เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 380 สมองแมลงยักษ์

ตอนที่ 380 สมองแมลงยักษ์

ตอนที่ 380 สมองแมลงยักษ์


ตอนที่ 380 สมองแมลงยักษ์

ดาอิมพาเซี่ยเฟยออกจากกระโจมและมุ่งหน้าตรงขึ้นไปยังภูเขา และถึงแม้ว่าชายชราคนนี้จะตาบอด แต่เขากลับเดินได้อย่างคล่องแคล่วคล้ายกับว่าเขาคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี

“เรียนนายท่านภูเขาลูกนี้เป็นยานอวกาศที่บรรพบุรุษของเราใช้สมัยที่พวกเขาเดินทางมายังดาวดวงนี้ แต่หลังจากที่เวลาผ่านพ้นไปมันจึงได้สูญเสียรูปลักษณ์ดั้งเดิมของมันไปแล้ว” ดาอิมกล่าวขณะหยุดอยู่บริเวณช่องเหว

เซี่ยเฟยชะงักขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่เขาจะยื่นมือออกไปลูบกำแพงหินสีดำ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังลูบตัวเกราะของยานเลย

“เชิญตามข้ามาทางด้านนี้”

ทั้งสองเดินไปตามร่องเหวประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงกำแพงหินเรียบ ๆ ที่มองดูจากระยะใกล้มันก็ดูคล้ายกับประตูจริง ๆ แต่เนื่องจากระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างยาวนาน มันจึงทำให้รูปลักษณ์แทบจะดูไม่เหมือนเดิม

หลังจากนั้นดาอิมก็หยิบคริสตัลสีดำออกมา ซึ่งคริสตัลนี้มีรูปทรงเป็นรูปสามเหลี่ยมและมันก็มีสิ่งที่คล้าย ๆ ชิพอันแปลกประหลาดฝังอยู่ด้านใน

ต่อมาชายชราก็ใส่คริสตัลนี้เอาไว้ในหลุมบนกำแพง ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีขนาดกำลังพอดีราวกับว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน

ทันใดนั้นเองมันก็มีแสงสว่างพุ่งเข้ามาใส่ร่างของชายชราอย่างกะทันหัน พร้อมกับกำแพงภูเขาที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปทางด้านข้างอย่างช้า ๆ จนเปิดให้มีพื้นที่มากพอที่คนคนหนึ่งจะเดินเข้าไปด้านในได้

“ข้าแก่เกินไปที่จะใช้พลังสมองแล้ว นายท่านโปรดยกโทษให้ข้าด้วย” ดาอิมกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับเพื่อขอโทษ

“พลังสมองที่แกพูดถึงน่าจะหมายถึงพลังพิเศษสินะ? ไม่ต้องมาเรียกฉันว่านายท่าน ฉันมีชื่อว่าเซี่ยเฟย” เซี่ยเฟยกล่าว

“นายท่านช่างเป็นผู้รอบรู้จริง ๆ พลังสมองจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพลังพิเศษก็ได้ และผู้ที่มีพลังสมองต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง ถ้าหากท่านไม่ชอบให้ข้าเรียกว่านายท่าน ถ้าอย่างนั้นข้าขอเรียกท่านว่านายหัวแทนก็ได้” ดาอิมกล่าว

เซี่ยเฟยเพียงแต่เผยรอยยิ้มที่มุมปากโดยไม่พูดอะไร เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นนายท่านหรือนายหัวก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันสำหรับเขาเลย

“ในเผ่าของแกมีผู้มีพลังพิเศษอยู่ทั้งหมดกี่คน?” เซี่ยเฟยถาม

“3 คนขอรับ” ดาอิมกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย

“แค่ 3 คนเองเหรอ? ทำไมมีน้อยจัง ทั้งเผ่าแกมีคนอยู่มากกว่า 20,000 คนแต่กลับมีผู้มีพลังพิเศษอยู่แค่ 3 คนเท่านี้เนี่ยนะ?” เซี่ยเฟยถามอีกครั้ง

“ถ้าจะให้ถูกควรจะพูดว่าในเผ่าเรามีผู้พลังพิเศษอยู่เพียงแค่คนเดียว เพราะข้ากับลูกชายมีพลังสมองด้านพลังงานที่เอาไว้สำหรับการเปิดยานอวกาศของบรรพบุรุษเท่านั้น มันจึงทำให้สายเลือดของเราถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้าเผ่าต่อ ๆ กันมา”

“แต่ความรับผิดชอบนี้ก็มีราคาที่ต้องจ่ายออกไปเช่นเดียวกัน อย่างที่นายหัวได้เห็นว่าข้าเป็นคนตาบอดตั้งแต่เกิด ส่วนลูกชายของข้าก็เกิดมาเป็นคนหูหนวก ซึ่งความพิการทั้งหมดคือราคาที่พวกเราต้องจ่ายออกไป”

“เขาไม่ได้พูดโกหก พื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของเขาอยู่ในสภาพกึ่งปิดกึ่งเปิดแตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่อยู่ภายในเผ่า” อันธกล่าวอธิบาย

ทันใดนั้นเซี่ยเฟยก็นึกถึงคอนสแตนตินเจ้าชายแห่งอาณาจักรเทียนโลหิต เพราะเท่าที่เขาจำได้คอนสแตนตินเคยบอกเขาว่าในอาณาจักรของเขามีจำนวนของผู้มีพลังพิเศษอยู่สูงมาก แต่ผู้มีพลังพิเศษทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่มีความบกพร่องทางร่างกายที่แตกต่างกัน

หรือว่ามันจะมีวิธีเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 โดยแลกกับความพิการทางด้านร่างกาย?

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ผ่านทางการฝึกฝน หรือจะเสียสละอวัยวะส่วนหนึ่งเพื่อเปิดใช้งานพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ขึ้นมา แต่ท้ายที่สุดเป้าหมายของทุกคนก็คือการเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ออกมาให้ได้อย่างเต็มที่เพื่อที่พวกเขาจะได้กลายเป็นผู้ใช้พลังเหนือธรรมชาติ

ในฐานะที่เซี่ยเฟยคือผู้ที่สามารถเปิดใช้งานพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้อย่างสมบูรณ์ มันจึงทำให้เขามักที่จะให้ความสนใจทั้งเรื่องราวและตำนานเกี่ยวกับพื้นที่สมองส่วนที่ 7 อยู่เสมอ แต่เรื่องนี้มันก็มีปริศนาลึกลับซับซ้อนมากเกินไปแล้วมันก็เป็นปริศนาที่กวนใจมนุษยชาติมาโดยตลอด

แต่ตอนนี้มันก็ดูเหมือนกับว่าความลึกลับนี้ไม่ได้เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น แต่มันยังสร้างปัญหาให้กับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเผ่าพันธุ์อื่นที่อยู่ในจักรวาลด้วย

ชายหนุ่มยกดาอิมขึ้นมาไว้ในมือ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ เดินเข้าไปภายในยาน

“มาดูซิว่ายานอวกาศของบรรพบุรุษพวกแกมันเป็นยังไง?”

ดาอิมเพียงแค่เผยรอยยิ้มเป็นคำตอบโดยไม่กล้าที่จะพูดอะไรตอบกลับไป เพราะถ้าหากว่าเขาพูดอะไรขัดใจเขาก็อาจจะถูกชายหนุ่มคนนี้สังหารได้ทุกเวลา

“เลี้ยวซ้ายด้านหน้าแล้วเดินตรงไป ก่อนจะเดินผ่านประตูที่สุดทางเดินและขึ้นบันไดไปยังชั้นบน…”

เซี่ยเฟยเดินสำรวจยานรบโบราณด้วยความตื่นเต้น ซึ่งในระหว่างที่เขาสังเกตโครงสร้างของยานมันก็มีข้อสงสัยอย่างมากมายที่เขารู้สึกไม่เข้าใจ

ในที่สุดชายหนุ่มก็เดินเข้าไปในห้องบัญชาการของยานอวกาศ ซึ่งรูปแบบภายในห้องมีความคล้ายคลึงกับห้องบัญชาการภายในยานของมนุษย์มาก สิ่งเดียวที่แตกต่างกันก็คือหลอดใสใส่อวัยวะบางอย่างที่อยู่ตรงกลางห้องบัญชาการ

ด้านในหลอดน่าจะเคยใส่น้ำยาชีวภาพเอาไว้เพื่อรักษาสภาพอวัยวะที่เก็บเอาไว้ด้านใน แต่ตอนนี้น้ำยาชีวภาพได้เหือดแห้งไปจนหมดแล้ว มันจึงเหลือเพียงแต่อวัยวะแห้ง ๆ สีดำที่ถูกเชื่อมต่อกับเส้นไหมโปร่งแสงหลาย ๆ เส้น

ทันใดนั้นเซี่ยเฟยก็นึกถึงภาพยนตร์ไซไฟบางเรื่องที่นำสมองของมนุษย์เอามาแช่ไว้ในของเหลวชีวภาพ และเส้นไหมโปร่งแสงก็น่าจะทำหน้าที่คล้ายกับระบบประสาทที่ถูกเชื่อมต่อไปยังเครื่องจักรที่อยู่ทางด้านนอก

ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคืออวัยวะชิ้นนั้นย่อมไม่ใช่สมองของมนุษย์ เพราะขนาดของมันใหญ่เกินกว่าสมองของมนุษย์ที่ถูกขยายขนาดขึ้นมาถึง 100 เท่าเสียอีก

เซี่ยเฟยหยิบมีดเล่มเล็กออกมาจากแหวนมิติพร้อมกับค่อย ๆ ตัดสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นสมองออกมา จากนั้นเขาก็ใช้ระบบเพิ่มกำลังขยายของไมโครคอมพิวเตอร์เพื่อสังเกตสมองตรงหน้าอย่างระมัดระวัง

สมองก้อนนี้เหือดแห้งมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เขายังสามารถมองเห็นโครงสร้างเซลล์ของมันได้อย่างชัดเจนหลังจากที่ได้มองผ่านกล้องของไมโครคอมพิวเตอร์

“ดาอิมฉันคิดว่ายานลำนี้ไม่ใช่ยานของบรรพบุรุษเผ่าพันธุ์ของพวกแก แต่มันน่าจะเป็นยานของพวกเซิร์กมากกว่า”

“นายหัวคาดการณ์ได้ถูกต้องแล้ว ตามบันทึกของบรรพบุรุษพวกเขาได้ขโมยยานลำนี้มาจากพวกเซิร์ก นั่นก็เพราะว่าเผ่าพันธุ์ทูรอนของเราไม่มีความสามารถมากพอที่จะผลิตยานรบเป็นของตัวเอง” ดาอิมกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“จะพูดว่ายานรบลำนี้ถูกผลิตขึ้นมามันก็ไม่ถูก แต่มันควรจะถูกดัดแปลงมาจากร่างของหนอนขนาดใหญ่มากกว่า สถานที่ที่เราเดินทางผ่านมามันก็น่าจะเป็นอวัยวะภายในของหนอนร่างยักษ์ และถึงแม้ว่าอวัยวะพวกนั้นจะเสื่อมโทรมตามกาลเวลา แต่มันก็ยังพอมีรูปร่างของอวัยวะให้พอเห็นเค้าโครงเดิมของพวกมันอยู่บ้าง” เซี่ยเฟยกล่าว

“นายหัวพูดถูกอีกแล้ว ตามบันทึกของบรรพบุรุษยานรบของเซิร์กถูกดัดแปลงขึ้นมาจากร่างของแมลงขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ โดยเหลือเอาไว้เพียงแต่สมองเพื่อคอยสั่งการเท่านั้น ซึ่งกัปตันก็จะคอยออกคำสั่งยานรบผ่านทางสมองของแมลง มันจึงไม่จำเป็นจะต้องมีลูกเรือเพื่อคอยควบคุมยานรบให้ยุ่งยาก” ดาอิมกล่าว

คำอธิบายนี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกตกตะลึงอย่างแท้จริง เพราะเพียงแค่แมลงขนาดใหญ่ก็มากพอที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจแล้ว แต่เทคโนโลยีชีวภาพในการดัดแปลงร่างของแมลงเป็นยานรบก็เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากยิ่งกว่า

แม้แต่มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ยังไม่สามารถที่จะทำการดัดแปลงร่างของแมลงให้กลายเป็นยานรบได้

หรือว่าเทคโนโลยีของเซิร์กจะก้าวล้ำเกินกว่าเทคโนโลยีของมนุษย์ไปแล้ว?

คำถามก็คือทำไมเซิร์กถึงละทิ้งเทคโนโลยีที่ล้ำหน้านี้แล้วหันมาใช้โลหะในการผลิตยานรบคล้ายกับมนุษย์ เพราะข้อได้เปรียบของยานรบชีวภาพเหนือเกินกว่ายานรบแบบปกติไปไกล โดยเฉพาะความสามารถในการรับฟังคำสั่งจากกัปตันได้โดยไม่จำเป็นจะต้องมีลูกเรือ

ลองนึกภาพว่าในกองยานประกอบไปด้วยยานรบชีวภาพทั้งหมด มันก็หมายความว่ายานรบทุกลำจำเป็นจะต้องรับฟังคำสั่งจากผู้บัญชาการเพียงคนเดียวเท่านั้น และมันก็จะสร้างความสามัคคีอย่างที่กองยานใดก็ไม่สามารถที่จะเลียนแบบมันขึ้นมาได้

ท้ายที่สุดเผ่าพันธุ์เซิร์กก็ขาดแคลนประชากรที่มีสติปัญญาสูง การบัญชาการยานรบทั้งหมดด้วยผู้บัญชาการเพียงคนเดียวย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการสั่งงานผ่านแมลงหลาย ๆ ตัว

แล้วทำไมเซิร์กถึงทิ้งเทคโนโลยีชีวภาพที่แข็งแกร่งขนาดนี้เพื่อไปใช้เทคโนโลยียานรบที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ด้วย?

“ดาอิมดูเหมือนสติปัญญาของแกจะสูงกว่าคนอื่น ๆ ภายในเผ่าใช่ไหม?” เซี่ยเฟยถามพร้อมกับกอดอก

“ผู้อาวุโสของเผ่าสามารถเข้าไปในซากปรักหักพังของบรรพบุรุษเพื่อทำการศึกษาหาข้อมูลได้ ซึ่งภายในนั้นมีหนังสือถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมากมาย…” ดาอิมกล่าวขึ้นมาด้วยความกระวนกระวายแล้วมันก็มีร่องรอยแห่งความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชรา

“แกรู้ดีใช่ไหมว่าการโกหกมันหมายถึงอะไร? แกลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองเป็นคนตาบอดแล้วแกจะอ่านหนังสือได้ยังไง? แล้วเท่าที่ฉันสังเกตเผ่าพันธุ์ของแกไม่มีตัวอักษรของตัวเอง แกคิดจะโกหกฉันจริง ๆ ใช่ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวออกไปอย่างเย็นชา

ดาอิมรู้สึกหวาดกลัวจนพูดไม่ออกและทั่วทั้งตัวของเขาก็เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ

“แกรอฉันอยู่ที่นี่ละกัน เดี๋ยวฉันกลับมา”

ทันทีที่กล่าวจบเซี่ยเฟยก็ทำท่าที่จะเดินออกไป ดาอิมจึงไม่สามารถที่จะเก็บงำความลับเอาไว้ได้อีกแล้ว เพราะในใจเขาคิดเสมอว่าเซี่ยเฟยคือเทพเจ้าแห่งความตาย และการที่เซี่ยเฟยออกไปนั่นก็หมายถึงความตายของสมาชิกภายในเผ่า

“นายหัวข้ายอมบอกแล้ว ข้ายอมบอกทุกอย่างแล้ว!” ดาอิมพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือพร้อมกับคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น

ท่าทางของชายชราทำให้ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมาจาง ๆ ก่อนที่เขาจะนั่งลงบนที่นั่งของกัปตันและได้พบว่าที่นั่งนี้กว้างมากเพราะว่ามันไม่ได้ถูกออกแบบมาไว้สำหรับมนุษย์

“เล่าไปสิ ฉันฟังอยู่”

“อย่างที่นายหัวบอกชนเผ่าทูรอนของพวกเราไม่มีภาษาเป็นของตัวเอง ดังนั้นความรู้ทั้งหมดที่พวกเราได้รับจึงมาจากผู้บงการ” ดาอิมกล่าวพร้อมกับเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก

“ผู้บงการ?”

“ท่านบรรพบุรุษได้นำยานเซิร์กเดินทางมายังดาวดวงนี้ทั้งหมด 9 ลำ ซึ่งยานลำที่ใหญ่ที่สุดยังมีสมองที่สามารถใช้การได้อยู่ พวกเราจึงเรียกสมองของยานลำนั้นว่าผู้บงการ”

“ผู้บงการจะคอยสั่งสอนเราเกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์และทักษะในการดำเนินชีวิต แต่มันก็มีเพียงแต่ผู้อาวุโสของแต่ละเผ่าเท่านั้นที่สามารถเข้าไปยังสถานที่ตั้งของผู้บงการได้”

“อะไรนะ?! สมองของเซิร์กที่ยังสามารถใช้การได้อยู่อย่างนั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

***************

จบบทที่ ตอนที่ 380 สมองแมลงยักษ์

คัดลอกลิงก์แล้ว