- หน้าแรก
- สร้างตระกูลสุดแกร่ง เริ่มด้วยการลงทุน
- บทที่ 45 - ตระกูลลู่ร้องขอเป็นกองกำลังในอารักขา
บทที่ 45 - ตระกูลลู่ร้องขอเป็นกองกำลังในอารักขา
บทที่ 45 - ตระกูลลู่ร้องขอเป็นกองกำลังในอารักขา
บทที่ 45 - ตระกูลลู่ร้องขอเป็นกองกำลังในอารักขา
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่น กิจการอย่างตลาดกลาง ร้านค้า หรือภัตตาคาร ขอเพียงกุมไว้ในมือ ก็สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
ตราบใดที่มีผู้ฝึกตนมากพอ กิจการเหล่านี้ก็คือเหมืองศิลาวิญญาณ และเป็นชนิดที่ขุดแล้วก็ยังสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้
บัดนี้ กิจการของตระกูลลู่และตระกูลเฟิงในเมืองเมฆขาวยังมีอยู่ไม่น้อย นั่นคือผลประโยชน์มหาศาลที่ยากจะจินตนาการ
ในยามนี้ การที่จะให้พวกเขาทอดทิ้งกิจการเหล่านี้ไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ยากจะตัดสินใจได้
เมืองเมฆขาว ตระกูลลู่
"ลู่หงเทา เจ้าอย่าได้ดื้อดึงไม่รับไมตรี จนต้องรับโทษทัณฑ์"
"ตลาดกลางในเมืองเมฆขาวแห่งนี้ เจ้ารักษาไว้ไม่ได้ สู้โอนให้ข้าเสียแต่เนิ่นๆ ข้ายังพอจะให้ราคางามแก่เจ้าได้"
"ข้าจะให้เวลาเจ้าพิจารณาอีกครึ่งวัน หากเจ้ายังดึงดัน ไม่ยินยอมโอน ข้าจะทำให้เจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของข้า"
ผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่มีสีหน้าดุร้ายมองลู่หงเทา พูดจบก็ขยับร่างจากตระกูลลู่ไป
"ประมุขตระกูล ที่มันยังไม่ลงมือก็เพราะเกรงใจตระกูลหลิน"
"แต่ฟังจากคำพูดของมันเมื่อครู่ ครานี้มันคงเตรียมจะลงมือจริงๆ แล้ว พวกเราควรทำอย่างไรดี"
ผู้อาวุโสของตระกูลลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ มองลู่หงเทาที่นิ่งเงียบไม่พูดจา เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวล
"ตระกูลเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง"
ลู่หงเทาครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยปากถาม
"คนของตระกูลเฟิงส่วนใหญ่ออกจากเมืองเมฆขาวไปแล้ว เหลือเพียงคนส่วนน้อยเฝ้าดูแลกิจการร้านค้า ส่วนเฟิงอวี่ หายสาบสูญไป"
"ประมุขตระกูล เฟิงอวี่มีแนวโน้มสูงว่าจะถูกสังหารแล้ว เฟิงอวี่มีนิสัยเลือดร้อนมุทะลุ ทั้งยังไม่สุขุมพอ ข้าคิดว่า..."
ผู้อาวุโสชราของตระกูลลู่ เอ่ยด้วยความหวาดหวั่นเล็กน้อย
ตระกูลเฟิงต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ แล้วตระกูลลู่ของเล่า จะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่
การจากเมืองเมฆขาวไป ทอดทิ้งผลประโยชน์มหาศาล แม้จะตัดใจได้ยาก แต่ก็ยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้
หากแม้แต่ชีวิตก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ ต่อให้ได้ทรัพยากรการฝึกฝนมามากมายอีก จะมีประโยชน์อันใดเล่า
"ประมุขตระกูล ตอนนี้ในตระกูลผู้คนต่างหวาดหวั่น ทั้งยังมักมีผู้ฝึกตนไปก่อกวนที่ร้านค้า ท่านต้องรีบตัดสินใจแล้ว"
ผู้อาวุโสชราครุ่นคิดอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ยังคงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเขาไม่เคยเกลี้ยกล่อมลู่หงเทา แต่ลู่หงเทากลับไม่เคยตัดสินใจเด็ดขาด
"ทางตระกูลหลินยังติดต่อกันอยู่หรือไม่"
ลู่หงเทาได้ยินดังนั้น ก็หลับตาลง ไม่กี่อึดใจต่อมา ก็ลืมตาขึ้น เอ่ยปากถาม
"ตอนนี้หลินเสวียนได้กลายเป็นยอดฝีมือขั้นวิญญาณแรกกำเนิด ตระกูลหลินก็ย่อมสูงส่งขึ้นตามไปด้วย"
"แม้ว่าพวกเราจะยังพอติดต่อกันได้บ้าง แต่การจะให้ตระกูลหลินออกหน้าแทนพวกเรา คงต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อย"
"ไม่ใช่การขอให้ตระกูลหลินออกหน้า ตอนนี้ตระกูลหลินยังไม่มีกองกำลังในอารักขา ข้าตัดสินใจแล้ว จะให้ตระกูลลู่เป็นกองกำลังในอารักขากลุ่มแรกของตระกูลหลิน"
ลู่หงเทาลุกขึ้นยืน โบกมือ กล่าวอย่างเด็ดขาด
"เพียงแต่ว่า ตระกูลลู่ในตอนนี้ ยังมีคุณสมบัติพอหรือ"
ผู้อาวุโสได้ยินดังนั้น ทีแรกก็ยินดี แต่ครู่ต่อมาก็รู้สึกไม่แน่ใจ
การเป็นกองกำลังในอารักขาของขุมกำลังที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่เรื่องน่าอายอันใด
เพียงแต่ ตอนนี้หลินเสวียนเป็นถึงยอดฝีมือขั้นวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว หากต้องการรับกองกำลังในอารักขา ย่อมมีขุมกำลังมากมายที่ยินดี
แม้กระทั่งอาจมีขุมกำลังระดับสามดาวที่ยินดีเป็นกองกำลังในอารักขาของตระกูลหลิน
ตระกูลลู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่ได้เปรียบ
หากคิดว่าอยู่ร่วมเมืองเมฆขาวกับตระกูลหลินมานาน ยังมีความสัมพันธ์เก่าก่อน นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้
อย่าว่าแต่ตระกูลลู่กับตระกูลหลินเป็นคู่แข่งกันมาโดยตลอด ไม่มีความสัมพันธ์อันใด
ต่อให้เดิมทีเคยมีความสัมพันธ์ ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว
มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะพูดถึงความสัมพันธ์กับผู้อ่อนแอ หากความแข็งแกร่งแตกต่างกันมากเกินไป การอ้างถึงความสัมพันธ์ มีแต่จะทำให้ตนเองอับอาย
"ย่อมไม่มีคุณสมบัติพอ แต่หากข้าทะลวงขั้นแก่นทองคำเล่า"
ลู่หงเทาพูดยังไม่ทันจบ แรงกดดันทั่วร่างก็ปะทุขึ้น แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ออกจากร่างของเขาทันที
"นี่... นี่คือ ขั้นแก่นทองคำ"
"แต่ว่า ในเมื่อประมุขตระกูลทะลวงขั้นแก่นทองคำแล้ว เหตุใดจึง..."
ผู้อาวุโสทีแรกก็ประหลาดใจยินดี แต่ครู่ต่อมาก็สงสัย
"แม้จะทะลวงได้โดยโชคช่วย แต่ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล"
"ชาตินี้พลังบำเพ็ญคงหยุดอยู่ที่ขั้นแก่นทองคำ ยากจะก้าวหน้าต่อไปได้อีก และพลังต่อสู้ยังด้อยกว่าขั้นแก่นทองคำทั่วไปนัก"
ลู่หงเทาโบกมือ กล่าวอย่างอ้างว้าง
เดิมทีคิดว่าการทะลวงขั้นแก่นทองคำได้ จะทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้การกดขี่ของหลินเสวียน สามารถควบคุมชะตากรรมของตระกูลลู่ได้
น่าเสียดาย ที่ความเร็วของหลินเสวียนนั้นเร็วเกินไป เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
เมืองเมฆขาวในตอนนี้ แม้จะไม่มีผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำถึงหนึ่งร้อย ก็ยังมีหลายสิบคน
เขาที่เป็นเพียงขั้นแก่นทองคำที่ทะลวงได้ด้วยโอสถโดยโชคช่วย จะทำอะไรได้เล่า
ก็ทำได้เพียงรังแกผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานหรือขั้นรวบรวมลมปราณเท่านั้น หากต้องสู้กับขั้นแก่นทองคำจริงๆ มีแต่จะพ่ายแพ้
"เจ้าจงไปรวบรวมสมาชิกตระกูลทั้งหมด ตรวจนับกิจการและทรัพยากรทั้งหมดในตระกูล ข้าจะไปตระกูลหลินเดี๋ยวนี้ เพื่อขอเข้าพบหลินเสวียน"
พูดจบ ร่างของลู่หงเทาก็ไหววูบ หายไปจากที่เดิม
สิบกว่าอึดใจต่อมา หน้าประตูใหญ่ตระกูลหลิน
"ตระกูลลู่ ลู่หงเทา ขอเข้าพบประมุขตระกูลหลินเสวียน"
ลู่หงเทาโค้งคำนับ กล่าวเสียงดัง
ผู้เฝ้าประตูเห็นดังนั้น คนหนึ่งก็หันหลังกลับเข้าไปในตระกูลเพื่อรายงาน อีกคนหนึ่งก็เปิดประตูเดินออกมาอยู่ตรงหน้าลู่หงเทา พลางสอบถาม
"ประมุขตระกูลลู่ ประมุขตระกูลของข้ามีคำสั่ง เรื่องเล็กให้หาผู้อาวุโส เรื่องใหญ่ค่อยทูลประมุขตระกูล"
"ไม่ทราบว่าท่านมาครั้งนี้ ด้วยเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กหรือ"
แม้หลินเสวียนจะเป็นประมุขตระกูล แต่ก็ไม่สามารถดูแลทุกเรื่องได้
อีกทั้งหลินเสวียนก็ไม่ชอบจัดการเรื่องจุกจิก
ในฐานะประมุขตระกูล ก็ควรจะควบคุมภาพรวม จับเรื่องใหญ่ ปล่อยเรื่องเล็ก
หากเรื่องเล็กน้อยขี้ปะติ๋วอันใด ก็มารบกวนเขา ต่อให้เขามีพลังบำเพ็ญขั้นวิญญาณแรกกำเนิด ก็คงจะเหนื่อยล้าจนใจสลาย
มีเวลามากมายขนาดนั้น ไปทำการลงทุน ดื่มชา เล่นหมากไม่ดีกว่าหรือ
เหล่าผู้อาวุโสก็รู้ดีว่าการฝึกฝนของหลินเสวียนคือสิ่งสำคัญที่สุด เรื่องทั่วไปก็จะไม่ไปรบกวนเขา
"ในเมื่อขอเข้าพบประมุขตระกูลหลินเสวียน ย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่"
ลู่หงเทาเหลือบมองผู้เฝ้าประตูอย่างประหลาดใจ จากนั้นก็ยกมือขึ้นหยิบม้วนคัมภีร์ฉบับหนึ่งออกมา ชูขึ้นสองมือ กล่าวด้วยความเคารพอีกครั้ง
"ตระกูลลู่ ลู่หงเทา เป็นตัวแทนตระกูลลู่ ขอเป็นตระกูลในอารักขาของตระกูลหลิน ขอประมุขตระกูลหลินเสวียนโปรดปรากฏตัวพบ"
พูดจบ พลังทั่วร่างของลู่หงเทาก็สั่นสะเทือน พลังบำเพ็ญขั้นแก่นทองคำถูกปล่อยออกมาแล้วก็เก็บกลับไป
แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ แต่พลังบำเพ็ญขั้นแก่นทองคำของลู่หงเทา ก็ยังถูกทุกคนสัมผัสได้
"แก่นทองคำครึ่งๆ กลางๆ ก็ยังพอจะนับได้ว่าเป็นแก่นทองคำ เพียงแต่ลู่หงเทาผู้นี้ ช่างคิดคำนวณได้ดียิ่งนัก"
หลินเสวียนบนหอประมุขมองลู่หงเทาที่อยู่หน้าประตูใหญ่ พลางคิดในใจ
ก่อนหน้านี้ หลินเสวียนก็เคยคิดที่จะรับตระกูลลู่และตระกูลเฟิงเป็นกองกำลังในอารักขา
แต่นั่นมันเป็นเรื่องก่อนหน้านี้ เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นทำให้ข้อกำหนดในการรับกองกำลังในอารักขาของหลินเสวียนสูงขึ้นด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความแข็งแกร่ง ทำงานได้ ไม่มีความทะเยอทะยาน และไม่ตุกติกเล่นเล่ห์เหลี่ยมลับหลัง
แต่ เห็นได้ชัดว่า ข้อกำหนดเหล่านี้ ตระกูลลู่ในตอนนี้ไม่ผ่านเลยสักข้อ
ในตระกูลมีเพียงแก่นทองคำเทียมคนเดียว ความแข็งแกร่งก็นับว่าไม่แข็งแกร่ง จะทำงานอะไรได้
ลู่หงเทามีความทะเยอทะยานสูงส่ง ไม่ยินยอมอยู่ใต้ผู้อื่น การเล่นเล่ห์เหลี่ยมลับหลังย่อมไม่ขาดสาย
แม้ว่าหลินเสวียนจะไม่กลัวกองกำลังในอารักขาคิดไม่ซื่อ หรือเล่นตุกติกอยู่ลับหลังก็ตาม
อย่างไรเสีย ตราบใดที่เขายังอยู่ ตราบใดที่ตระกูลหลินแข็งแกร่งกว่ากองกำลังในอารักขา เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหา
แต่หลินเสวียนรังเกียจความยุ่งยาก โดยเฉพาะความยุ่งยากที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และไม่มีผลประโยชน์มากพอ