เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 465 สมบัติที่นำมาซึ่งการสูญพันธุ์

ตอนที่ 465 สมบัติที่นำมาซึ่งการสูญพันธุ์

ตอนที่ 465 สมบัติที่นำมาซึ่งการสูญพันธุ์


ตอนที่ 465 สมบัติที่นำมาซึ่งการสูญพันธุ์

ชายหนุ่มใช้นิ้วแตะแหวนมิติเบา ๆ เพื่อเรียกกล่องโลหะสีดำและกุญแจรูปสามเหลี่ยมอันแปลกประหลาดออกมา

คลิ๊ก!

เมื่อกุญแจถูกเสียบเข้าไปในตัวล็อก มันก็มีเสียงกลไกดังขึ้นเบา ๆ ซึ่งหลังจากที่เวลาได้ผ่านพ้นไปไม่กี่วินาทีตัวล็อกที่แน่นหนาก็คลายตัวออกอย่างช้า ๆ

เซี่ยเฟยกลั้นหายใจโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่เขาจะเปิดกล่องโลหะเพื่อสำรวจดูของที่อยู่ทางด้านใน แน่นอนว่าอันธกับกระป๋องที่อยู่ตรงนั้นก็กำลังรู้สึกประหม่าเช่นเดียวกัน

แอ๊ดดด!

ฝากล่องสีดำถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ และสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย เพราะมันไม่ใช่อาวุธอย่างที่เขาคาดหวังไว้ แต่เป็นเพียงแค่กองกระดาษที่เขาไม่รู้ว่ามันได้บันทึกข้อมูลอะไรเอาไว้ด้านในกันแน่

กระดาษด้านในกล่องดูเหมือนจะเป็นพิมพ์เขียวที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นอย่างดี ดังนั้นถึงแม้ว่าเวลาจะได้ผ่านพ้นไปอย่างเนิ่นนาน แต่กระดาษและลายเส้นที่ถูกพิมพ์อยู่ก็ยังคงเด่นชัดเหมือนกับพวกมันยังคงเป็นของใหม่

เซี่ยเฟยสุ่มหยิบพิมพ์เขียวขึ้นมา 1 หน้าแล้วนั่งมองพิมพ์เขียวนั้นพร้อมกับดื่มชาด้วยแววตาอันสับสน แต่เมื่อเขาได้พิจารณาพิมพ์เขียวอย่างระมัดระวัง มันก็ทำให้เขาเกือบจะสำลักน้ำชาที่กำลังยกขึ้นมาดื่ม

พริบตาต่อมาชายหนุ่มก็อ่านข้อมูลบนพิมพ์เขียวอย่างจริงจัง ซึ่งมันก็ทำให้ทั้งกระป๋องและอันธรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น แต่พวกเขาก็ต้องอดทนฝืนใจตัวเองเอาไว้ไม่พยายามส่งเสียงรบกวนเซี่ยเฟยในช่วงเวลานี้

เซี่ยเฟยสามารถอ่านข้อมูลต่าง ๆ ได้เร็วมาก ซึ่งหลังจากที่เวลาได้ผ่านพ้นไปประมาณครึ่งชั่วโมง เขาก็ได้อ่านพิมพ์เขียวไปแล้วมากกว่า 10,000 หน้าและได้พบว่าตรงก้นกล่องเป็นแผ่นโลหะสีดำประมาณ 1 เมตรที่มีข้อความถูกบันทึกเอาไว้ทั้งสองด้านของแผ่นโลหะ

“แบบนี้นี่เอง” เซี่ยเฟยวางแผ่นโลหะลงพร้อมกับส่งเสียงพึมพำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

“ว่ายังไง? ของพวกนี้มันคืออะไรกันแน่?” อันธถามด้วยความสงสัย

เซี่ยเฟยยังคงไม่ตอบแต่ได้หยิบพิมพ์เขียวอีกชิ้นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ และนำพิมพ์เขียวนี้มาเปรียบเทียบกับพิมพ์เขียวที่อยู่ภายในกล่อง

“เหมือนกันเลย” อันธอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

ชุดพิมพ์เขียวที่เซี่ยเฟยหยิบออกมาจากแหวนมิตินั้นแทบจะเหมือนกับพิมพ์เขียวในกล่องโลหะทุกประการ เพียงแต่พิมพ์เขียวในกล่องโลหะมีการบันทึกข้อมูลที่ละเอียดกว่า หรือพูดสั้น ๆ ก็คือมันมีข้อมูลที่ดีกว่าพิมพ์เขียวที่เซี่ยเฟยเคยมีอยู่นั่นเอง

“คุณตาฉินหมางเคยให้พิมพ์เขียวโครงสร้างยานไททันกับฉันมา และเราก็ยังได้พบพิมพ์เขียวของระบบเรดาร์และระบบอาวุธของไททันจากเขตแรงโน้มถ่วงสูงใช่ไหมล่ะ แต่ภายในกล่องโลหะนี่บรรจุพิมพ์เขียวของการสร้างยานไททันเอาไว้จนครบ ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกัน, ระบบเครื่องยนต์, ระบบพลังงาน, ระบบฟอกอากาศและระบบที่จำเป็นอื่น ๆ ต่างก็ถูกรวบรวมเอาไว้ในนี้หมดเลย”

“แบบนี้มันก็หมายความว่านายสามารถสร้างยานไททันได้แล้วใช่ไหม?! ฉันไม่คิดเลยว่าพวกมนุษย์โบราณจะได้ฝังข้อมูลที่ล้ำค่าแบบนี้เอาไว้ด้วย” อันธอุทานขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

“เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ฉันลองคำนวณระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างยานไททันดูแล้ว ฉันคิดว่าแม้ว่าเวลาจะได้ผ่านพ้นไปอีกหลายร้อยปีแต่ฉันก็ยังไม่น่าจะสร้างยานลำนี้ได้สำเร็จ เพราะมันจำเป็นจะต้องใช้อู่ต่อย่านที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์ จำเป็นจะต้องใช้แรงงานปริมาณมหาศาล”

“ที่สำคัญคือระดับเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของยานไททันขึ้นมาได้ ดังนั้นฉันจึงมองไม่เห็นหนทางที่จะสร้างยานไททันขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้ได้เลย” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“นั่นสินะ ขนาดระบบเรดาร์แบล็คแบทที่เป็นเพียงระบบดัดแปลงอย่างง่ายของระบบเรดาร์ของไททันก็ยังทำให้พวกนายปวดหัวอยู่เลย ดูเหมือนระดับเทคโนโลยีในปัจจุบันจะยังไม่สามารถสร้างไททันขึ้นมาได้จริง ๆ” อันธกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“สิ่งที่ทำให้ฉันตกใจจริง ๆ คือความตั้งใจเดิมของการออกแบบยานไททันขึ้นมามากกว่า” เซี่ยเฟยกล่าว

“ความตั้งใจในการออกแบบ? ไททันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อไว้สำหรับการทำสงครามงั้นเหรอ?”

“จากข้อมูลที่บันทึกเอาไว้ดูเหมือนเหตุผลที่พวกเขาออกแบบยานไททันขึ้นมา นั่นก็เพราะว่าพวกเขาต้องการที่จะต่อกรกับมหาอำนาจซึ่งเป็นผู้ปกครองจักรวาล” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปยังแผ่นโลหะสีดำที่เคยนอนอยู่ก้นกล่อง

“มหาอำนาจผู้ซึ่งปกครองจักรวาลงั้นเหรอ?” อันธอุทาน

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเพื่อยืนยัน

“หรือว่าพวกเขาจะสร้างยานลำนี้ขึ้นมาเพื่อต่อต้านพวกผู้ใช้กฎ?” อันธอุทานขึ้นมาด้วยความสับสนมากขึ้นกว่าเดิม

“ตามบันทึกดูเหมือนว่าในสมัยโบราณผู้ใช้กฎกับคนธรรมดาจะอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่มันก็มีการแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน เพราะในสายตาของผู้ใช้กฎคนธรรมดาก็ไม่ต่างไปจากมดปลวกในสายตาของพวกเขา” เซี่ยเฟยกล่าว

“มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละ ตั้งแต่ที่ฉันได้เห็นพลังของหยูเจียงกับหยูฮัว ฉันก็บอกได้เลยว่าแม้ว่าฉันจะมีชีวิตอยู่แต่ฉันก็คงจะไม่มีทางก้าวตามคนพวกนั้นทันได้” อันธกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“สถานการณ์ตอนนั้นมันก็คล้าย ๆ กัน พวกคนธรรมดารู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางเอาชนะผู้ใช้กฎได้ พวกเขาจึงยอมแพ้และเลิกสนใจที่จะทำการฝึกฝน”

“เมื่อเวลาผ่านไปความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้กฎบางส่วนจึงตัดสินใจมองหาพื้นที่ดวงดาวอันว่างเปล่า แล้วรวบรวมผู้ใช้กฎจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ย้ายไปตั้งดินแดนใหม่ขึ้นมาร่วมกัน และตั้งกฎไม่ให้พวกเขายุ่งเกี่ยวกับคนธรรมดาอีกต่อไป” เซี่ยเฟยกล่าว

“ที่หยูเจียงบอกว่าเขาจะพาตัวนายไปที่ตระกูล หรือว่าตระกูลที่เขาพูดถึงจะหมายถึงดินแดนกฎที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในตอนนั้น?” อันธกล่าวพร้อมกับใช้มือลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่มันมีความเป็นไปได้สูงมาก” เซี่ยเฟยกล่าว

อันธยังคงอยากรู้ดินแดนอันลึกลับของเหล่าบรรดาผู้ใช้กฎ ดังนั้นเขาจึงยังคงตั้งคำถามที่เขาสงสัยต่อไป

โดยสรุปก็คือนักสู้ระดับต่ำที่ถูกเรียกว่าผู้ใช้พลังพิเศษสามารถอยู่ร่วมกับคนธรรมดาได้เท่านั้น และถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถแสดงพลังอันโดดเด่น พวกเขาก็จะไม่มีโอกาสรับรู้ถึงการคงอยู่ของผู้ใช้กฎตลอดชีวิต ซึ่งอย่างมากที่สุดนักรบพวกนี้ก็สามารถพัฒนาพลังได้จนถึงระดับอิมมอทอลลิตี้เท่านั้น

ขณะเดียวกันผู้ใช้กฎก็แอบสอดส่องดินแดนของคนธรรมดาอยู่เสมอ เพื่อคัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแกร่งนำตัวไปฝึกฝน ซึ่งถ้าหากต้นกล้าเหล่านั้นสามารถฝึกฝนได้สำเร็จ พวกเขาก็จะพัฒนาจนกลายเป็นผู้ใช้กฎคนต่อไป

นักสู้ในจักรวาลจึงถูกแบ่งระดับออกเป็นนักสู้ผู้ใช้พลังพิเศษ, นักสู้ผู้สืบทอดมรดกและนักสู้ผู้ใช้กฎ แน่นอนว่ายิ่งระดับพลังของนักสู้สูงมากขึ้นเท่าไหร่ อายุขัยของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปมากเท่านั้น ว่ากันว่าผู้ใช้กฎในระดับสูงจริง ๆ จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ และไม่มีใครสามารถที่จะสังหารนักสู้ระดับนั้นลงได้

ยิ่งฟังคำอธิบายจากเซี่ยเฟย อันธก็ยิ่งเหงื่อออกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแต่เดิมเขาคิดว่านักสู้ผู้ใช้พลังพิเศษคือนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่าเขายังคงอยู่ในกะลาใบเล็กที่ไม่รู้เรื่องโลกภายนอกอันกว้างใหญ่เลย

“ฉันเข้าใจเรื่องนักรบผู้ใช้พลังพิเศษ เพราะทั้งฉันและนายต่างก็เป็นผู้ใช้พลังพิเศษเหมือนกัน นอกจากนี้เรายังได้เห็นพลังของผู้ใช้กฎด้วยตาของตัวเองแล้ว ซึ่งเทพเจ้าขาวกับเทพเจ้าดำก็น่าจะเป็นผู้ใช้กฎด้วยเหมือนกัน ประเด็นคือนักรบผู้สืบทอดมรดกมันคืออะไร?” อันธถามอย่างสงสัย

“จริง ๆ แล้วฉันก็เป็นนักรบผู้สืบทอดมรดกเหมือนกัน เพียงแค่ฉันไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“อะไรนะ?! ฉันอยู่กับนายมาตั้งหลายปี แล้วทำไมฉันถึงไม่รู้มาก่อนเลยว่านายคือนักรบผู้สืบทอดมรดก?” อันธอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

“นักรบที่แข็งแกร่งมักจะหาผู้สืบทอดวิชาของตัวเองต่อไปใช่ไหม? คล้ายกับสำนักเงาสังหารที่จะหาศิษย์คนใหม่เข้ามาในสำนักมากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่านักรบย่อมพยายามหาผู้สืบทอดมรดกพลังของพวกเขาด้วยเหมือนกัน พวกเขาจึงแอบใส่บททดสอบเข้ามาในดินแดนของคนธรรมดาเพื่อหาผู้สืบทอดที่เหมาะสม”

“บททดสอบนี้ถูกจัดขึ้นในดาวเคราะห์มรดก ดังนั้นผู้ที่สามารถผ่านการเอาชีวิตรอดในดาวเคราะห์มรดกมาได้จึงจัดอยู่ในประเภทของนักรบผู้สืบทอดมรดก เพื่อที่จะพัฒนากลายเป็นนักรบผู้ใช้กฎรุ่นต่อไป ซึ่งมันก็หมายความว่าทั้งฉันและมู่เสียวเต๋าที่เราเคยเจอต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของนักรบกฎสักคน”

ทันใดนั้นอันธก็จำเรื่องที่มู่เสียวเต๋าเคยพูดกับเซี่ยเฟยได้ว่า เขาได้เรียกนักรบที่เดินทางไปยังดาวมรดกว่าผู้สืบทอด และตราบใดก็ตามที่ผู้สืบทอดสามารถผ่านบททดสอบจากดาวมรดกได้ครบกำหนด พวกเขาก็จะสามารถเดินทางไปยังดินแดนของผู้ใช้กฎได้ในที่สุด

“ฉันพอจะจำได้ที่มู่เสียวเต๋าเคยพูดข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับผู้สืบทอด และตอนนั้นเรายังรู้สึกตกใจที่เขารู้ว่านายเคยไปดาวมรดกด้วย” อันธกล่าวพร้อมกับพยักหน้าซ้ำ ๆ

“เขาน่าจะแตกต่างจากฉันตรงที่เขาน่าจะได้รับการฝึกจากผู้ใช้กฎที่แข็งแกร่ง ส่วนฉันน่าจะถูกส่งไปในดาวเคราะห์มรดกโดยบังเอิญ”

“เหตุผลที่ฉันรู้ว่ามันคือดาวเคราะห์มรดก นั่นก็เพราะว่าฉันได้พบกับข้อมูลจากซากศพของมนุษย์โบราณ แต่ดาวมรดกที่ฉันเดินทางไปก็ดูรกร้างมาก ฉันจึงเดาว่าฉันน่าจะหลงเข้าไปในดาวดวงนั้นและกลับออกมาได้โดยไม่ได้ตั้งใจ” เซี่ยเฟยกล่าว

อันธพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนที่เขาจะรีบกล่าวออกไปเมื่อตระหนักได้ถึงเรื่องหนึ่ง

“เดี๋ยวก่อนนะ! หยูเจียงบอกว่าเขาจะนำตัวนายไปที่ตระกูลในอีก 3 ปี ซึ่งมันก็หมายความว่านายจะได้ฝึกฝนเป็นนักรบกฎโดยผ่านขั้นตอนการเป็นนักรบผู้ใช้มรดกไปเลยงั้นเหรอ?”

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเพราะเขาก็คิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้นอยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตามการเลื่อนระดับพลังก็คล้ายกับการไปโรงเรียน ซึ่งมันจำเป็นจะต้องค่อย ๆ ผ่านไปทีละขั้นตอน ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องดีถ้าหากว่าเขาจะก้าวกระโดดขึ้นไปในดินแดนของผู้ใช้กฎโดยตรง

ในเวลานั้นเขาย่อมกลายเป็นผู้ไร้พื้นฐานท่ามกลางผู้แข็งแกร่งอย่างแน่นอน เพราะเขาได้ข้ามขั้นตอนการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น แต่โชคดีที่เขายังมีกฎแห่งความโกลาหลที่เทพเจ้าดำได้มอบให้ และเขายังได้รับ 1 ใน 30 อาวุธมายามาจากวิหารของเทพเจ้าขาวดำด้วย

“ด้วยความแตกต่างทางด้านพลังแบบนี้นี่เอง พวกคนธรรมดาเลยรู้สึกว่าผู้ใช้กฎคือภัยคุกคามของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงพัฒนายานไททันขึ้นมาเพื่อสร้างความสมดุลย์ระหว่างอำนาจไม่ให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของผู้ใช้กฎตลอดไป” เซี่ยเฟยกล่าว

“แม้ว่าไททันจะเป็นยานรบที่น่าอัศจรรย์ แต่ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะต่อต้านผู้ใช้กฎได้หรอกนะ” อันธกล่าว

“จากข้อมูลในกล่องยานไททันถูกพัฒนาขึ้นมาทั้งสิ้น 4 รุ่นคือรุ่นแอนเจิล, รุ่นกาเบรียล, รุ่นบาธและรุ่นนาร็อคตามลำดับ ซึ่งพิมพ์เขียวที่อยู่ในมือของเราคือพิมพ์เขียวของยานรุ่นแอนเจิล”

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่ายานไททันสามารถต่อกรกับผู้ใช้กฎได้หรือเปล่า แต่ตามบันทึกบนแผ่นโลหะนี้เผ่าพันธุ์ที่ออกแบบยานไททันได้ถูกกำจัดลงอย่างรวดเร็ว และทุกเผ่าพันธุ์ที่ได้พิมพ์เขียวของยานไททันไปต่างก็ล้วนแล้วแต่ถูกทำลายจนสูญพันธุ์ด้วยเช่นกัน”

***************

จบบทที่ ตอนที่ 465 สมบัติที่นำมาซึ่งการสูญพันธุ์

คัดลอกลิงก์แล้ว