เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 556 มันรัด

ตอนที่ 556 มันรัด

ตอนที่ 556 มันรัด


ตอนที่ 556 มันรัด

ขณะที่มู่ฉิงปิงกำลังรู้สึกโกรธมาก มู่ฟู่ผิงก็กำลังรู้สึกเศร้าใจเมื่อได้เห็นเซี่ยเฟยปฏิเสธคำเชิญของเธอ

ส่วนทางหยูฮัวก็กำลังรู้สึกสับสนกับการตัดสินใจของเซี่ยเฟยเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเซี่ยเฟยช่วยให้คำแนะนำแก่มู่ฟู่ผิงและทำให้เธอประสบความสำเร็จในเส้นทางสายนี้ มันก็หมายความว่ามู่ฟู่ผิงจะต้องติดหนี้บุญคุณเซี่ยเฟยอย่างไม่ต้องสงสัย

9 ตระกูลชั้นยอดคือตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในดินแดนของผู้ใช้กฎ และถ้าหากว่ามู่ฟู่ผิงเป็นหนี้บุญคุณเซี่ยเฟยขึ้นมาจริง ๆ มันก็จะช่วยให้ชายหนุ่มสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งในบางทีสักวันหนึ่งเซี่ยเฟยก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากตระกูลวิทเทอร์ก็ได้

ใบหน้าของมู่ฟู่ผิงซีดเซียวลงกว่าเดิม เพราะเธอเป็นคนประเภทที่สามารถหดหู่ใจได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อนที่มู่ฉิงปิงจะแสดงความโกรธออกมาอีกครั้ง จู่ ๆ เซี่ยเฟยก็พูดขึ้นมาว่า

“เรื่องนี้มันไม่ใช่เพราะว่าผมไม่ได้ต้องการจะช่วยคุณ แต่ว่าผมทำอะไรไม่ได้ต่างหาก”

“ทำไมคุณถึงทำอะไรไม่ได้? คำแนะนำที่คุณพึ่งให้มามีประโยชน์สำหรับฉันมาก และมันก็ทำให้ฉันมีความเข้าใจในเรื่องการออกแบบมากยิ่งขึ้น” มู่ฟู่ผิงกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“ไม่ว่าผมจะพูดอะไรผมก็ไม่สามารถเปลี่ยนจิตสำนึกของคุณได้อยู่ดี ท้ายที่สุดคุณก็ไม่มีทางรู้ว่าการไปยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความตายมันให้ความรู้สึกยังไง ก่อนหน้านี้คุณก็คงจะไม่ค่อยได้พูดคุยกับใครมากนักใช่ไหม?”

“ปกติฉันพูดคุยแต่กับคนในร้าน แทบที่จะไม่ได้คุยกับคนนอกเลย” มู่ฟู่ผิงกล่าว

“ผมไม่รู้วิธีการออกแบบชุดเกราะต่อสู้หรอกนะ แล้วก็ไม่รู้วิธีการหลอมอาวุธอุปกรณ์อะไรเลยด้วย แต่ผมเข้าใจความจริงง่าย ๆ อยู่เรื่องหนึ่งคือนักออกแบบก็เป็นเหมือนกับศิลปิน ที่ก่อนอื่นควรจะต้องกำจัดพันธนาการทุกอย่างภายในใจของตัวเองไป ดังนั้นคุณควรจะต้องลืมเพศ, ลืมตัวตนของคุณและมุ่งเน้นความสนใจไปที่การออกแบบเพียงอย่างเดียว”

“หากพิจารณาจากงานที่คุณเคยสร้างขึ้นมา มันเห็นได้ชัดเลยว่าคุณมีพันธนาการภายในใจมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก, การให้ความสำคัญเรื่องความรู้สึกของคนอื่นและการให้ความสำคัญของราคา เนื่องมาจากชื่อเสียงของตระกูลวิทเทอร์ที่คุณได้แบกรับเอาไว้”

“แน่นอนว่าเหล่าบรรดาลูกค้าเก่า ๆ ของคุณก็มีพันธนาการภายในใจเช่นเดียวกันกับคุณ พวกเขาจึงยกย่องชุดเกราะของคุณ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถสลัดตัวเองให้หลุดพ้นออกมาจากพันธนาการได้”

“เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปเรื่อย ๆ คุณก็จะเริ่มคิดว่าสิ่งที่คุณได้ทำเอาไว้ในก่อนหน้านี้คือเรื่องที่ถูกต้อง แต่คุณก็ต้องไม่ลืมความจริงว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณไม่เคยต้องออกไปต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสนามรบจริง ๆ เหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ต้องการชุดเกราะที่มีคุณภาพ แต่ต้องการชุดเกราะที่ทำให้พวกเขาดูโดดเด่น”

“ด้วยเหตุนี้เองคุณจึงเหมาะสมที่จะสร้างงานศิลปะให้กับคนชั้นสูง แต่ยังไม่สามารถที่จะออกแบบชุดเกราะที่เหมาะสมกับนักสู้ระดับรากหญ้าแบบที่พวกเราต้องการได้” เซี่ยเฟยกล่าวอธิบาย

มู่ฟู่ผิงชะงักไปหลังจากที่เธอได้ยินคำอธิบาย ซึ่งแม้แต่ของมู่ฉิงปิงเองก็ยังต้องหยิบนำคำพูดของเซี่ยเฟยเก็บไปคิด ท้ายที่สุดนักสู้ที่แท้จริงอย่างเซี่ยเฟยก็แตกต่างจากลูกค้าคนก่อน ๆ ของพวกเธอจริง ๆ นักสู้แบบนี้จึงไม่ได้ต้องการสิ่งของตกแต่งใด ๆ บนชุดเกราะของพวกเขาเลย

คนที่ต้องการชุดเกราะที่สามารถใช้การได้จริง ๆ ก็คงจะไม่ได้เดินทางมาที่ยูนีคพาวิลเลี่ยน เพราะราคาของชุดเกราะที่นี่แพงมากและไม่สามารถเอาไปใช้งานในสนามรบได้ด้วยซ้ำ ร้านค้าแห่งนี้จึงไม่ต่างไปจากร้านขายของเครื่องประดับสำหรับเหล่าบรรดาลูกหลานเศรษฐี

“คุณเซี่ยเฟย ฉันต้องการออกแบบชุดเกราะสำหรับนักรบที่แท้จริง กรุณาช่วยฉันด้วย” มู่ฟู่ผิงกล่าวอย่างกล้าหาญ

มือของหยูฮัวเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย เพราะคำพูดของมู่ฟู่ผิงมีความจริงจังสูงมาก และประโยคคำพูดที่เธอกำลังพูดออกมาก็เป็นประโยคที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากเซี่ยเฟยอยู่จริง ๆ

ในความเป็นจริงเธอรู้สึกตกใจกับคำพูดของเซี่ยเฟยมาก เพราะมันไม่เคยมีใครรอบ ๆ ตัวเธอพูดตรง ๆ กับเธอแบบนี้มาก่อน และถึงแม้ว่าเธอจะอยู่อาศัยในจักรวาลเดียวกันกับเซี่ยเฟย แต่สังคมที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมานั้นกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ตอนแรกผมเห็นว่าพวกคุณทั้งสองคนเป็นผู้หญิง ผมจึงไม่อยากจะพูดอะไรมากนัก แต่อันที่จริงมันยังมีข้อบกพร่องร้ายแรงอีกอย่างหนึ่งบนชุดเกราะของคุณที่ผมไม่ได้พูดออกมา” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย

“ข้อบกพร่องอะไร?” มู่ฟู่ผิงกล่าวถามอย่างประหม่า ขณะที่มู่ฉิงปิงก็กำลังกางหูฟังอย่างอยากรู้เช่นเดียวกัน

“ร่างกายของผู้ชายกับผู้หญิงมีสรีระที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะตรงนี้” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปตรงหว่างขาของเขา ซึ่งมันก็ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างฉับพลัน

“ตรงนี้ของผู้ชายจะมีความนูนกว่าผู้หญิง แต่ชุดเกราะของคุณถูกออกแบบพื้นที่ตรงบริเวณนี้มาแบบราบเรียบมากเกินไป มันเลยทำให้…”

“ทำให้อะไร?”

“มันรัด”

“…”

บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดอีกครั้ง ขณะที่ใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลมู่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเกลียด

คำอธิบายนี้ถึงกับทำให้หยูฮัวอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เพราะเขากำลังนึกภาพของเหล่าบรรดาคุณชายที่ซื้อชุดเกราะพวกนี้ไป และพวกเขาก็คงจะต้องเดินไปเดินมาเพื่อโอ้อวดชุดเกราะทั้ง ๆ ที่เป้าของพวกเขากำลังโดนบีบ…

สำหรับเซี่ยเฟยแล้วเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก เพราะอวัยวะตรงนั้นค่อนข้างที่จะบอบบาง และถ้าหากนักสู้คนไหนได้สวมใส่ชุดเกราะนี้ พวกเขาก็คงจะไม่สามารถต่อสู้อย่างสบายใจได้อย่างแน่นอน

“ผมคิดว่าคุณอาจจะต้องกลับไปเรียนรู้เรื่องสรีระของผู้ชายใหม่ ซึ่งพื้นที่บริเวณเป้าของชุดเกราะไม่เพียงแต่จะต้องยื่นออกมาด้านหน้าเท่านั้น แต่มันควรเพิ่มแผ่นรองนุ่ม ๆ เอาไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย ที่สำคัญคือขนาดของผู้ชายแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการออกแบบควรให้ความสำคัญกับจุดนี้มากเป็นพิเศษ”

เซี่ยเฟยอธิบายเรื่องเหล่านี้ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สาว ๆ ทั้งสองคนไม่สามารถที่จะทนฟังได้อีกต่อไป เพราะท้ายที่สุดพวกเธอก็เติบโตขึ้นมาในสังคมของชนชั้นสูง มันจึงยังไม่ถึงเวลาที่พวกเธอจะต้องไปเรียนรู้เรื่องอวัยวะตรงบริเวณนั้น

“พอก่อน!” พี่น้องตระกูลมู่รีบตะโกนขัดจังหวะขึ้นมา เพราะกลัวว่าเซี่ยเฟยจะลงลึกเรื่องสรีระวิทยาของผู้ชายไปมากกว่านี้

ในที่สุดเซี่ยเฟยกับหยูฮัวก็ขอตัวออกมาจากร้าน เพราะพวกเขาได้เดินทางออกมาจากตระกูลหยูเป็นเวลานานมากกว่า 10 วันแล้ว มันจึงถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องเดินทางกลับไปยังตระกูลเสียที

“เรื่องที่เซี่ยเฟยบอกไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเลย แต่ทำไมมันถึงไม่เคยมีใครบอกฉันในเรื่องแบบนี้มาก่อน” มู่ฟู่ผิงพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ขณะมองดูเซี่ยเฟยที่กำลังจากไป

“หนูถามจริง ๆ เถอะว่าในตระกูลของเราจะมีใครกล้าพูดเรื่องแบบนั้นออกมา เซี่ยเฟยมันเป็นคนป่าที่อยากจะพูดเรื่องไร้ยางอายที่ไหนขึ้นมาก็ได้” มู่ฉิงปิงกล่าวด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง

มู่ฟู่ผิงพยักหน้ารับเบา ๆ และคิดว่าคนในตระกูลของเธอคงจะไม่อยากพูดเรื่องนี้เนื่องมาจากสถานะของตัวเอง แต่ในกรณีของเซี่ยเฟยแตกต่างออกไป เพราะเขาเป็นนักรบที่มีความอิสระเขาจึงสามารถชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในจุดต่าง ๆ โดยไม่ได้รู้สึกเกรงใจสถานะของเธอเลย

“เตรียมของขวัญเอาไว้ให้ฉันที ฉันจะเดินทางไปเยี่ยมตระกูลหยูในอีกสองวัน” มู่ฟู่ผิงเริ่มสั่งการก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องของเธอ

“ท่านพี่จะไปทำอะไรที่ตระกูลหยู?” มู่ฉิงปิงถามอย่างสงสัย

“ฉันอยากจะลองไปดูสภาพความเป็นอยู่จริง ๆ ของนักสู้ บางทีมันอาจจะช่วยให้ฉันออกแบบชุดเกราะได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น” มู่ฟู่ผิงกล่าว

“แล้วทำไมต้องไปที่ตระกูลหยูด้วย? ในตระกูลของเราก็มีนักสู้นะ” มู่ฉิงปิงกล่าว

“คนในตระกูลของเราจะกล้าพูดความจริงกับฉันไหม พวกเขาจะกล้าพูดตรง ๆ เหมือนกับเซี่ยเฟยหรือเปล่า?”

“ทำไมท่านพี่จะต้องไปให้ความสนใจกับคนหน้าด้านแบบนั้นด้วย!”

“ฉันแค่อยากฟังความจริง” มู่ฟู่ผิงกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะเดินกลับไปในห้องของเธอ

หลังจากกลับเข้ามาในตระกูล หยูฮัวกับเซี่ยเฟยก็ไปรายงานเรื่องที่พวกเขาออกเดินทางไปจัดการพวกหมิงกุยให้หยูเจียงได้ทราบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง

การเรียนรู้ในตระกูลหยูส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้แบบอิสระ โดยในทุก ๆ วันจะมีครูฝึกไปให้คำอธิบายพลังของกฎและคอยแนะนำทักษะการต่อสู้ภายในเมือง ซึ่งนักรบฝึกหัดจะเข้าไปฟังคำอธิบายเหล่านั้นหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวของพวกเขาเอง

โดยปกตินักรบที่มีประสบการณ์มักที่จะฝึกฝนด้วยตัวคนเดียวมากกว่า ส่วนนักรบที่ไปฟังครูฝึกจึงต่างก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยนักรบที่พึ่งเดินทางเข้ามาในตระกูลใหม่

ในวันนี้เซี่ยเฟยเลือกที่จะกลับไปยังที่พักของเขาก่อน และไม่แม้แต่จะเดินทางไปที่สวนเสือคำรามด้วยซ้ำ

ภายในสวนเสือคำรามเหลือสัตว์อสูรอยู่เพียงแค่สองตัว และงานช่วยลูกค้าฝึกสัตว์อสูรก็มีเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้น ดังนั้นถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะเดินทางไปสวนเสือคำรามแต่มันก็ไม่มีอะไรให้เขาทำ เพราะตารางงานในเรื่องต่าง ๆ ถูกจัดสรรไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มเดินเข้าไปภายในห้องฝึกซ้อมก่อนที่เขาจะนำลิงหยกขาวออกมาวางเอาไว้ตรงหน้า ซึ่งลิงหยกชิ้นนี้ให้ความรู้สึกอันแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทุกครั้งที่เขาได้ถือมันเอาไว้เขาจะรู้สึกได้ถึงความแจ่มใสชนิดที่ไม่เคยรู้สึกได้มาก่อน

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือเขาต้องการเรียนรู้กฎแห่งการกลั่นพลังงานให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เพราะอัตราการใช้จ่ายของเขาสูงมากจนเกินไป และการเป็นปรมาจารย์ด้านการกลั่นพลังงานก็น่าจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เขาสามารถหาเงินได้เป็นจำนวนมาก

น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าในตระกูลจะมีปรมาจารย์ด้านการกลั่นพลังงานอย่างดูบาร์อยู่ แต่เซี่ยเฟยก็ไม่สามารถที่จะไปขอคำแนะนำจากชายชราคนนั้นได้

ในตอนแรกที่ชายหนุ่มได้พบมัน เขาก็คิดว่าลิงตัวนี้น่าจะช่วยให้เขาสามารถเรียนรู้กฎแห่งการกลั่นพลังงานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่หลังจากเขาเริ่มทำการทดลองแล้ว เขาก็ตำหนักว่าความช่วยเหลือเพียงแค่นี้มันยังไม่พอ และเขาก็ยังไม่สามารถที่จะควบคุมกระแสจิตให้เดินหน้าต่อไปได้จริง ๆ

ชายหนุ่มวางลิงหยกขาวเอาไว้บนพื้นอีกครั้ง พร้อมกับนั่งครุ่นคิดว่าการฝึกฝนนี้จำเป็นจะต้องใช้อะไรอย่างอื่นที่นอกเหนือจากการใช้สมาธิหรือเปล่า

ขนอุยยังคงนอนอยู่ข้าง ๆ ของเขาอย่างเชื่องช้า ซึ่งนับตั้งแต่ที่มันได้รับอาหารเป็นคริสตัลต้นกำเนิดสีขาว มันก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่มีสัญญาณในการเติบโตของสัตว์อสูรตัวนี้เลย สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือขนของมันหนานุ่มขึ้นมากกว่าเดิม เซี่ยเฟยจึงเชื่อว่าขนอุยน่าจะใกล้เลื่อนระดับอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

ดวงตาเล็ก ๆ ของขนอุยจับจ้องมองไปยังลิงหยกขาวอย่างสงสัย แล้วมันก็พยายามเอาตัวของมันไปคลอเคลียกับวัตถุชิ้นนี้อย่างมีความสุข

ถึงแม้ว่าลิงหยกตัวนี้จะเป็นวัตถุที่แปลกประหลาดมาก แต่มันก็ไม่มีพลังงานถูกปลดปล่อยออกมา เซี่ยเฟยจึงไม่กลัวว่าขนอุยจะกินลิงหยกตัวนี้เข้าไป ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เขาได้ให้อาหารขนอุยเป็นคริสตัลขาว เจ้าตัวเล็กก็ดูเหมือนจะเชื่อฟังคำสั่งของเขามากขึ้นกว่าเดิม

ขนอุยเริ่มกระโดดไปใช้ปากของมันงับหัวของลิงหยกเอาไว้ ก่อนที่มันจะสำรอกและทำให้พลังงานสีขาวจำนวนหนึ่งก็ไหลออกมาจากปากของมัน

เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว เพราะพลังงานระดับ 3 มีมากกว่าพลังงานระดับ 2 ถึง 100 เท่า ขนอุยจึงมักที่จะสำรอกพลังงานจำนวนหนึ่งออกมา เพราะว่ามันดูดซับพลังงานเข้าไปมากเกินไป

แต่สิ่งที่น่าแปลกนั่นก็คือพลังงานที่ไหลออกมาจากปากของมันกลับไหลผ่านร่างลิงหยกขาวและกลายเป็นเส้นใยพลังงานที่เบาบางมาก

“หือ?”

ทั้งอันธและเซี่ยเฟยต่างก็สังเกตเห็นปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดนี้ในเวลาเดียวกัน และในแววตาของพวกเขาต่างก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

อย่าบอกนะว่าลิงหยกขาวตัวนี้สามารถกลั่นพลังงานออกมาได้!

***************

ค้นพบความลับของลิงหยกจากการกินแบบตะกละของขนอุยสินะ เอ่อ… ไม่รู้ว่าจะต้องตกใจกับอะไรก่อนเลย

จบบทที่ ตอนที่ 556 มันรัด

คัดลอกลิงก์แล้ว