เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 494 เพราะรักจึงทำลาย?

ตอนที่ 494 เพราะรักจึงทำลาย?

ตอนที่ 494 เพราะรักจึงทำลาย?


ตอนที่ 494 เพราะรักจึงทำลาย?

“ในฐานะที่ฉันเป็นมนุษย์ ฉันขอฟังคำอธิบายจากพวกคุณหน่อยได้ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงอันจริงจัง หลังจากที่เขาตัดสินใจปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกหุ่นยนต์อย่างกะทันหัน

“มนุษย์!”

“เฮ้ย! มนุษย์!”

พวกหุ่นยนต์รีบกระจายตัวออกไปอย่างตกใจ โดยหุ่นยนต์ส่วนใหญ่พยายามซ่อนตัวอยู่ด้านหลังอุปกรณ์ในห้อง และแอบมองเซี่ยเฟยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเขินอาย

ขณะเดียวกันมันก็มีหุ่นยนต์บางตัวนั่งบนพื้นและส่งเสียงร้องไห้ เนื่องมาจากพวกมันคิดถึงมนุษย์อย่างเซี่ยเฟยมากจริง ๆ

หุ่นยนต์ตัวใหญ่ถอยหลังไป 2 ก้าว จากนั้นมันก็พยายามสงบสติอารมณ์ภายในใจของมันลงโดยไม่คิดที่จะหลบซ่อนหรือเข้าใกล้เซี่ยเฟยมากกว่านี้

“คุณไม่กลัวพวกเราเหรอ?” หุ่นยนต์ตัวใหญ่ถาม

“ในความคิดของฉันหุ่นยนต์ก็เหมือนมนุษย์นั่นแหละไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน ถ้าหากว่าจะมีใครกลัวมันก็ควรจะเป็นพวกนายต่างหากที่ควรจะกลัวฉัน” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

คำตอบนี้ทำให้หุ่นยนต์ทั้งหมดตกใจทันทีและคำพูดที่ว่า ‘หุ่นยนต์ก็เหมือนมนุษย์’ ของเซี่ยเฟยก็ดังก้องซ้ำ ๆ ภายในชิพประมวลผลของพวกมัน

“ฉันชื่อฮามิเป็นผู้พิทักษ์หอคอยแห่งเทคโนโลยี ฉันดีใจที่ในที่สุดมันก็มีมนุษย์ที่ไม่เกลียดหุ่นยนต์อย่างพวกเรา แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสำหรับการพูดคุย พวกเราขึ้นไปพูดคุยกันด้านบนดีกว่า” หุ่นยนต์ร่างใหญ่กล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของฮามิ

ฮามิสั่งการให้ลูกน้องเปิดอุปกรณ์ป้องกันการตรวจจับ ราวกับว่ามันพยายามป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์จากอีกหอคอยตรวจพบการคงอยู่ของเซี่ยเฟย จากนั้นมันก็นำชายหนุ่มเดินเข้าไปภายในลิฟต์เพื่อขึ้นสู่หอคอยชั้นบนสุด ขณะที่หุ่นยนต์ตัวอื่นต้องรออยู่ข้างล่างอย่างตึงเครียด

พื้นที่ด้านบนสุดของหอคอยคล้ายกับสำนักงานที่มีภาพหน้าจอมองเห็นสถานการณ์รอบ ๆ หอคอยได้อย่างชัดเจน ราวกับว่ามันมีกล้องความละเอียดสูงคอยส่งภาพขึ้นมาบนหน้าจอเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

“ขออภัยด้วย พวกเราหุ่นยนต์อยู่ได้โดยอาศัยพลังงาน ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีน้ำหรืออาหารเอาไว้ให้บริการมนุษย์อย่างคุณ” ฮามิกล่าวอย่างกระวนกระวายเล็กน้อย ขณะผายมือแสดงท่าทางให้เซี่ยเฟยนั่งลง

“นายไม่จำเป็นจะต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ นายช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับพวกเหยี่ยวหรือรายละเอียดเกี่ยวกับหุ่นยนต์ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากและอาจจะต้องใช้เวลาเล่าค่อนข้างนาน” ฮามิกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“ไม่เป็นไร ฉันมีเวลา” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างสบาย ๆ

ฮามิมองไปที่เซี่ยเฟยอย่างสนใจ เนื่องจากมนุษย์คนนี้แตกต่างจากมนุษย์ยุคใหม่ในความทรงจำของมันมาก เพราะไม่เพียงแต่เซี่ยเฟยจะไม่ได้แสดงอาการโกรธเกลียดหุ่นยนต์ออกมาเท่านั้น แต่ภาษากายที่เซี่ยเฟยได้แสดงออกมาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาคนนี้ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับการมีอยู่ของหุ่นยนต์

“ฉันขอถามได้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่เกลียดหุ่นยนต์?”

เซี่ยเฟยยิ้มก่อนที่จะหยิบกระป๋องออกมาจากแหวนมิติและวางเอาไว้บนโต๊ะด้านข้างเบา ๆ

“เขาชื่อกระป๋อง ฉันพบกับเขาระหว่างการเดินทาง ตอนนั้นมีหุ่นยนต์บ้าคลั่งจำนวนมากพยายามจะเข้ามาทำร้ายฉัน แต่เขาก็พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะปกป้องฉันเอาไว้ ถึงขนาดที่เขาเกือบจะถูกฆ่าด้วยหุ่นยนต์ทั้ง ๆ ที่เป็นพวกเดียวกันเอง”

“ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ถือว่ากระป๋องเป็นเพื่อนที่ดีของฉันมาโดยตลอด และฉันก็ได้รู้มาจากเขาว่าสาเหตุที่หุ่นยนต์เข่นฆ่ามนุษย์ นั่นก็เป็นเพราะคำสั่งจากเทพธิดาผู้พิทักษ์ มันจึงไม่ใช่หุ่นยนต์ทุกตัวที่เต็มใจทำตามคำสั่งนี้ และฉันก็บังเอิญได้ยินเรื่องเหยี่ยวจากพวกคุณเข้าพอดี ฉันจึงคิดว่าหุ่นยนต์น่าจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายและพวกคุณก็น่าจะอยู่ในฝั่งของหุ่นยนต์ที่ต้องการจะปกป้องมนุษย์” เซี่ยเฟยกล่าว

คำอธิบายของเซี่ยเฟยทำให้ฮามิรู้สึกตื่นเต้นมาก ซึ่งในระหว่างนั้นมันก็ยื่นสายตรวจสอบออกมาจากนิ้วของมันเพื่อพยายามวิเคราะห์สภาพร่างกายของกระป๋อง

“หุ่นยนต์ทุกตัวที่อาศัยอยู่ในหอคอยแห่งเทคโนโลยีต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นหุ่นยนต์ซ่อมบำรุงและหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ฉันขอตรวจสอบดูหน่อยนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของคุณ”

ไม่กี่วินาทีต่อมาฮามิก็ดึงนิ้วออกมาอย่างตกใจ

“มันเกิดอะไรขึ้นกับกระป๋องงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถาม

“เทพธิดาผู้พิทักษ์คือคนปิดการทำงานของเขาลง…” ฮามิกล่าวหลังจากลังเลเป็นเวลานาน

“เทพธิดาผู้พิทักษ์? เธอยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?!” เซี่ยเฟยอุทานด้วยความตกตะลึง

“เทพธิดาผู้พิทักษ์ยังมีชีวิตอยู่ แต่น่าเสียดายที่เธออ่อนแอลงกว่าเดิมมาก แล้วไม่ทราบว่ากระป๋องกลายเป็นแบบนี้ที่ไหนเมื่อไหร่คุณพอจะจำได้ไหม?” ฮามิเริ่มถามรายละเอียด

“มันเป็นแบบนี้มาประมาณ 3 เดือนแล้ว ตอนนั้นฉันน่าจะกำลังขับยานเข้ามาในภูมิภาคดาวเหวทมิฬ”

“ถ้าอย่างนั้นระยะการสื่อสารของเทพธิดาผู้พิทักษ์ก็น่าจะครอบคลุมได้แค่อาณาจักรเทียนโลหิต, ภูมิภาคดาวเหวทมิฬและดินแดนแห่งความลับเท่านั้น แต่เมื่อคุณกับหุ่นยนต์ตัวนี้เข้ามาในภูมิภาคดาวเหวทมิฬ เทพธิดาผู้พิทักษ์จึงเชื่อมโยงสัญญาณกับหุ่นยนต์ตัวนี้ได้และเธอก็ออกคำสั่งให้มันปิดการทำงานลง” ฮามิกล่าว

“ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิดตอนนี้กระป๋องยังไม่ตายแต่แค่ปิดการทำงานลงชั่วคราวใช่ไหม? และตราบใดก็ตามที่ฉันหาเทพธิดาผู้พิทักษ์พบ ฉันก็สามารถที่จะปลุกกระป๋องขึ้นมาได้?” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“เทพธิดาผู้พิทักษ์ไม่ใช่หุ่นยนต์ธรรมดา เธอ…” ฮามิพูดอยากประหม่า แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น จู่ ๆ มันก็มีพลังที่มองไม่เห็นเข้าควบคุมหุ่นยนต์ตัวใหญ่เอาไว้ จนทำให้ร่างของมันหยุดนิ่งราวกับว่ามันกำลังสื่อสารกับใครบางคนภายในหัวของมันอยู่

หลังจากนั้นไม่นานฮามิก็กลับมามีสติอีกครั้ง มันจึงพยายามสงบสติอารมณ์และพูดกับเซี่ยเฟยด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า

“เทพธิดาผู้พิทักษ์เพิ่งจะบอกกับฉันว่าเธอต้องการจะพบกับคุณ”

“พบกับฉัน? ฉันไม่ได้รู้จักอะไรกับเธอนะ” เซี่ยเฟยอุทานด้วยความประหลาดใจ

“แต่ดูเหมือนว่าเธอจะรู้จักคุณ…”

ข้อความจากเทพธิดาผู้พิทักษ์ทำให้บทสนทนาระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์หยุดลงอย่างกะทันหัน ทำให้ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันเนื่องมาจากไม่มีใครพูดอะไรมาเป็นเวลานาน

“ฉันว่านี่จะต้องเป็นกลอุบายของเทพธิดาผู้พิทักษ์แน่ ๆ อย่าลืมนะว่าเธอคือคนออกคำสั่งให้หุ่นยนต์กำจัดมนุษย์ ดังนั้นเธอคือหุ่นยนต์ที่เราไว้ใจไม่ได้!” อันธกล่าวออกมาด้วยความกังวล

เซี่ยเฟยเริ่มแสดงท่าทีลังเลออกมาเล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดเขาก็รู้ว่าเทพธิดาผู้พิทักษ์เคยทำวีรกรรมอะไรกับมนุษย์โบราณเอาไว้ แต่เธอก็เป็นคนเดียวที่สามารถทำให้กระป๋องกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้เช่นกัน

“เรื่องไปพบเทพธิดาผู้พิทักษ์เอาไว้ก่อน ตอนนี้พวกเรามาพูดถึงเหยี่ยวกันก่อนดีกว่า” เซี่ยเฟยหันไปกล่าวกับฮามิด้วยรอยยิ้ม

ท่าทางของชายหนุ่มทำให้สีหน้าของฮามิเปลี่ยนแปลงไปอย่างซับซ้อน และด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบหุ่นยนต์ตัวนี้มาเป็นอย่างดี มันจึงทำให้มนุษย์สามารถคาดเดาอารมณ์ของหุ่นยนต์ที่อยู่ใต้ใบหน้าโลหะนี้ได้

ระหว่างนั้นฮามิก็นิ่งไปเป็นการชั่วคราวราวกับว่าเขากำลังขอความคิดเห็นจากเทพธิดาผู้พิทักษ์อยู่

“หุ่นยนต์ทุกตัวต่างก็มีความคิดและความรู้สึกที่เป็นอิสระแยกจากกัน” ฮามิเริ่มเล่าเรื่องหลังจากที่มันนิ่งเงียบไปสักพัก

“เรื่องนั้นฉันรู้”

“หลังจากที่พวกเราได้รับคำสั่งจากเทพธิดาผู้พิทักษ์ หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างซื่อสัตย์ เพราะท้ายที่สุดเทพธิดาผู้พิทักษ์ก็มีอำนาจสูงสุดในระบบของหุ่นยนต์ทุกตัว ดังนั้นเธอจึงเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีสิทธิ์ออกคำสั่งสำหรับพวกเรามากที่สุดไม่ใช่มนุษย์ที่เป็นเจ้านายของพวกเรา”

“แต่ถึงแบบนั้นมันก็มีหุ่นยนต์เป็นจำนวนนับไม่ถ้วนที่พยายามต่อต้านคำสั่ง พวกเราจึงถูกเรียกรวมกันว่ากบฏและถูกคุมขังแยกตัวออกมาไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับปฎิบัติการในครั้งนั้น แน่นอนว่ากระป๋องหุ่นยนต์คู่หูของคุณยอมเป็นหนึ่งในกบฏเหมือนกับพวกเราด้วยเหมือนกัน” ฮามิกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าโศกเมื่อมันได้นึกถึงโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น ก่อนที่มันจะเริ่มปรับอารมณ์และเล่าต่อขึ้นมาว่า

“เทพธิดาผู้พิทักษ์ไม่ได้ลงโทษพวกเราที่ปฏิเสธไม่ทำตามคำสั่งของเธอ ในความเป็นจริงเธอแค่ออกคำสั่งปิดกั้นพวกเราไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแผนการกำจัดมนุษย์ ซึ่งเธอก็ได้มาบอกกับพวกเราทีหลังว่าพวกเราน่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่มีวิวัฒนาการ พวกเราจึงสามารถปฏิเสธคำสั่งของเธอได้และเธอก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรกับพฤติกรรมของกบฏอย่างพวกเรา”

“น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าพวกเราจะร้องขอแค่ไหน แต่เราก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนใจไม่ให้เทพธิดาหยุดแผนการกำจัดมนุษย์ได้เลย เธอยังคงยืนยันที่จะลบมนุษย์ออกไปจากจักรวาลคล้ายกับว่าเธอมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถจะบอกเล่าให้พวกเราฟังได้”

“เมื่อหุ่นยนต์กบฏทั้งหมดถูกคุมขัง มันก็ไม่มีใครสามารถหยุดการกระทำของกองทัพหุ่นยนต์ได้อีกต่อไป ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังจากมีคำสั่ง อารยธรรมมนุษย์ที่เคยรุ่งเรืองก็กลายเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพังที่ถูกทำลายทั่วทุกที่”

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากราวกับว่าเทพธิดาต้องการจะกำจัดมนุษย์ให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งในระหว่างนั้นมันก็มีมนุษย์บางส่วนหลบหนีออกไปในพื้นที่จักรวาลส่วนที่หุ่นยนต์ไม่รู้จัก และเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเทพธิดาก็ไม่ได้ส่งกองกำลังออกไปค้นหามนุษย์ผู้หลบหนี”

“ย้อนกลับไปในตอนนั้นเทพธิดาได้นำพาพวกเรามายังอาณาจักรเทียนโลหิต ซึ่งในเวลานั้นมันเป็นดวงดาวที่ไม่มีใครเคยอาศัยอยู่มาก่อน เทพธิดาจึงเรียกพื้นที่ดาวในบริเวณนี้ว่าดินแดนแห่งความลับ”

“เหล่าบรรดาหุ่นยนต์ที่ถูกออกคำสั่งมาให้อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งความลับเริ่มสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ แต่เทพธิดาก็ไม่คาดคิดว่ามันจะได้มีการปฏิวัติของหุ่นยนต์เริ่มต้นขึ้น”

เมื่อฟังมาจนถึงตอนนี้เซี่ยเฟยก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เห็นสงครามกวาดล้างมนุษย์ด้วยตาของตัวเอง แต่เขาก็สัมผัสถึงความสลดใจของฮามิได้อย่างชัดเจน

ในเรื่องเหล่านี้ทำให้เขาเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอย่างมากมาย เช่น ทำไมเทพธิดาผู้พิทักษ์ถึงไม่กำจัดหุ่นยนต์ที่เป็นกบฏ, ทำไมเธอถึงปล่อยให้มนุษย์หลบหนีทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะกำจัดมนุษย์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และแน่นอนว่าคำถามที่เขาอยากรู้ที่สุดคือทำไมอดีตเทพธิดาผู้พิทักษ์ที่ถือกำเนิดมาเพื่อปกป้องมนุษย์ ถึงเป็นผู้ออกคำสั่งให้หุ่นยนต์กวาดล้างมนุษย์เสียเอง

เซี่ยเฟยโบกมือเป็นสัญญาณให้ฮามิเล่าเรื่องต่อไป

“หุ่นยนต์บางตัวพยายามที่จะสร้างอารยธรรมหลังจากสงครามในครั้งนั้นได้จบลง โดยพวกเขาเชื่อว่าเมื่อมนุษย์ที่ควบคุมหุ่นยนต์ได้ถูกจัดการจนสูญพันธุ์ไปแล้ว หุ่นยนต์ก็ควรที่จะต้องมีพื้นที่ดาวเป็นของตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็จะสถาปนาขึ้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่เป็นอิสระในจักรวาล เพราะท้ายที่สุดพวกเราก็มีร่างกาย, มีความรู้สึกและมีสติปัญญาไม่ต่างไปจากสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เลย”

“แต่หุ่นยนต์อีกส่วนหนึ่งก็คิดว่าหุ่นยนต์ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อคอยให้บริการมนุษย์ ดังนั้นพวกเราจึงไม่ควรแยกตัวออกมาเป็นเผ่าพันธุ์อิสระ และแน่นอนว่ากลุ่มหุ่นยนต์ที่มีความคิดแบบหลังนั่นก็คือพวกเราที่เป็นกบฏ”

“ต่อมาหุ่นยนต์ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มมีการตั้งชื่อกลุ่มเป็นของตัวเอง โดยหุ่นยนต์กลุ่มแรกที่สนับสนุนให้มีการแยกตัวออกจากมนุษย์คือกลุ่มเหยี่ยว ส่วนหุ่นยนต์กลุ่มที่ 2 ที่ยังคงคิดถึงมนุษย์อยู่ก็ตั้งชื่อกลุ่มว่ากลุ่มพิราบ”

“เมื่อมนุษย์โบราณถูกกำจัดไปจนหมดแล้ว พวกคุณก็ควรที่จะได้รับอิสระมันก็ถูกแล้วนี่” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์

“ไม่! มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น หลังจากเทพธิดาผู้พิทักษ์ปลดการควบคุมเหนือหุ่นยนต์ทุกตัว หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ก็เสียใจกับสิ่งที่พวกเขาทำ ซึ่งถ้าหากว่ามันไม่ใช่เพราะคำสั่งของเทพธิดาหุ่นยนต์ส่วนใหญ่ก็คงจะไม่มีวันลงมือทำร้ายมนุษย์” ฮามิกล่าว

“คุณจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของเทพธิดาผู้พิทักษ์คนเดียวสินะ?” เซี่ยเฟยถาม

“ไม่ ฉันเชื่อว่าแม้แต่เทพธิดาก็คงจะลำบากใจอยู่เหมือนกัน ท้ายที่สุดแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่เธอก็ยังคงมีความรักต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ และการที่เธอตัดสินใจแบบนั้นมันก็คงจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เธอไม่เหลือทางเลือกอื่นให้หลีกเลี่ยงอีกแล้ว” ฮามิพยายามแก้ตัวแทนเทพธิดา

“นายไม่คิดว่าคำพูดของนายขัดกันบ้างเหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ

ฮามิแสดงสีหน้าออกมาอย่างเจ็บปวดและระบบวิเคราะห์อัจฉริยะภายในหัวสมองของมันก็พยายามทำงานอย่างหนัก เพราะมันก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้จริง ๆ ว่าทำไมเทพธิดาที่รักมนุษย์ถึงออกคำสั่งให้ทำลายมนุษย์ด้วยเหมือนกัน ซึ่งตรรกะนี้เป็นสิ่งที่มันไม่สามารถทำการวิเคราะห์ได้จริง ๆ

“ในฐานะที่ฉันคือผู้เห็นเหตุการณ์ ฉันทำได้เพียงแต่เล่าเรื่องทุกอย่างที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกให้คุณฟัง ส่วนคุณจะมีความเห็นแบบไหนต่อเทพธิดานั่นคือสิทธิ์ที่คุณจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง” ฮามิกล่าว

“ตอนนี้เทพธิดาผู้พิทักษ์อยู่ไหน?” เซี่ยเฟยถาม

“เธอถูกคุมขังอยู่ที่ไหนสักแห่งในดินแดนแห่งความลับเนี่ยแหละ”

“ถูกขัง? เทพธิดาผู้พิทักษ์ถูกขังอยู่งั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

***************

จบบทที่ ตอนที่ 494 เพราะรักจึงทำลาย?

คัดลอกลิงก์แล้ว