เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 401 จักจั่นขาว

ตอนที่ 401 จักจั่นขาว

ตอนที่ 401 จักจั่นขาว


ตอนที่ 401 จักจั่นขาว

“เสี่ยวหยูเขาคนนี้มาจากดาวเคราะห์ดวงเดียวกับเธอใช่ไหม?” นางฟ้าถามขึ้นมาเบา ๆ

เซียวรั่วหยูรีบก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมกับโค้งคำนับด้วยความเคารพ จากนั้นเธอก็กล่าวตอบคำถามขึ้นมาว่า

“เรียนท่านหญิงจักจั่นขาว เขาคนนี้ชื่อเซี่ยเฟย เมื่อก่อนเขากับฉันเคยเข้าร่วมการประเมินของสมาพันธ์จัสทิสพร้อมกัน และดาวบ้านเกิดของพวกเราก็เป็นดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก”

เซียวรั่วหยูไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่เธอรู้จักกับเซี่ยเฟย แต่เธอระบุสถานะว่าเธอกับเขาเป็นเพียงแค่สหายที่เคยเข้าร่วมการประเมินด้วยกันเท่านั้น ซึ่งอันที่จริงหลังจากที่เวลาได้ผ่านพ้นไป เธอก็ไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่เซี่ยเฟยเคยรู้จักอีกแล้ว เพราะเธอเริ่มที่จะเรียนรู้เรื่องเล่ห์เหลี่ยมอยู่เล็กน้อย

“สิ่งที่เขาพูดกับแอวริลเมื่อกี้นี้น่าจะเป็นเรื่องความรักใช่ไหม ถึงแม้ฉันจะไม่รู้ว่าความรักคืออะไรแต่ฉันก็มักจะรู้สึกแปลก ๆ อยู่ในใจเสมอ ทำไมความรักถึงเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาไม่ได้ แล้วความรักจำเป็นต้องประกาศให้ทุกคนรับรู้ด้วยเหรอ?” จักจั่นขาวขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

สาวใช้บริเวณโดยรอบรวมทั้งเซียวรั่วหยูต่างก็แอบมองหน้ากัน เพราะถ้าหากจักจั่นขาวไม่เข้าใจเรื่องความรักแล้วสาว ๆ คนไหนภายในนี้จะเข้าใจเรื่องความรักกันล่ะ?

ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงตกอยู่ภายใต้ความเงียบ แล้วมันก็ไม่มีใครสามารถตอบคำถามของจักจั่นขาวได้

“ท่านหญิงพวกเราก็ไม่เข้าใจเรื่องความรักเหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าเซี่ยเฟยน่าจะรักผู้หญิงที่ชื่อแอวริลมาก” เซียวรั่วหยูพยายามตอบกลับไป

“การรักใครสักคนมันเป็นยังไงเหรอ? มันจำเป็นจะต้องฆ่าคนเป็นจำนวนมากเพื่อเขาคนนั้นด้วยรึไง?” จักจั่นขาวนั่งกอดเข่าและพึมพำออกมาเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ

เหล่าสาวใช้ที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างก็เงียบเสียงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งอันที่จริงพวกเธอรู้สึกไม่เข้าใจมากยิ่งกว่าจักจั่นขาวเสียอีก ท้ายที่สุดบนยานอวกาศที่พวกเธออยู่ก็มีเพียงแต่ผู้หญิง มันจึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงเรื่องความรัก เพราะแม้แต่ผู้ชายก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเธอไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน

หลังจากพึมพำกับตัวเองอยู่สักพัก จักจั่นขาวก็เงยศีรษะราวกับว่าเธอนึกอะไรออกได้บางอย่าง

“ตามฉันมาเร็ว ๆ เข้า! ฉันคิดว่าเราน่าจะหาคำตอบในเรื่องนี้ได้” จักจั่นขาวกล่าวพร้อมกับลุกยืนขึ้น

หลังจากนั้นเธอก็เดินไปที่ประตูทันทีพร้อมกับสาว ๆ หลายสิบคนที่เดินตามเธอมาอย่างใกล้ชิด

ในความเป็นจริงสาวใช้ทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่มีใบหน้าที่งดงาม แต่เมื่อเทียบกับจักจั่นขาวแล้วความงามของพวกเธอกลับดูด้อยลงไป เพราะท้ายที่สุดความงามของจักจั่นขาวก็เป็นสิ่งที่เกินจะบรรยายออกมาได้ แล้วมันก็คงจะมีเพียงแต่คำว่านางฟ้านางสวรรค์ที่พอจะใกล้เคียงในการบรรยายความงามของเธอ

ในบรรดาสาวใช้ทั้งหมดมันก็มีเพียงแต่เซียวรั่วหยูคนเดียวที่พอจะมีความงามใกล้เคียงกับจักจั่นขาวบ้าง เพียงแต่จักจั่นขาวยังคงมีออร่าแบบนางฟ้าอันสง่างาม ในขณะที่เซียวรั่วหยูให้ความรู้สึกถึงความงดงามแบบน่ารัก ซึ่งมันเป็นความงดงามในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยคนหนึ่งมีความงามแบบนางพญา ขณะที่อีกคนมีความงามแบบสามัญชน

หลังจากเดินตามทางเดินมาได้ไม่นานพวกเธอก็ได้พบกับหญิงสาวในชุดสีดำยืนอยู่ไม่ไกล ซึ่งหญิงสาวเหล่านี้ดูมีอายุมากกว่าพวกเธออยู่เล็กน้อย แต่เมื่อพวกเธอได้เห็นจักจั่นขาวพวกเธอก็ยังจำเป็นจะต้องแสดงความเคารพออกมาอย่างสูง

หลังจากเลี้ยวตรงหัวมุมทางเดินพวกเธอก็ได้พบกับกลุ่มสาวใช้อีกกลุ่มหนึ่ง โดยกลุ่มสาวใช้กลุ่มนี้สวมเสื้อสีขาวแต่ใส่กระโปรงสีแดงสด ซึ่งแตกต่างจากพวกเธอเล็กน้อยที่สวมใส่ชุดขาวทั้งเสื้อและกระโปรง

ผู้นำของหญิงสาวกระโปรงแดงพวกนี้คือหญิงสาวในวัย 20 ต้น ๆ แต่เมื่อเทียบกับความสง่างามของจักจั่นขาวแล้ว ความงามของผู้หญิงคนนี้ก็ยังคงดูด้อยกว่าจักจั่นขาวอยู่มาก

“ว่าไงน้องจักจั่นขาว?” สาวกระโปรงแดงเริ่มทักทาย

“สวัสดีค่ะพี่หงส์แดง” จักจั่นขาวทำความเคารพด้วยรอยยิ้ม

“น้องจักจั่นขาวมีธุระอะไรหรือเปล่า?”

“วันนี้ฉันเห็นวิดีโอที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก แต่ฉันไม่รู้ว่าความรักคืออะไร? พี่หงส์พอจะตอบคำถามขจัดความสับสนให้น้องได้หรือเปล่า?” จักจั่นขาวพูดถามขึ้นมาตรง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงชั่วชีวิตของเธอก็ไม่เคยเรียนรู้วิธีโกหกมาก่อนเลย

“รัก! น้องจักจั่นขาวเรื่องรักเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมของเรา ถ้าแม่รู้เรื่องนี้เข้าแม่จะต้องโกรธมากแน่ ๆ” หงส์แดงสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำถามของจักจั่นขาว

“ความรักเป็นเรื่องธรรมชาติไม่ใช่เหรอ? ทำไมแม่ต้องสั่งห้ามไม่ให้พูดเรื่องนี้ด้วย?” จักจั่นขาวถามขึ้นมาอย่างสงสัย

คำถามอันไร้เดียงสาจากน้องสาวทำให้หงส์แดงพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง ซึ่งในสายตาของเธอความไร้เดียงสานี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเอ็นดูเลยแต่มันเป็นความโง่เขลาของคนไม่รู้ความมากกว่า

“จักจั่นขาวฟังคำแนะนำของพี่ให้ดี ๆ เรื่องทุกเรื่องไม่จำเป็นจะต้องมีเหตุผลเสมอไป คล้ายกับไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้ให้กำเนิดจักรวาลแห่งนี้ขึ้นมา ไม่มีใครรู้ว่าจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน ซึ่งไม่มีใครสามารถหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ได้ ดังนั้นข้อห้ามมันก็คือข้อห้ามและน้องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดว่าทำไมมันถึงจะต้องมีข้อห้ามเรื่องนี้ขึ้นมา” หงส์แดงกล่าวอธิบาย

“แต่เรื่องความรักแตกต่างจากจักรวาล เพราะเรื่องหนึ่งคือเรื่องของอารมณ์ ขณะที่อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของวัตถุ แล้วเราจะเอาเรื่อง 2 เรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันได้ยังไง?” จักจั่นขาวถามพร้อมกับเอียงศีรษะด้วยความสงสัย

“จักจั่นขาวฉันถามตรง ๆ ว่าเธออยากทำให้แม่โกรธไหม?” หงส์แดงกล่าวถาม เพราะความไร้เดียงสาและความดื้อรั้นของจักจั่นขาวถึงกับทำให้เธอพูดไม่ออกไปอยู่พักหนึ่ง

“ฉันไม่อยากทำให้ใครโกรธ” จักจั่นขาวกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“ถ้าไม่อยากให้แม่โกรธเธอก็ไม่ควรถามเรื่องรักขึ้นมาอีก” หงส์แดงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

“ได้ค่ะ ฉันจะไม่พูดถึงมันอีก” จักจั่นขาวพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังแม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจทำแบบนั้นก็ตาม

“เอาล่ะฉันว่าเธอกลับไปพักผ่อนได้แล้ว แต่ฉันขอยืมเซียวรั่วหยูสัก 2-3 วันได้ไหม? ที่นี่ไม่มีสาว ๆ คนไหนน่ารักเหมือนเซียวรั่วหยูเลย”

เมื่อได้ยินคำถามเซียวรั่วหยูก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับหัวใจดวงน้อย ๆ ที่เริ่มเต้นแรง เพราะเธอกลัวว่าจักจั่นขาวจะยอมปล่อยเธอไป

“เซียวรั่วหยูเป็นผู้มีพลังอเมทิสต์การ์ด และในอนาคตเธอจะต้องร่วมทีมกับฉัน ดังนั้นถ้าหากว่าไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงอะไรเธอจะต้องคอยอยู่เคียงข้างฉันไปตลอดชีวิต” จักจั่นขาวกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

เซียวรั่วหยูมองไปทางจักจั่นขาวอย่างซาบซึ้ง และเธอก็รู้สึกเหมือนกับได้ยกภูเขาออกไปจากหน้าอก

หลังจากนั้นจักจั่นขาวก็เดินออกมาจากห้องของหงส์แดงตามทางเดิม เพื่อกลับไปอยู่ในห้องที่อยู่ภายใต้การปกครองของเธอ

ทูดี้พา 3 ใน 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์ไปยังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยเขาพยายามติดตามร่องรอยของเซี่ยเฟยโดยการสังเกตสัญญาณอันแปลกประหลาดบนเรดาร์ตลอดเวลา

หลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไป 10 วัน ทูดี้ก็นำกองกำลังไปดักรอพื้นที่ที่คิดว่าเซี่ยเฟยเพิ่งปรากฏตัวขึ้นมา เพราะมันยังไม่พบความผันผวนของพลังงานในพื้นที่บริเวณอื่น ซึ่งมันก็หมายความว่าเซี่ยเฟยน่าจะยังคงอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะพยายามค้นหาพื้นที่ทั่วทั้งบริเวณ แต่เขาก็ยังไม่สามารถที่จะหาตำแหน่งยานอวกาศของเซี่ยเฟยได้

สถานการณ์ในปัจจุบันคือมนุษย์กำลังลุกฮือขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งหลังจากได้รับชมวิดีโอการต่อสู้ของเซี่ยเฟย และถึงแม้ว่าอูดี้จะได้ส่ง 3 ใน 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์มาจัดการกับเซี่ยเฟยแล้ว แต่ชายหนุ่มก็หายตัวไปโดยไม่มีร่องรอยให้ติดตาม

พวกทูดี้ใช้เวลาบินรอบ ๆ พื้นที่บริเวณนี้เป็นเวลากว่า 10 วันเหมือนคนโง่ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามออกตามหาด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหาตำแหน่งของนักรบมนุษย์ในดินแดนของพวกเขาได้เลย

ปัจจุบันทูดี้กำลังนั่งอยู่ในห้องบัญชาการอย่างเบื่อหน่ายขณะมองไปยังจักรวาลพร้อมกับเอามือกุมศีรษะ ส่วนทางด้าน 3 นักรบศักดิ์สิทธิ์ก็กำลังฝึกซ้อมอยู่ในห้องของตัวเอง และถึงแม้ว่าทูดี้จะเป็นผู้นำสมาพันธ์นักรบศักดิ์สิทธิ์ แต่ 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์เป็นสมาชิกของเต็นท์ทองคำโดยตรง มันจึงทำให้ทูดี้ไม่มีคุณสมบัติที่จะออกคำสั่งให้พวกเขาทำการเคลื่อนไหวได้

ในขณะเดียวกันพวก 12 ตะไลที่เชื่อฟังคำสั่งมากกว่าก็กำลังเล่นหมากรุกโบราณของมนุษย์ ซึ่งมันเป็นหนึ่งในเกมกระดานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมาเป็นเวลาหลายพันปี

“โอ้ย ๆ ๆ ๆ ไอ้มนุษย์นั่นมันไปมุดหัวซ่อนอยู่ที่ไหนวะ!” ทูดี้ทุบโต๊ะอย่างหงุดหงิดหลังจากที่เขาไม่สามารถคิดหาวิธีจับกุมเซี่ยเฟยได้เสียที

ตูม!

ชิ้นส่วนโต๊ะหลายชิ้นที่ถูกทำลายกระเด็นไปเสียบเข้าใส่ศีรษะของทหารเซิร์กเคราะห์ร้ายที่นั่งอยู่ภายในห้อง และชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้นก็ทะลุเข้าไปในระบบเรดาร์โดยตรงจนทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร

ทันใดนั้นระบบดับเพลิงอัตโนมัติก็เริ่มทำงานทำให้มีละอองน้ำเย็นตกลงมาราวกับฝนตกหนัก ทุกคนภายในห้องบัญชาการจึงทำได้เพียงแต่จ้องมองหน้ากันและกันด้วยเนื้อตัวที่เปียกโชก และพวกเขาก็กำลังสงสัยว่าคนหงุดหงิดจำเป็นจะต้องทำให้ทุกคนได้รับผลกระทบแบบนี้ด้วยเหรอ?

***************

จบบทที่ ตอนที่ 401 จักจั่นขาว

คัดลอกลิงก์แล้ว