เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 349 ปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ

ตอนที่ 349 ปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ

ตอนที่ 349 ปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ


ตอนที่ 349 ปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ

เซี่ยเฟยยกมือขึ้นมาดูของที่ซุนซานให้ไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาจะเห็นว่ามันคือผลไม้สีขาวที่เต็มไปด้วยลวดลายราวกับภาพวาดทำให้ผลไม้ลูกนี้เต็มไปด้วยความลึกลับ

“นั่นมันผลแก้วมังกรจักรพรรดิ!” อันธอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

“ผลแก้วมังกรจักรพรรดิ? มันมีราคาเท่าไหร่?”

“นี่! นายมีเงินมากขนาดนั้นแล้วทำไมนายยังชอบตีค่าของอื่น ๆ เป็นเงินอีกเนี่ย นี่คือผลไม้หายากที่สูญพันธุ์ไปตั้งนานแล้ว มันมีฤทธิ์สามารถทำให้คนตายกลับมาฟื้นคืนชีพได้ด้วยซ้ำ แล้วนายตีค่าของแบบนี้เป็นเงินได้ยังไง?!” อันธกล่าวอย่างพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

“นายคิดว่ามันแปลก ๆ ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวถามหลังจากหยุดคิดไปครู่หนึ่ง

“อะไรแปลก?” อันธถาม

“สมาพันธ์หนานหมิงที่ซุนซานกล่าวถึงเป็นสมาพันธ์ที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่สิ่งที่เขานำออกมาต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าอีซูซุหรือผลแก้วมังกรจักรพรรดิ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งของเหล่านี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งของที่นายบอกว่าสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ฉันว่าสมาพันธ์หนานหมิงจะต้องกุมความลับสำคัญอะไรบางอย่างเอาไว้แน่ ๆ” เซี่ยเฟยเริ่มคาดเดา

“นายพูดถูก รองเท้าอีซูซุต้องทำจากหนังไวเวิร์น 2 เล็บที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว ขณะที่ต้นแก้วมังกรจักรพรรดิก็สูญหายไปเป็นเวลามากกว่า 10,000 ปี และไม่มีทางที่ผลของมันจะอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้ ฉันว่าเรื่องนี้มันมีอะไรแปลก ๆ นายคงจะต้องรีบค้นความลับจากเขามาให้ได้มากที่สุด” อันธกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“ยังไม่ต้องรีบหรอก ดูก็รู้ว่าซุนซานรู้ดีว่าเขาจำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลของสมาพันธ์หนานหมิงเอาไว้เป็นความลับ ถ้าฉันทำอะไรบุ่มบ่ามลงไปฉันก็เกรงว่าเขาจะตั้งข้อสงสัยฉันขึ้นมาซะก่อน เอาเป็นว่าหลังจากนี้พวกเราค่อย ๆ ทำความรู้จักเขาไปทีละนิดแล้วก็ค่อย ๆ ล้วงเอาความลับมาจากเขาไปทีละหน่อยก็แล้วกัน” เซี่ยเฟยกล่าว

“นายนี่เป็นพวกใจเย็นจริง ๆ” อันธกล่าวพร้อมกับยักไหล่

“นายไม่เคยได้ยินสุภาษิตช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามหรือยังไง?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

งานแสดงสินค้าเงียบเหงาไปอีกหลายวัน และถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะได้ซื้อสินค้ามาบ้างแต่สินค้าเหล่านั้นก็ยังห่างไกลกว่าสิ่งที่เขาคิดจินตนาการเอาไว้ในตอนแรก

หลังจากที่ชายหนุ่มได้ซักถามหาข้อมูลเขาก็ได้รู้ว่าของดี ๆ จะถูกเก็บเอาไว้ในช่วง 7 วันสุดท้ายของงานเทศกาลเท่านั้น และมันก็จะมีงานประมูลขนาดใหญ่ในเทศกาลแห่งนี้ด้วย

นี่คือเรื่องปกติของงานเทศกาลที่ 7 วันแรกจะเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าทั่ว ๆ ไป ส่วน 7 วันหลังจะเป็นงานประมูลสินค้าระดับสูง แล้ววันสุดท้ายก็จะเป็นงานประมูลซึ่งเป็นจุดไคลแมกซ์ของงานเทศกาล

โดยสรุปคืองานเทศกาลจะค่อย ๆ เพิ่มความน่าตื่นเต้นมากขึ้นไปเรื่อย ๆ มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนใหญ่คนโตอย่างทูรามถึงได้บอกว่าจะเดินทางมางานเทศกาลในช่วงท้าย ๆ

เมื่อทราบกำหนดการของงานเทศกาลแล้วเซี่ยเฟยก็ติดต่อไปหาชาร์ลีเพื่อให้เด็กหนุ่มเตรียมวงเงินสินเชื่อของธนาคารเอาไว้ให้พร้อม เพราะถ้าหากว่าเขาได้เจอสินค้าที่เหมาะสมเขาก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อประมูลแย่งมันมาเป็นของตัวเอง

แม้ในช่วงเวลาปกติเซี่ยเฟยจะไม่ใช่คนที่ใช้สิ่งของฟุ่มเฟือย แต่เมื่อไหร่ที่เขาได้พบกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเขาจริง ๆ ชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่เคยเสียดายเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว

ขนอุยยังคงนอนอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขา ซึ่งหลังจากที่เซี่ยเฟยได้เรียนรู้จากความสูญเสียในก่อนหน้านี้แล้ว เขาก็ตัดสินใจลดปริมาณไม่ให้ขนอุยดูดกลืนพลังงานจากหัวใจจักรวาลสีม่วงมากนัก และให้อาหารมันเป็นลูกบอลพลังงานจากการที่เขาใช้วิชาเล่ห์มายาทุก ๆ 2-3 วันแทน

ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ต้องการให้ขนอุยเติบโตขึ้นเป็นสัตว์อสูรที่เจ้าเล่ห์ที่พร้อมทรยศเจ้านายได้ทุกเวลา เพราะถ้าหากว่ามันพร้อมจะทรยศเขาได้ทุกเมื่อมันก็คงจะเป็นตัวไร้ประโยชน์ แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์อสูรระดับที่สูงมากก็ตาม

ทุกเช้าเซี่ยเฟยจะไปเดินเล่นที่หมู่เกาะไข่มุก โดยคาดหวังว่าเขาจะได้พบกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วเขาจะกลับมาพักในตอนเที่ยงก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนไปจนถึงช่วงเช้าตรู่

ระหว่างวันเขามักที่จะพูดคุยกับแอวริลอยู่เสมอ ซึ่งหญิงสาวก็มักที่จะคุยโวเรื่องที่เธอตกแต่งบ้านของเขาเป็นอย่างดี และคอยพูดอยู่ซ้ำ ๆ ว่าเซี่ยเฟยจะต้องพึงพอใจหลังจากได้กลับมาเห็นบ้านหลังใหม่อย่างแน่นอน

“แม้ว่าจะต้องอยู่ในกระท่อมแต่ฉันก็ไม่เป็นไรหากได้อยู่กับเธอ แต่ถ้าหากว่าเธอไม่อยู่กับฉันแม้ว่าฉันจะได้อยู่ในพระราชวังที่หรูหรา แต่ฉันก็คงจะทุกข์ทรมานจากการนอนไม่หลับ” เซี่ยเฟยกล่าวหยอกเล็กน้อย ซึ่งมันก็ทำให้แอวริลหน้าแดงราวกับลูกตำลึงและก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย

ในพริบตาเวลาก็ได้ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 5 ของงานเทศกาลและการประมูลก็ใกล้เข้ามาทุกที

หลังจากรับประทานอาหารเย็นเซี่ยเฟยก็ออกไปทำการฝึกฝนเพียงลำพัง โดยในขณะนี้เขาได้ย้ายพื้นที่ฝึกฝนวิ่งไล่จับลูกแก้วดาวตกจากชายหาดเข้าไปในป่า

เมื่อมีพืชพรรณภายในป่าเป็นอุปสรรคตามธรรมชาติ มันจึงทำให้การฝึกฝนของเซี่ยเฟยกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้นตามไปด้วย

ในช่วง 5 วันที่ผ่านมาเซี่ยเฟยได้ผ่านการฝึกฝนเบื้องต้นของลูกแก้วดาวตกไปได้แล้ว มันจึงทำให้ลูกแก้วพวกนี้มีขนาดเล็กลงและคว้าจับได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

“การฝึกกับลูกแก้วดาวตกให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ตอนนี้ฉันยอมรับเลยว่าการเคลื่อนไหวของนายอาจจะเฉียบคมที่สุดในสำนักเงาสังหารไปแล้วก็ได้” อันธอดที่จะปรบมือขึ้นมาไม่ได้หลังจากที่ได้เห็นการเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟย

“นายพูดถึงสำนักเงาสังหาร ฉันก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าทำไมจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวอะไรจากสำนักเงาสังหารเลย พวกเขาตั้งฉันขึ้นมาเป็นตัวแทนของสำนักไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ได้ร้องขอให้ฉันทำอะไรให้กับพวกเขาเลยล่ะ?” เซี่ยเฟยกล่าว

“มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกประหลาดนี่ อย่าลืมว่าความตั้งใจเดิมของปรมาจารย์เงาสูญคือการมอบตัวตนให้กับนายเป็นการชั่วคราว และเขาก็ไม่ได้คิดที่จะมอบภารกิจให้กับนายจริง ๆ” อันธกล่าว

“ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็ดี ฉันแค่กลัวว่าถ้าวันหนึ่งสำนักร้องขอให้ฉันทำอะไรขึ้นมา ถึงเวลานั้นฉันอาจจะไม่เหลือเวลาจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้สำนักก็ได้”

แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้พูดจบมันก็มีลูกบอลแสงสีแดงลอยขึ้นจากทะเลอันไกลโพ้น และมันก็ดูเหมือนจะตกอยู่ไม่ไกลจากหมู่เกาะที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบันมากนัก

“นั่นมันอะไร?” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความสงสัย

ทันใดนั้นแสงสีแดงก็กระจายออกไปทุกทิศทางพร้อมกับพายุสีเงินที่พัดจากน้ำทะเลขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง!

“นั่นมันปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ! มันเป็นสัญญาณว่าซากปรักหักพังโบราณได้ถูกเปิดออกแล้ว!!” อันธกล่าวด้วยน้ำเสียงอันจริงจัง

“ปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ!” เซี่ยเฟยอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจหลังจากที่เขาได้ยินชื่อปรากฏการณ์จากปากของอันธ

เขาเคยอ่านจากในหนังสือว่าเมืองโบราณส่วนใหญ่มีเกราะพลังงาน ที่คอยปกป้องประชากรจากสภาพอากาศอันเลวร้ายหรือศัตรูจากภายนอกที่อาจจะเข้ามารุกรานพวกเขา

อย่างไรก็ตามไม่ว่าเครื่องจักรจะถูกผลิตขึ้นมาอย่างพิเศษแค่ไหน แต่มันก็ไม่มีอะไรสามารถคงอยู่ตลอดไปได้ ดังนั้นหลังจากที่เวลาได้ผ่านพ้นไปเนิ่นนานหลายหมื่นปีเกราะพลังงานเหล่านี้ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพตามกาลเวลา และถ้าหากว่ามันได้มีพลังงานจากภายนอกเข้ามาทำลายเกราะพลังงานในช่วงบอบบางนี้ มันก็จะเกิดการระเบิดของพลังงานซึ่งเป็นผลของปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ

ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์ในยุคปัจจุบันจึงถือว่าปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำเป็นสัญญาณของการที่ซากปรักหักพังโบราณแห่งใหม่ได้ถูกเปิดออก

“มันมีซากปรักหักพังโบราณแห่งใหม่ที่ดาวนี้งั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยมองไปยังปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง

ในความเป็นจริงเขาก็ไม่รู้ว่าเกราะพลังงานของเมืองโบราณเสื่อมสภาพตามธรรมชาติหรือถูกทำลายจากผู้คนที่เข้าไปค้นพบมันโดยบังเอิญ ซึ่งถ้าหากว่าเกราะพลังงานถูกทำลายโดยฝีมือของมนุษย์ มันก็หมายความว่าในตอนนี้มันได้มีคนลงไปสำรวจเมืองโบราณที่อุดมสมบูรณ์แล้ว

“รีบไปตรงนั้นเร็ว ๆ เข้า! ตามกฎของพันธมิตรบุคคลแรกที่เข้าไปในซากปรักหักพังโบราณสามารถฉกฉวยสิ่งของจากซากเมืองโบราณกลับมาได้ ถ้าหากเราโชคดีได้พบกับวัตถุโบราณดี ๆ มันก็อาจจะทำให้เราร่ำรวยในพริบตา!!” อันธตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

“อือ” เซี่ยเฟยพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะรีบวิ่งไปยังท่าเรือ

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาดึกมากแล้วมันจึงมีเพียงแค่เรือที่ว่างเปล่าจอดเทียบท่าอยู่แถวนั้น แต่ไม่มีใครคอยเป็นผู้ให้บริการเลย

เซี่ยเฟยหยิบกล่องเครื่องมือออกมาจากแหวนมิติและเริ่มต่อสายตรงเพื่อให้เขาสามารถขับเรือพวกนี้ได้

วืด!

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็รีบขับเรือออกทะเลไปด้วยเสียงคำรามอันน่ากลัว โดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เกิดปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำด้วยความเร็วมากกว่า 1,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วืด!

ทันใดนั้นมันก็ได้มีเครื่องบินโดยสารส่งเสียงคำรามผ่านศีรษะของเซี่ยเฟยไป และแน่นอนว่าทิศทางของมันก็ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ตั้งของซากปรักหักพังโบราณด้วยเช่นกัน

“คิดจะแซงฉันเหรอ!” เซี่ยเฟยร้องอุทานขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ เนื่องมาจากเครื่องบินโดยสารย่อมเคลื่อนที่ออกไปได้เร็วกว่าเรือที่เขากำลังโดยสารอยู่อย่างแน่นอน

ในเวลาเพียงแค่ไม่นานมันก็มีเรืออีกหลายลำปรากฏขึ้นมาให้เห็นในระยะสายตาเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำย่อมดึงดูดผู้คนเข้ามาได้อย่างมากมาย

เซี่ยเฟยรีบติดตั้งชุดต่อสู้พร้อมกับใส่รองเท้าคู่ใหม่และติดเซเลสเชียลมูนเอาไว้ที่แขนขวาอย่างเตรียมพร้อม

“ฉันจะไม่มีทางปล่อยวัตถุโบราณที่สมบูรณ์ให้หลุดมือลอยไปอย่างเด็ดขาด และถ้าหากว่ามันจำเป็นจะต้องมีการต่อสู้ฉันก็จะไม่ออมมือให้ใครทั้งนั้น!!”

ครึ่งชั่วโมงต่อมามันก็ได้มีเกาะแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของเซี่ยเฟย ซึ่งเกาะนี้ไม่มีไฟส่องสว่างเหมือนกับเกาะอื่น ๆ คล้ายกับว่ามันเป็นเกาะร้างที่ปราศจากผู้คน

เกาะนี้มีขนาดเพียงแค่ประมาณ 20 ตารางเมตร แล้วมันก็เป็นเกาะที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนท้องทะเล โดยไม่มีเกาะอื่น ๆ ตั้งอยู่ในบริเวณโดยรอบเลย

บริเวณชายฝั่งมีเรือจอดอยู่แล้วประมาณ 5-6 ลำ แน่นอนว่าคนพวกนี้ย่อมนำหน้าเซี่ยเฟยไปพอสมควร

“มีคนนำหน้านายไปแล้ว!” อันธอุทานขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด

เซี่ยเฟยรีบกระโดดลงจากเรือทันทีหลังจากที่เรือจอดสนิท จากนั้นเขาก็วิ่งสำรวจทั่วทั้งเกาะอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นเองมันก็มีเงาสีดำโผล่ออกมาจากกองหินที่มีรูปร่างอันแปลกประหลาด พร้อมกับคมมีดแวววาวที่อยู่ภายในมือ

“ในเมื่อแกเริ่มก่อนก็อย่าหาว่าฉันไร้ปรานี!!” เซี่ยเฟยส่งเสียงร้องคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว

ระหว่างวิ่งสำรวจเขายังไม่ได้ใช้ความเร็วอย่างเต็มที่คนคนนี้จึงคิดว่าระดับของเซี่ยเฟยไม่สูงมากนัก แต่เขาหารู้ไม่ว่าเซี่ยเฟยสามารถเร่งความเร็วได้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้นชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นนักฆ่าที่สามารถใช้วิชาเล่ห์กายาเคลื่อนไหวได้อย่างแปลกประหลาด

ในขณะที่ใบมีดกำลังใกล้เข้ามาเซี่ยเฟยก็เอี้ยวตัวหลบในท่าทางที่ผิดธรรมชาติ จากนั้นเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งจับท่อนแขนของผู้จู่โจมเอาไว้ ก่อนที่เขาจะเริ่มบิดแขนอย่างแรงเพื่อให้อาวุธพุ่งเข้าไปจู่โจมลำคอของตัวมันเอง

จึก!

ใบมีดถูกเสียบทะลุลำคอของผู้จู่โจมไปยังด้านหลัง ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็ทำให้ชายคนนั้นเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยที่แม้แต่ผู้ลงมือก็ยังไม่ทันได้รู้ตัว

“ใครที่กล้ามาขวางทางฉันมันจะต้องตาย!!” เซี่ยเฟยเริ่มเร่งความเร็วอีกครั้งด้วยนัยน์ตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เพื่อพยายามหาทางเข้าไปยังซากปรักหักพังโบราณ

***************

จบบทที่ ตอนที่ 349 ปรากฏการณ์ปีศาจเต้นระบำ

คัดลอกลิงก์แล้ว