปลอมตัวของเธอได้” ซุยเซนเอ่ยถาม

ทันทีที่ซากุระได้ยินเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง เธอก็รีบเอียงหูฟังบทสนทนานี้อย่างตั้งใจ

“เมื่อวานนี้ฝนตกและพื้นดินส่วนใหญ่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นโคลน เซธเป็นคนที่ตัวสูงใหญ่มากการเดินของเขาย่อมทำให้เกิดรอยเท้าฝังลึกลงไปบนพื้น” เซี่ยเฟยกล่าว

“นายกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ แค่เรื่องรอยเท้าฉันไม่มีทางลืมได้อยู่แล้ว” ซากุระรีบลุกยืนขึ้นและชี้นิ้วไปทางเซี่ยเฟยอย่างไม่พอใจ

“ถูกต้อง เธอเลียนแบบเรื่องรอยเท้าของเซธแล้วจริง ๆ แต่เธอคงจะลืมเรื่องรายละเอียดไปว่ารองเท้าของคนที่เหยียบลงไปบนพื้นจะไม่ใช่รอยเท้าแบน ๆ แต่รอยเท้าที่เธอสร้างขึ้นมามันมีความสมบูรณ์มากจนเกินไป”

“นอกจากนี้ขาซ้ายของเซธยังได้รับบาดเจ็บ ทำให้เวลาเดินขาซ้ายของเขาจะเบี่ยงออกข้างไปเล็กน้อย, ระยะการก้าวขาครั้งหนึ่งจึงอยู่ที่ประมาณ 49 เซนติเมตร แต่ทุกครั้งที่เธอก้าวเท้าเธอจะก้าวเท้าในระยะมากกว่า 50 เซนติเมตรขึ้นไปทุกครั้งเลย”

คำอธิบายของเซี่ยเฟยทำให้สมาชิกทั้งครอบครัวของซุยเซนรู้สึกตกตะลึง เพราะใครจะไปคิดว่าความแตกต่างเพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้จะมีคนมานั่งจับสังเกตอย่างละเอียดขนาดนี้ด้วย

“จริง ๆ แล้วรายละเอียดพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่มันเป็นเพราะว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงไม่เหมือนเซธที่เป็นผู้ชาย ดังนั้นในเวลาเดินเธอจะหนีบต้นขาโดยไม่รู้ตัว ไม่เหมือนกับผู้ชายที่จะก้าวเดินโดยพยายามให้ต้นขาแยกออกจากกัน”

“เอ่อ…”

ใบหน้าของซากุระเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงในทันที เพราะการเดินในลักษณะนั้นเป็นการปกป้องตัวเองตามธรรมชาติของหญิงสาว ท้ายที่สุดสรีระร่างกายของผู้ชายกับผู้หญิงก็มีโครงสร้างแตกต่างกัน มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลักษณะการเดินจะมีท่าทางที่แตกต่างกันตามไปด้วย

**************

โอเค รู้เหตุผลของพี่เฟยแล้วมั่นใจเลยว่าเราดูไม่ออกแน่นอน 5555

จบบทที่ ตอนที่ 672 ครอบครัวของซุยเซน

คัดลอกลิงก์แล้ว