เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 360 การทดสอบของสามจอมพล

ตอนที่ 360 การทดสอบของสามจอมพล

ตอนที่ 360 การทดสอบของสามจอมพล


ตอนที่ 360 การทดสอบของสามจอมพล

“พวกเซิร์กงั้นเหรอครับ? ผมพอจะรู้จักพวกเขาอยู่เล็กน้อยว่าพวกเขาเป็นเผ่าพันธ์ุที่มีความห่างชั้นของสติปัญญาในประชากรสูงมาก ต่างจากมนุษย์ที่โดยเฉลี่ยมีไอคิวอยู่ที่ประมาณ 120 แต่พวกเซิร์กมากกว่า 90% กลับมีระดับไอคิวที่ต่ำมาก”

“ด้วยการที่เซิร์กส่วนใหญ่ยังไม่ได้พัฒนาสติปัญญาของตัวเองแบบนี้ มันจึงทำให้พวกเขาภักดีต่อผู้นำของตัวเองอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าราชาของพวกเขาจะออกคำสั่งมายังไงแต่พวกเขาก็จะพยายามทำตามคำสั่งแม้ว่าพวกเขาจะตายก็ตาม แตกต่างจากการปกครองในพันธมิตรที่ยังมีระบบสั่งการที่ซับซ้อน นอกจากนี้พวกเรายังมีทั้งในเรื่องของกฎหมายและศีลธรรม มันจึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถที่จะทำงานเหมือนเซิร์กได้”

“นอกจากนี้เซิร์กยังมีความแตกต่างทางด้านสรีระห่างชั้นกับมนุษย์ไปไกล ซึ่งสรีระของพวกเขาก็มีความได้เปรียบในการต่อสู้กับมนุษย์มากพอสมควร ความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวสำหรับพวกเราคือสติปัญญาที่เหนือกว่าพวกเขา ดังนั้นระหว่างการสู้กับพวกเซิร์กมนุษย์ก็จำเป็นจะต้องใช้สมองมากกว่ากำลัง”

“ส่วนเรื่องการพยายามค้าขายกับพวกเซิร์กก็แทบที่จะตัดออกไปได้เลย เพราะท้ายที่สุดเซิร์กส่วนใหญ่รู้จักอยู่เพียงแค่ 2 สิ่งคือการกินและการฆ่าฟัน พวกมันจึงไม่ได้พัฒนาอารยธรรมมาทางด้านการค้าขายมากนัก”

เซี่ยเฟยพยายามเล่าเรื่องของเซิร์กเท่าที่เขารู้อย่างสับสน และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ วิลเลียมถึงได้ถามเรื่องของพวกเซิร์กขึ้นมา

“แล้วถ้าสมมุติว่าพันธมิตรในปัจจุบันจะต้องสู้กับพวกเซิร์กล่ะ นายคิดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไง?” วิลเลียมถามอย่างติดตลก

คำถามนี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย และเขาก็เริ่มรู้สึกทะแม่ง ๆ กับคำถามของชายชราคนนี้

“พันธมิตรกำลังจะทำสงครามกับพวกเซิร์กอีกครั้งหนึ่งเหรอครับ?” เซี่ยเฟยถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก พวกเราเป็นทหารพวกเราจึงจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงครามตลอดเวลา ซึ่งคำถามแบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นบทสนทนาที่พวกเรามักจะพูดคุยกันอยู่เป็นประจำ” ไทสันกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“ถ้าเป็นไปได้เราก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับเซิร์ก เนื่องมาจากการค้าระหว่างสองเผ่าพันธุ์ถูกปิดกั้นไปตั้งนานแล้ว พวกเราจึงไม่มีข้อมูลเลยว่าพวกเซิร์กพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน แล้วมันก็เป็นข้อห้ามของการวางกลยุทธ์ในทุกสมัยว่าห้ามทำสงครามกับศัตรูที่เราไม่รู้จักโดยเด็ดขาด”

“ขณะเดียวกันพวกเซิร์กก็ถือว่าเป็นนักรบตามธรรมชาติ ต่างจากมนุษย์ที่จำเป็นจะต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานถึงจะสามารถแสดงศักยภาพในการรบออกมาได้”

“หากมันได้เกิดสงครามระหว่างพันธมิตรกับเซิร์กขึ้นจริง ๆ ในช่วงแรกพวกเราก็อาจจะได้เปรียบเนื่องจากทหารและเทคโนโลยีของพวกเรามีความล้ำหน้ามากยิ่งกว่า แต่เมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไปสถานการณ์ของพันธมิตรก็จะยิ่งย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ”

“ธรรมชาติของมนุษย์มักที่จะต่อต้านสงคราม ดังนั้นยิ่งสงครามได้ผ่านไปอย่างยาวนานมันก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในขณะเดียวกันนักสู้ของพวกเซิร์กทำงานเหมือนเครื่องจักร และพวกเขาก็มีความกระหายเลือดในสัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องทำสงครามตลอดเวลาแต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขาเลย”

“ในความคิดของผมพวกเราควรพยายามหลีกเลี่ยงปะทะกับศัตรูอย่างเต็มรูปแบบ และพยายามส่งนักสู้ชั้นนำเข้าไปลอบสังหารกลุ่มผู้นำของเซิร์กโดยตรง ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียมากแค่ไหนก็ตาม เพราะพวกเซิร์กทำการเคลื่อนไหวตามคำสั่งของผู้นำเท่านั้น และการที่พวกเราจัดการกลุ่มผู้นำได้มันก็เท่ากับพวกเราได้รับชัยชนะในสงคราม” เซี่ยเฟยกล่าวความคิดของเขาออกไป

“น่าสนใจดีนี่ แอบลอบโจมตีโดยไม่สนว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรงั้นเหรอ? ไหนลองอธิบายมากกว่านี้สิ” ไทสันกล่าวด้วยดวงตาอันเป็นประกาย

วิลเลียมกับเลย์ตันที่อยู่ข้าง ๆ ก็กำลังตั้งใจฟังด้วยความสนใจเช่นเดียวกัน

“ผมไม่ใช่ทหารและผมก็ไม่เข้าใจเรื่องสงคราม แต่คนบนดาวบ้านเกิดของผมเคยกล่าวเอาไว้ว่าถ้าอยากทำลายกองโจรให้ฆ่าหัวหน้า สมมุตินะครับว่าถ้าหากพันธมิตรได้สูญเสียประธานาธิบดี, คณะรัฐมนตรีรวมถึงสมาชิกสภาทั้งหมดไปในชั่วข้ามคืน พวกคุณคิดว่าพันธมิตรจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ถ้าหากมันเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนั้นขึ้นจริง ๆ พวกเราก็คงจะต้องหาเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำตำแหน่งที่ว่างไว้โดยเร็วที่สุด ฉันคิดว่าภายใน 2 วันน่าจะจัดการเรื่องตำแหน่งจนเสร็จ และการพยายามสานต่องานทั้งหมดน่าจะเริ่มกลับมาในช่วงเวลาประมาณ 1 สัปดาห์” วิลเลียมกล่าวหลังจากพยายามคิดวิเคราะห์ภายในใจ

“แล้วถ้าหากว่ามันเกิดสถานการณ์แบบเดียวกันกับพวกเซิร์กล่ะครับ?” เซี่ยเฟยถามอีกครั้ง

“เกิดเรื่องแบบนี้กับพวกเซิร์กงั้นเหรอ? ถ้ากลุ่มผู้นำของพวกเขาหายไปในชั่วข้ามคืนมันก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้มีระบบการปกครองเหมือนกับมนุษย์ ซึ่งท้ายที่สุดพวกเขาก็จะต้องคัดเลือกผู้นำจากความรู้ความสามารถของนักสู้ภายในเผ่า”

“นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ ในกรณีของมนุษย์พวกเราสามารถหาคนมาทดแทนผู้นำได้ในเวลาเพียงแค่ไม่นาน แต่ในกรณีของพวกเซิร์กพวกเขาจะต้องตกอยู่ในข้อพิพาทเป็นเวลานานกว่าจะสามารถหาผู้นำคนใหม่ขึ้นมาได้อีกครั้ง” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ

“ฉันว่าคุณควรจะเข้ามาในกรมทหารมากกว่าจะไปอยู่ในสมาพันธ์จัสทิสนะ” เลย์ตันกล่าวขึ้นมาอย่างจริงจัง

“องค์กรนักสู้อิสระก็มีความสำคัญเป็นของตัวเองนะครับ ยกตัวอย่างเช่น แผนการที่ผมได้เสนอไปในก่อนหน้านี้ก็เหมาะสมที่จะให้องค์กรนักสู้อิสระลงมือมากกว่าคนของทางกองทัพ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“ถึงแม้ว่าแผนการของคุณจะค่อนข้างบ้าบิ่น แต่ถ้าหากว่ามันประสบความสำเร็จมันก็จะสามารถสร้างความเสียหายต่อเซิร์กได้อย่างรุนแรง แต่การพยายามสังหารกลุ่มผู้นำของพวกเซิร์กไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย และความสูญเสียที่เกิดขึ้นในระหว่างแผนการนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะยอมรับได้ง่าย ๆ” วิลเลียมกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ผมเชื่อว่าทุกสิ่งในจักรวาลมีราคาที่ต้องจ่ายอยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ใช้แผนการนี้มันก็คงจะมีทหารบาดเจ็บล้มตายในสนามรบเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ในความเป็นจริงถึงแม้ว่าพวกเราจะต้องทำสงครามไปอีกพันปี แต่มันก็อาจจะยังไม่สามารถจบสงครามกับพวกเซิร์กได้ด้วยซ้ำ” เซี่ยเฟยกล่าว

“แต่การพยายามลักลอบเข้าไปสังหารกลุ่มผู้นำในดินแดนของศัตรูก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเหมือนกัน ยิ่งการที่มนุษย์ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเซิร์กแบบนี้ มันก็ยิ่งทำให้การแทรกซึมเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่” ไทสันกล่าวอย่างครุ่นคิด

“เรื่องการแทรกซึมมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับพวกเราอยู่แล้ว แต่เท่าที่ผมรู้พวกเซิร์กก็ไม่ใช่พวกที่ปิดกั้นมนุษย์ไปซะทีเดียวเช่นเดียวกัน เพราะผมเคยไปเห็นพวกเซิร์กในเขตดาววิลเดอร์เนสมาแล้วครั้งหนึ่ง ที่นั่นเซิร์กกับมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมันก็มีเซิร์กบางตัวยินดีที่จะสละชีวิตเพื่อมนุษย์ได้เลยด้วยซ้ำ”

“การเดินทางครั้งนั้นได้สอนให้ผมได้รู้ว่ายิ่งเซิร์กมีสติปัญญาน้อยเท่าไหร่ พวกมันยิ่งมีความภักดีมากขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับเซิร์กที่พัฒนาสติปัญญาขึ้นมาจนถึงระดับหนึ่งแล้วพวกเขาจะมีความคิดไม่แตกต่างไปจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความโลภ, ความหลงหรือความหยิ่งทะนง ทำให้พวกเขามีการแบ่งลำดับชั้นกันอย่างเข้มงวด”

“สมมุติว่าพันธมิตรต้องการที่จะแทรกซึมเข้าไปในดินแดนของพวกเซิร์กจริง ๆ พวกเราก็ควรจะตั้งเป้าหมายไปที่อดีตขุนนางเซิร์กที่ถูกทรยศและกำลังใช้ชีวิตอย่างตกต่ำ” เซี่ยเฟยกล่าว

เมื่อได้ฟังมาจนถึงตรงนี้ไทสันก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้วิลเลียมอีกครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาไปยังเรื่องยานรบในพันธมิตร

เซี่ยเฟยรู้สึกว่าทั้งสามจอมพลกำลังพยายามทดสอบอะไรบางอย่างจากเขา เพียงแต่ว่าตัวเขายังไม่รู้ว่าจอมพลทั้งสามกำลังพยายามทดสอบอะไรในตัวของเขากันแน่

ชายหนุ่มมีประสบการณ์เกี่ยวกับยานรบอย่างมากมาย และจากคำพูดของลุงพอตเตอร์มันก็ดูเหมือนกับว่ามุมมองของเขาจะเป็นมุมมองที่แตกต่างจากคนโดยทั่วไป เพราะเขามักที่จะใช้เส้นทางสุดโต่งเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

บทสนทนาดำเนินไปเป็นเวลาหลายชั่วโมงซึ่งทั้งสี่คนก็ได้พูดคุยกันทุกเรื่อง ตั้งแต่รายละเอียดของยานรบไปจนถึงยุทธวิธีการสู้รบในสงคราม ซึ่งบทสนทนาในครั้งนี้ก็ทำให้จอมพลทั้งสามรู้จักตัวตนของเซี่ยเฟยอย่างลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม

หลังจากรับประทานอาหารด้วยกันเสร็จแล้ว เซี่ยเฟยก็ลุกขึ้นบอกลาโดยอ้างว่าเขาต้องการไปดูสินค้าที่จัดแสดง

“เจ้าเด็กนั่นมีความรู้อยู่ในระดับที่สูงมาก ฉันแทบที่จะไม่สามารถหาข้อโต้แย้งในคำพูดของเขาได้เลย” เลย์ตันกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เซี่ยเฟยเป็นเด็กฉลาดและเหตุผลที่เขายอมพูดคุยกับพวกเรานานมากขนาดนี้ นั่นก็เพราะตำแหน่งซัพพลายเออร์ระดับ A ที่เขาได้แบกรับเอาไว้ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขามีโอกาสพวกเขาก็จะพยายามแสดงให้พวกเราได้เห็นว่า พวกเขาคือซัพพลายเออร์ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและต้องการที่จะได้รับความไว้วางใจจากพวกเรา”

“แต่ทุกสิ่งที่เขาพูดออกมาก็ยังคงเก็บซ่อนความลับบางส่วนเอาไว้ มันช่างน่าเสียดายที่เรายังไม่ได้รับความไว้วางใจจากเขามากพอสมควร” วิลเลียมกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ทำไมฉันรู้สึกว่าเจ้าเด็กนั่นคล้ายกับพวกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ในสภาเลย ฉันล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนสอนเรื่องพวกนั้นกับเขามา” เลย์ตันกล่าว

“อย่าไปว่าเขาเลย ถ้าฉันเป็นเขาฉันก็จะทำแบบเดียวกัน อย่าลืมนะว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่เดินทางออกมาจากดาวโลก และต้องมาเผชิญกับสังคมคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูของเขาด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นจะต้องระวังตัวเอาไว้ตลอดเวลา เพราะเขาไม่รู้ว่าใครกำลังคิดร้ายกับเขาอยู่กันแน่”

“วิลเลียมพูดถูกแล้ว เซี่ยเฟยมีภูมิหลังที่แตกต่างไปจากพวกเรา และคนแบบเขาก็ยากที่จะอยู่รอดในสังคมจักรวาลถ้าหากพวกเขาไม่คอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา” ไทสันกล่าว

“ไทสันนายคิดว่ายังไงบ้าง?” วิลเลียมกล่าวพร้อมกับหยิบกล่องของหวานออกมาจากกระเป๋า

“เซี่ยเฟยเป็นคนฉลาด, มีไหวพริบและมีความระมัดระวังเป็นอย่างดี ซึ่งมันก็ไม่มีใครในที่นี้สามารถปฏิเสธเรื่องพวกนั้นได้” ไทสันกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมานวดขมับ

“ที่สำคัญคือเขาคนนี้สามารถพูดแผนการทุกอย่างได้อย่างฉะฉาน ความสามารถของเขาก็ไม่มีข้อกังขาสำหรับพวกเราเลย และสถานะของเขาก็เหมาะสมกับสถานการณ์ในครั้งนี้มากเลยด้วย” วิลเลียมกล่าวเสริม

“ใช่ ซัพพลายเออร์ระดับ A รายใหม่ของกรมทหารเหมาะสมสำหรับแผนการในครั้งนี้มากที่สุด” ไทสันกล่าว

“แล้วนายจะยังลังเลอะไรอีก?” เลย์ตันถาม

“เขายังขาดประสบการณ์, ความอาวุโสและความภักดี” ไทสันกล่าวอย่างใจเย็น

“มันไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่างหรอก ซึ่งในบางครั้งนายก็รู้ว่านายจำเป็นจะต้องเสี่ยง” วิลเลียมกล่าว

“ดูเหมือนว่าพวกนายทั้งคู่จะเห็นด้วยกับการเลือกเซี่ยเฟยสินะ?” ไทสันถาม

“อือ”

“ฉันก็คิดแบบนั้น”

“โอเค บันทึกชื่อเซี่ยเฟยเอาไว้ในตัวเลือกลำดับที่ 2 ได้เลย ส่วนใครจะเป็นคนรับผิดชอบฉันขอดูสถานการณ์ไปก่อน”

“เอาล่ะพวกเราจะตรวจสอบใครเป็นรายต่อไปดี?” ไทสันกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“นิโคล ซอว์เยอร์” วิลเลียมกล่าวด้วยรอยยิ้ม

***************

จบแล้วสำหรับกลุ่ม VIP4 [271-360] สำหรับใครที่สนใจเข้ากลุ่มสามารถติดต่อได้ที่ เพจสนพ.เซียนอ่าน ได้เลยนะคะ โดยทางกลุ่ม VIP จะค่าปลดตอนถูกกว่าทางหน้าเว็บแต่อัปตอนพร้อมกันน๊า

จบบทที่ ตอนที่ 360 การทดสอบของสามจอมพล

คัดลอกลิงก์แล้ว