เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 641 พลังดนตรี

ตอนที่ 641 พลังดนตรี

ตอนที่ 641 พลังดนตรี


ตอนที่ 641 พลังดนตรี

ชื่อรหัสของน้ำยาปรับสภาพยีนตัวใหม่ที่เซี่ยเฟยได้ร่วมคิดค้นกับแฮร์ริสคือเซราฟิม ซึ่งมันเป็นน้ำยาปรับสภาพยีนที่มีโอกาสเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้เกือบจะ 100% ที่สำคัญคือมันเป็นน้ำยาที่ปราศจากผลข้างเคียงโดยสิ้นเชิง ถ้าหากว่าน้ำยาชนิดนี้ถูกนำไปผลิตเป็นจำนวนมากมันก็คงจะทำให้ทั่วทั้งพันธมิตรต้องสั่นสะเทือน

หลังจากการทดสอบกับมนุษย์เสร็จสิ้น ชาร์ลีก็ได้ทำการส่งน้ำยาเซราฟิมมาทั้งหมด 100 ขวด ซึ่งเซี่ยเฟยก็ได้เลือกน้ำยาขวดที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับแอวริล แล้วปล่อยขวดน้ำยาอีก 99 ขวดวางอยู่เฉย ๆ บนโต๊ะ

แม้ว่าผลการทดสอบกับมนุษย์จะแสดงให้เห็นว่าเซราฟิมไม่มีผลข้างเคียง และมีโอกาสที่จะเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้เกือบ 100% แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย

แน่นอนว่าผู้ที่กำลังจะดื่มน้ำยาอย่างแอวริลก็กำลังรู้สึกกังวลอยู่เช่นกัน แต่เธอก็พยายามทำตัวสงบให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้เซี่ยเฟยรู้สึกกังวลไปมากกว่านี้

หลังจากดื่มน้ำยาเข้าไปแล้วแอวริลก็ค่อย ๆ นอนหลับไป ขณะที่น้ำยาเซราฟิมทำหน้าที่เปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของเธอในระหว่างที่เธอไม่รู้ตัว

ผลของน้ำยาชนิดนี้แตกต่างจากน้ำยาหยกม่วงที่เซี่ยเฟยเคยดื่มในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะถึงแม้ว่าน้ำยาชนิดนั้นจะสามารถทำให้ชายหนุ่มเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ออกมาได้ 100% แต่มันก็ทำให้พื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของเขาได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเช่นเดียวกัน และการที่เขาเอาชีวิตรอดกลับมาได้มันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ปาฏิหาริย์มากแล้ว

ในทางกลับกันผลของน้ำยาเซราฟิมกลับค่อย ๆ เปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของแอวริลอย่างช้า ๆ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลา 24 ชั่วโมงเต็ม ๆ โดยในระหว่างนั้นแอวริลยังคงนอนหลับอย่างสงบโดยไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ ภายใต้เครื่องวัดสัญญาณหลายสิบเครื่องที่คอยตรวจสอบร่างกายของเธออย่างใกล้ชิด

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ผลการทดสอบกับมนุษย์ก็ให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นี่ก็เป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัยมาก มันไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับเธอหรอก” อันธกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกกังวลเล็กน้อยอยู่ดี และเขาก็คอยยืนอยู่ข้าง ๆ แอวริลโดยไม่จากไปไหน

“นายเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าหากนายส่งน้ำยาเซราฟิมลงตลาด มันจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากแค่ไหน?” อันธกล่าวถาม

“ฉันไม่คิดจะปล่อยเซราฟิมลงตลาดอยู่แล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวตอบพร้อมกับส่ายหัว

“ทำไมล่ะ? ยาตัวนี้มันสมบูรณ์แบบมากเลยนะ ไม่ว่าใคร ๆ ก็น่าจะรู้ว่ามันจะต้องสร้างผลกำไรให้กับนายได้อย่างมหาศาล”

“นายไม่คิดบ้างเหรอว่าทำไมทุกเผ่าพันธุ์ที่พยายามเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 อย่างเต็มที่จึงถูกทำลายจนพังพินาศโดยไม่มีข้อยกเว้น เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ที่พยายามต่อสู้กับดินแดนของผู้ใช้กฎ เรื่องนี้มันจะไม่แปลกจนเกินไปหน่อยเหรอ?”

“ฉันคิดว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่มีตัวตนที่เราไม่รู้จักกำลังพยายามควบคุมจักรวาลแห่งนี้อยู่ ถ้าหากว่าเราปล่อยน้ำยาเซราฟิมออกสู่ตลาด เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็คงจะพัฒนาอารยธรรมขึ้นไปจนถึงระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

“ซึ่งเรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุมจักรวาลไม่ต้องการ และเมื่อไหร่ก็ตามที่สมดุลย์เริ่มถูกทำลาย ตัวตนพวกนั้นก็คงจะเลือกกำจัดเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หายไป” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง

“เรื่องมันจะร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ? ก่อนหน้านี้ในพันธมิตรมันก็มีคนที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้ตั้งเยอะ แต่ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไรตามมาเลย” อันธกล่าว

“ต่างสิ มันต่างกันมาก ๆ ด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวก่อนที่เขาจะเริ่มอธิบายต่อว่า

“สูตรน้ำยาปรับสภาพยีนที่มีอยู่ในพันธมิตรตอนนี้ยังไม่ใช่สูตรน้ำยาที่สมบูรณ์ และถึงแม้ว่ามันจะมีคนที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้เกินกว่า 70% กลับมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน”

“ตามสถิติคนที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้เพียงแค่ 1% มีอัตราส่วนถึง 1 ใน 1,000 ด้วยซ้ำ ซึ่งอย่างมากที่สุดผู้ที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้เพียงแค่ 1% ก็จะฉลาดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยและมีอายุไขเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ปี ดังนั้นถึงแม้ว่าในพันธมิตรจะมีผู้ที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้อย่างมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงถือว่าเป็นเพียงคนธรรมดา”

“หากเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ มนุษย์ยังถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอด้วยซ้ำ นายลองนึกถึงเผ่าพันธุ์ไลอ้อนฮาร์ทเป็นตัวอย่างสิ พวกเขามีทั้งร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแกร่งตั้งแต่กำเนิด แล้วมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่มีระดับพลังงานเท่ากันจะเอาอะไรไปสู้กับนักรบโดยกำเนิดพวกนั้น”

“แต่ถ้าหากว่าเราปล่อยน้ำยาเซราฟิมลงสู่ตลาด มันก็จะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีอัตราการเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 โดยเฉลี่ยเกินกว่า 49% ซึ่งมันเกินกว่าค่าเฉลี่ยเดิมขึ้นมาเยอะมาก และฉันก็คิดว่าแม้แต่ภายในดินแดนกฎก็คงจะมีอัตราการเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ไม่ถึง 49% ด้วยซ้ำ”

“โดยในกระบวนการนั้นมันก็คงจะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีนักรบที่สามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้ 100% ถือกำเนิดขึ้นมาอีกหลายคน”

“ผลจากการปล่อยน้ำยาเซราฟิมคงจะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า และมันก็อาจจะทำให้พันธมิตรมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับดินแดนของผู้ใช้กฎ”

“นายคิดว่าพวกคนในดินแดนกฎจะยอมให้พันธมิตรแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพวกเขาไหมล่ะ? พวกเผ่าพันธุ์อื่นในดินแดนกฎจะยอมให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลจริง ๆ เหรอ?”

อันธถึงกับพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง เพราะหลังจากที่เซี่ยเฟยเดินทางเข้าไปในดินแดนกฎด้วยตัวเอง พวกเขาก็ได้รู้แล้วว่าคนในดินแดนนั้นต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง และจะไม่มีวันยอมให้ใครเติบโตเกินหน้าเกินตาของพวกเขาอย่างเด็ดขาด

“นั่นสินะ ถ้าฉันเป็นผู้นำของดินแดนกฎ ฉันก็คงจะไม่รอดูพันธมิตรเติบโตขึ้นมาโดยไม่ทำอะไร น้ำยาเซราฟิมไม่เพียงแต่จะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์พัฒนาขึ้นมาจากเดิมเท่านั้น แต่มันก็น่าจะนำพาหายนะมาสู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วย” อันธกล่าว

โชคดีที่ชาร์ลีกับลุงพอตเตอร์ฉลาดมากพอ เพราะหลังจากที่พวกเขาส่งน้ำยามาที่ดินแดนลับแล้ว น้ำยากับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวยานี้ต่างก็ถูกทำลายหลักฐานทิ้งไปทั้งหมด ทำให้ไม่มีใครสามารถผลิตน้ำยาสูตรนี้ขึ้นมาได้อีกต่อไป

“บางทีในอนาคตฉันก็อาจจะเตรียมน้ำยาปรับสภาพยีนที่เหมาะสมเอาไว้ใช้อย่างลับ ๆ แต่ในตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องคิดถึงเรื่องนั้น”

จักรวาลอันกว้างใหญ่แห่งนี้อันตรายมากจนเกินไป และมันก็มีกับดักที่มองไม่เห็นถูกวางเอาไว้อยู่ทั่วทุกที่ ยกตัวอย่างเช่น เผ่าพันธุ์จักรกลที่เคยรุ่งเรืองก็ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ จนหลงเหลือผู้รอดชีวิตจากเผ่าพันธุ์มาเพียงแค่ 3 คน ส่วนผู้นำของพวกเขาจะยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้

24 ชั่วโมงต่อมาแอวริลก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่งอย่างช้า ๆ ก่อนที่เธอจะขยี้ตาราวกับว่าเธอกำลังตื่นขึ้นมาจากความฝัน

“เธอรู้สึกยังไงบ้าง?” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยความเป็นห่วงขณะที่ช่วยพยุงให้แอวริลลุกขึ้นนั่ง

“ฉันแค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย ตอนแรกฉันคิดว่าการดื่มน้ำยาปรับสภาพยีนจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดซะอีก แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกไม่เป็นอะไรไม่เหมือนกับที่ฉันเคยคิดเอาไว้เลย”

“เธอนอนหลับไป 24 ชั่วโมงเต็ม ๆ เลยนะ เธอจะรู้สึกเวียนหัวบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เดี๋ยวเธอนั่งรอตรงนี้ก่อนนะฉันจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุด” เซี่ยเฟยกล่าว

ใกล้ ๆ กับห้องของแอวริลมีห้องตรวจสอบซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันมอร์โรว์ก็กำลังตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด

“ยินดีด้วย! พื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของแอวริลถูกเปิดออกได้ 81.37% ซึ่งมันเป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์มาก” มอร์โรว์กล่าวด้วยรอยยิ้มขณะใช้นิ้วแตะหน้าจอเพื่อแสดงข้อมูลโดยสรุปให้กับเซี่ยเฟย

“โดยรวมแล้วร่างกายของเธอไม่มีอะไรผิดปกติ แค่พักผ่อนสัก 2 วันก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้แล้ว” มอร์โรว์กล่าวเสริม

“ว่าแต่พลังพิเศษของแอวริลคืออะไรงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถาม

“น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มีพลังเกี่ยวกับการต่อสู้ แต่มันเป็นพลังพิเศษที่เกี่ยวกับดนตรี” มอร์โรว์กล่าวอย่างผิดหวังเล็กน้อย

“ดนตรีงั้นเหรอ?!” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

“ทำไมคุณถึงไม่รู้สึกผิดหวังเลย ไม่ใช่ว่าคุณคาดหวังให้แอวริลได้รับพลังเกี่ยวกับการต่อสู้มางั้นเหรอ?” มอร์โรว์ถามอย่างสงสัย

“ฉันอยากให้แอวริลได้พลังต่อสู้มาตอนไหน? การต่อสู้มันเป็นเรื่องของผู้ชายปล่อยให้เธอใช้ชีวิตสบาย ๆ ที่บ้านไปนั่นแหละดีแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“สิ่งที่คุณพูดมันดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่ฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี” มอร์โรว์กล่าวอย่างสับสน เพราะท้ายที่สุดเขาก็เป็นหุ่นยนต์ตรรกะความคิดของเขาจึงยังคงตามมนุษย์อย่างชายหนุ่มไม่ทัน

เซี่ยเฟยส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ ก่อนที่เขาจะรีบเดินกลับไปหาแอวริล

แต่ไหนแต่ไรแอวริลก็ไม่ใช่คนที่เหมาะสมสำหรับการต่อสู้อยู่แล้ว และเซี่ยเฟยก็ไม่อยากให้หญิงสาวที่ตัวเองรักต้องไปเผชิญหน้ากับการฆ่าฟันเหมือนกับเขาเช่นเดียวกัน

ในความเป็นจริงเขาแค่หวังว่าแอวริลจะได้รับพลังที่เอาไว้ใช้สำหรับการป้องกันตัวเอาไว้บ้าง แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังคงวางแผนที่จะปกป้องผู้หญิงที่เขารักเอาไว้อยู่ดี

ความคิดของเซี่ยเฟยค่อนข้างที่จะคร่ำครึอยู่บ้าง เพราะเขาค่อนข้างที่จะคุ้นเคยกับสังคมที่ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้าน โดยปล่อยเรื่องภายในบ้านเอาไว้ให้เป็นงานของผู้หญิง

หลังจากรับประทานอาหารกระป๋องก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟเพื่อแสดงความยินดีกับแอวริล ที่หญิงสาวสามารถเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้ ซึ่งความสำเร็จในวันนี้มันก็จะช่วยเพิ่มอายุขัยให้กับเธอได้เป็นอย่างมาก

เมื่อเซี่ยเฟยบอกว่าแอวริลได้รับพลังพิเศษเกี่ยวกับดนตรี หญิงสาวก็รู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย เพราะตอนแรกเธอหวังจะได้รับพลังในการต่อสู้เช่นเดียวกับเซี่ยเฟย เธอจะได้มีพลังที่เอาไว้ป้องกันตัวเองได้และชายหนุ่มจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเธอมากเกินไป

แต่เซี่ยเฟยก็รีบพูดขึ้นมาทันทีว่าเขามีความสุขมากที่แอวริลจะได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่าเรื่องสนุกให้เธอฟัง ท้ายที่สุดหลังจากที่หญิงสาวได้ผ่านประสบการณ์อันโหดร้ายในสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มาแล้ว เซี่ยเฟยก็ไม่อยากให้เธอต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีก

2 วันต่อมาเซี่ยเฟยก็ถูกมอร์โรว์ลากเข้าไปภายในห้องที่มืดมิด

“นั่นนายกำลังจะทำอะไร?” เซี่ยเฟยถามด้วยความสงสัย

“อย่าพึ่งถาม เดี๋ยวคุณก็รู้” มอร์โรว์กล่าวอย่างตื่นเต้น

ภายในห้องอันมืดมิดไม่มีแสงสว่างอยู่เลยแม้แต่น้อย เซี่ยเฟยจึงเดินเข้าไปภายในห้องด้วยความสงสัย

“ฉันกำลังยุ่งอยู่มาก หวังว่านายจะมีเหตุผลดี ๆ ที่เอาไว้อธิบายให้ฉันฟังนะ” เซี่ยเฟยกล่าว

“ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้จะต้องทำให้คุณตื่นเต้นได้แน่นอน”

พรึบ!

ทันใดนั้นไฟในห้องก็เปิดออกเผยให้เห็นเวทีคอนเสิร์ตที่มีหุ่นยนต์เป็นจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังนั่งอยู่เคียงข้างกัน และภายในดวงตาของพวกมันก็กำลังเต็มไปด้วยความคาดหวัง

กระป๋องกับขนอุยนั่งอยู่แถวหน้าสุดใกล้กับเวที กระป๋องจึงรีบลุกขึ้นเรียกเซี่ยเฟยเข้ามาเผยให้เห็นว่าขนอุยถูกจับมัดเอาไว้กับเก้าอี้จนทำให้มันแสดงสีหน้าออกมาอย่างสิ้นหวัง

“เจ้านาย คอนเสิร์ตกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!” กระป๋องกล่าวอย่างตื่นเต้น

“คอนเสิร์ต?! คอนเสิร์ตอะไร?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

พริบตาต่อมาพื้นเวทีก็ค่อย ๆ ยกสูงขึ้นเผยให้เห็นแอวริลที่สวมใส่ชุดกระโปรงสั้นสีชมพูที่กำลังมีท่าทางเขินอายอยู่เล็กน้อย

เมื่อเสียงเพลงอันไพเราะเริ่มดังขึ้นเสียงเชียร์ภายในงานก็ดังขึ้นทันที โดยหุ่นยนต์ทุกตัวต่างก็ล้วนแล้วแต่ลุกขึ้นยืนส่งเสียงเชียร์ไปยังแอวริลอย่างชื่นชม

เซี่ยเฟยค่อย ๆ เปลี่ยนจากความรู้สึกตกใจไปเป็นประหลาดใจ ก่อนที่จะกลายเป็นความประหลาดใจจนถึงขีดสุด

เขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองว่าแอวริลจะสามารถส่งผ่านท่วงทำนองของบทเพลงได้จนถึงหัวใจของเขาแบบนี้ จนทำให้เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นนกน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงตามคำร้องที่เธอเปล่งออกมา

“นี่มันพลังวิเศษแบบไหนกันเนี่ย!?”

***************

แล้วทุกคนล่ะ? ถ้าเป็นพี่เฟยอยากให้แอวริลได้พลังพิเศษแบบไหน…

จบบทที่ ตอนที่ 641 พลังดนตรี

คัดลอกลิงก์แล้ว