เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 260 ประธานาธิบดีอู่

ตอนที่ 260 ประธานาธิบดีอู่

ตอนที่ 260 ประธานาธิบดีอู่


ตอนที่ 260 ประธานาธิบดีอู่

“ก่อนหน้านี้พวกเราวางแผนที่จะซื้อบริษัทซัมซุง ซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี แต่พวกเราถูกคนในประเทศคัดค้านอย่างรุนแรงและแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดของมูรติก็คือบริษัทในประเทศเกาหลีพวกนี้นี่เอง ดังนั้นตราบใดก็ตามที่เราสามารถตัดแหล่งเงินทุนของเขาได้ เขาก็คงจะไม่มีกำลังมากพอมาหาผลประโยชน์จากพวกเรา”

“นอกจากนี้ฉันยังจ้างบริษัทนักสืบในราคาที่สูงมากเพื่อทำการตรวจสอบเบื้องหลังของนักการเมืองทุกคนที่คอยสนับสนุนมูรติ ซึ่งตราบใดก็ตามที่คุณต้องการพวกเราก็สามารถจัดการกับคนพวกนี้ได้ทันที เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเราเริ่มดำเนินการกลยุทธ์ในครั้งนี้เราจะสามารถสับเปลี่ยนประธานาธิบดีให้กลายมาเป็นคนที่ไม่ต่อต้านเรา และมันก็จะทำให้เราสามารถจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ในอนาคตได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น” อันเดร์อธิบายแผนการที่เขาได้เตรียมการเอาไว้

“คุณลุงวางแผนมาดีแล้วครับ แต่ก็ไม่ควรจะปล่อยศัตรูของเราไป” เซี่ยเฟยกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

“เซี่ยเฟยนี่คุณไม่ได้คิดที่จะฆ่าพวกเขาใช่ไหม? การลอบสังหารประธานาธิบดีเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าหากว่าข่าวเรื่องนี้รั่วไหลออกไปมันจะส่งผลกระทบต่อบริษัทควอนตัมอย่างรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้นมูรติก็เป็นเพียงแค่หุ่นเชิด ถึงแม้พวกเราจะฆ่าเขาแต่มันก็ยังมีหุ่นเชิดคนอื่น ๆ อีกอยู่ดี วิธีที่พวกเราสมควรจะต้องทำคือตัดฐานอำนาจทั้งหมดของพวกเขาออกไป” อันเดร์กล่าวหลังจากสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ถูกปล่อยออกมาจากเซี่ยเฟย

เรื่องที่อันเดร์พูดเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะท้ายที่สุดทุกคนที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีต่างก็ล้วนแล้วแต่มีผู้สนับสนุน และถึงแม้ว่ามูรติจะเสียชีวิตไปแต่กลุ่มอำนาจเบื้องหลังก็จะดันหุ่นเชิดคนใหม่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปอยู่ดี ซึ่งถ้าหากว่าข่าวเรื่องที่พวกเขาลงมือหลุดรอดออกไป มันก็จะมีเพียงแต่ฝ่ายพวกเขาที่จะได้รับความสูญเสีย

“ไม่ว่ายังไงมูรติก็จะต้องตายเพื่อเป็นการส่งคำเตือนไปยังผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังของเขา ส่วนคนต่อไปที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะต้องเป็นคนของเรา ไม่ใช่คนของพวกเขาอย่างเด็ดขาด!” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว

คำพูดนี้ถึงกับทำให้อันเดร์ชะงักไป เพราะเจตนาของเซี่ยเฟยคือพยายามบงการการเลือกตั้งและเข้าควบคุมสหพันธ์โลกทั้งหมด!

ไม่ใช่ว่าอันเดร์ไม่เคยคิดที่จะคอยชักใยเรื่องการเมือง แต่การทำแบบนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้ความกล้าหาญและความพยายามเป็นอย่างมาก

ในสหพันธ์โลกมีประชากรอยู่มากกว่า 7,000 ล้านคนและมีผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่มากกว่า 5,500 ล้านคน ดังนั้นถ้าหากพวกเขาต้องการจะให้คนของตัวเองกลายเป็นประธานาธิบดี มันก็หมายความว่าพวกเขาจะต้องได้รับการโหวตจากประชาชนประมาณ 3,000 ล้านคน

การพยายามชักจูงความเห็นของประชาชนเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แล้วมันก็จำเป็นจะต้องพึ่งพาระยะเวลาเพื่อให้ประชาชนหันมาสนับสนุนพวกเขาอีกด้วย

แต่ด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทควอนตัมในปัจจุบัน มันก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีความสามารถในการเล่นการเมือง เพียงแต่อันเดร์ไม่กล้าตัดสินใจทำเรื่องยิ่งใหญ่แบบนี้ แต่เซี่ยเฟยเป็นพวกที่ทำอะไรอย่างบ้าคลั่งอยู่แล้ว

“เอาล่ะในเมื่อคุณตัดสินใจแล้วพวกเราก็มาลองดูกันเถอะ ฉันเชื่อว่าด้วยความแข็งแกร่งของบริษัทควอนตัมพวกเรา ย่อมสามารถผลักดันคนของตัวเองให้กลายเป็นประธานาธิบดีของสหพันธ์ได้” อันเดร์กล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“คุณลุงสนใจจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีไหมครับ?” เซี่ยเฟยถาม

สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องตลก เพราะท้ายที่สุดอันเดร์ก็เป็นคนในตระกูลรอธส์ไชลด์ที่มีชื่อเสียงอันโด่งดัง และคุณสมบัติในตัวของเขานั้นย่อมดีกว่าคนอื่น ๆ ที่เซี่ยเฟยรู้จักอย่างไม่ต้องสงสัย

“ในอายุขนาดนี้ฉันน่าจะวางมือจากทุกอย่างได้แล้ว ฉันไม่คิดว่าคนในรัฐบาลจะต้องการคนแก่ ๆ ไปเป็นประธานาธิบดีหรอก คุณหาคนอื่นมาดีกว่า” อันเดร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นมาว่า

“ฉันพอจะรู้จักนักการเมืองดี ๆ อยู่บ้าง แต่ด้วยนิสัยของคุณฉันก็เกรงว่าคุณคงจะไม่ไว้ใจคนพวกนั้น”

เซี่ยเฟยมีนิสัยที่ไว้วางใจคนอื่นได้ยากมาก และคนที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปก็จะต้องเป็นคนที่เขาสามารถไว้วางใจได้เท่านั้น

แน่นอนว่าเซี่ยเฟยย่อมไม่คิดที่จะเป็นประธานาธิบดีด้วยตัวเอง เพราะถ้าหากว่าโลกไม่ได้เป็นบ้านเกิดของเขา ป่านนี้ชายหนุ่มก็คงจะไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกไปแล้ว

“นึกออกแล้ว!” เซี่ยเฟยอุทานพร้อมกับตบต้นขาของตัวเองอย่างแรง

“ใคร? ฉันรู้จักเขาด้วยหรือเปล่า?” อันเดร์ถามด้วยความสงสัย

“แน่นอนว่าคุณลุงย่อมจะต้องรู้จักคนคนนี้ดี เพราะเขาคือพี่หลง!” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

อู่หลงรู้จักกับเซี่ยเฟยมานานและอันเดร์ก็ไม่เคยรู้สึกสงสัยในนิสัยใจคอของชายคนนี้เลย อย่างไรก็ตามธรรมชาติของอู่หลงไม่ใช่คนฉลาด และถึงแม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเขาจะพัฒนาตัวเองขึ้นมามาก แต่คุณสมบัติของเขาก็ยังคงห่างไกลจากการเป็นประธานาธิบดีอยู่ดี

“อู่หลงงั้นเหรอ? เขาน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการพูดชักจูงใจคนนะ…” อันเดร์กล่าวขึ้นมาอย่างมีชั้นเชิง เพราะท้ายที่สุดเขาก็นับถืออู่หลงไม่ต่างไปจากคนในครอบครัวของตัวเอง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะพูดอย่างตรงไปตรงมามากเกินไป

“ไม่มีปัญหาหรอกครับ พี่หลงเปลี่ยนตัวเองไปเยอะมากและเขาก็ค่อนข้างจะเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ถึงยังไงผมก็มีเหตุผลที่เลือกพี่เขาขึ้นมา คุณลุงอย่าลืมสิว่าทวีปไหนมีประชากรมากที่สุดภายในสหพันธ์” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เอเชีย?” อันเดร์พูดขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ

“ใช่ครับ ชาวเอเชีย, ชาวแอฟริกันและชาวอเมริกาใต้คือคนส่วนใหญ่ที่ยังดิ้นรนต่อสู้กับความยากจน และพวกเขายังมีจำนวนเป็นอัตราส่วนมากกว่าครึ่งในสหพันธ์ ดังนั้นถ้าหากพวกเราต้องการจะชนะการเลือกตั้ง พวกเราก็จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากพวกเขาเป็นอันดับแรก” เซี่ยเฟยกล่าว

“ฉันเข้าใจแล้ว! อู่หลงเป็นคนจีนมันจึงไม่ยากที่เขาจะได้รับการสนับสนุนจากประชากรชาวจีนที่มีจำนวนอยู่มากกว่า 1,300 ล้านคน นอกจากนี้เขายังเกิดขึ้นมาในครอบครัวที่ยากจน แต่อาศัยความพยายามจนประสบความสำเร็จในบริษัทควอนตัมได้ และมันก็จะทำให้คนจนคนอื่น ๆ มองเขาเป็นไอดอล!!” อันเดร์พูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

“เส้นทางชีวิตของพี่หลงเป็นเหมือนกับความฝันของคนจนทุกคนที่อยากจะหลุดพ้นจากชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง พวกเราสามารถใช้เรื่องราวพวกนี้ในการดำเนินนโยบายหาเสียงได้ และถ้าหากพวกเราจัดการเรื่องนี้ได้สำเร็จเขาก็จะถูกยกย่องให้เป็นไอดอลของคนจน” เซี่ยเฟยกล่าวเสริม

“แต่รัฐบาลในปัจจุบันถูกควบคุมโดยชาวยุโรปกับชาวอเมริกัน ฉันเกรงว่าการได้รับการสนับสนุนจากคนพวกนี้คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น” อันเดร์กล่าว

“ถึงยังไงมันก็ไม่มีนักการเมืองคนไหนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกคนอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเราต้องการคือเสียงข้างมากไม่ใช่เสียงของทุกคน นอกจากนี้พี่หลงยังมีตำแหน่งที่สูงมากในบริษัทของเรา ทำให้เขาถือว่าเป็นชนชั้นสูงในสหพันธ์อย่างไม่ต้องสงสัย ผมเชื่อว่าชาวยุโรปกับชาวอเมริกันบางคนจะต้องลงคะแนนให้กับเขาด้วย หากได้รวมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วผมก็เชื่อว่าโอกาสที่พี่หลงจะชนะการเลือกตั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากมากจนเกินไป” เซี่ยเฟยกล่าว

“ดูเหมือนพวกเราจะต้องจัดตั้งทีมหาเสียงขนาดใหญ่เพื่อช่วยอู่หลงเขียนคำปราศรัยและจัดตารางเวลาออกหาเสียงของเขาด้วยสินะ โชคดีที่ฉันมีเพื่อนที่ทำธุรกิจประเภทนี้มานานหลายสิบปี และเขาก็เคยทำงานให้ประธานาธิบดีคนก่อน ๆ ด้วย” อันเดร์กล่าว

“เขาไว้ใจได้ใช่ไหมครับ?” เซี่ยเฟยถาม

“ลองคิดดูสิว่าเขาเคยสนับสนุนประธานาธิบดีมาแล้วกี่คน แล้วเขาล่วงรู้ความลับเบื้องหลังของประธานาธิบดีมากแค่ไหน ถ้าเขาไม่ใช่คนปากหนักมากพอเขาก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้หรอก” อันเดร์กล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“ที่คุณลุงพูดมาก็มีเหตุผล งั้นคุณลุงช่วยเชิญเขามาทำงานให้กับเราได้ไหมครับ ส่วนเรื่องค่าจ้างเอาตามที่เขาเรียกร้องมาได้เลย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“เขาเกษียณไปนานแล้ว แต่ฉันจะลองชวนเขาดู” อันเดร์กล่าว

“จำไว้ว่าผมยอมทุ่มไม่อั้น! ทำยังไงก็ได้ให้เขามาเป็นที่ปรึกษากับเราให้ได้” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง

หลังจากนั้นเซี่ยเฟยกับอันเดร์ก็พูดคุยกันเป็นเวลานานเพื่อวางกลยุทธ์ให้พวกเขาได้รับคะแนนเสียงกลับมาให้ได้มากที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะต้องจัดการในก่อนหน้านั้นคือการทำให้ประธานาธิบดีคนปัจจุบันหลุดพ้นจากตำแหน่ง

สำหรับเซี่ยเฟยการสังหารมูรติเป็นเพียงแค่เรื่องง่าย ๆ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการที่ดีสำหรับแผนการของเขาเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ประธานาธิบดีถูกลอบสังหารทั่วทั้งสหพันธ์จะเข้าสู่สภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นรองประธานาธิบดีจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งจนกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินจะจบลง ก่อนที่มันจะได้มีการจัดตั้งการเลือกตั้งในรอบใหม่ขึ้นมา

ช่วงเวลาสถานการณ์ฉุกเฉินอาจจะยาวหรือสั้นก็ได้ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของรัฐบาล แต่สิ่งที่เซี่ยเฟยต้องการคือการผลักดันอู่หลงให้ขึ้นมารับตำแหน่งโดยเร็วที่สุด ดังนั้นการลอบสังหารประธานาธิบดีจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาในเวลานี้เลย

ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงต้องหาทางบีบบังคับให้มูรติยอมก้าวเท้าลงจากตำแหน่ง และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแล้ว แม้ว่าเขาจะถูกสังหารแต่มันก็จะไม่เกิดความวุ่นวายขึ้นมาเหมือนกับในตอนที่เขายังคงดำรงตำแหน่ง

แต่การพยายามรวบรวมหลักฐานเพื่อปลดประธานาธิบดีก็เป็นเหมือนกับดาบสองคม เพราะท้ายที่สุดนักสืบเอกชนก็ยังคงเป็นมนุษย์คนหนึ่งอยู่เช่นกัน แล้วใครจะกล้ารับประกันว่าคนพวกนี้จะไม่ทรยศพวกเขา

หลังจากครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน เซี่ยเฟยก็มอบหมายให้บริษัทนักสืบเอกชนหลาย ๆ บริษัทแยกย้ายกันไปหาข้อมูลของมูรติ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะส่งนักฆ่าแอบติดตามนักสืบพวกนี้ไปด้วย และตราบใดก็ตามที่มีใครทรยศคนพวกนั้นก็จะถูกมือสังหารปิดปากในทันที

อย่าลืมว่าอีกตัวตนหนึ่งของเซี่ยเฟยคือตัวแทนของสำนักเงาสังหาร และเขาก็สามารถขอความช่วยเหลือให้ศิษย์ในสำนักมาคอยทำงานอย่างลับ ๆ ให้กับเขาได้

กว่าจะพูดคุยเรื่องทั้งหมดจนจบเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงของอีกวันหนึ่งแล้ว เซี่ยเฟยจึงได้เชิญอันเดร์ขึ้นแวมไพร์เพื่อมุ่งหน้าไปยังนิวยอร์กซึ่งเป็นที่อยู่ของอู่หลงในปัจจุบัน

ณ ห้องทำงานของอู่หลงบนชั้น 19 ของสำนักงานใหญ่บริษัทควอนตัม

เวลาที่ฮาวายกับนิวยอร์กต่างกันประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ถึงแม้ว่าท้องฟ้าด้านนอกจะเริ่มมืดแล้วแต่อู่หลงก็ยังคงยุ่งอยู่กับงานของเขา

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“เข้ามา!”

เซี่ยเฟยกับอันเดร์เดินเข้าไปในห้องทำงานด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะเห็นอู่หลงก้มหน้าทำงานโดยไม่ได้สังเกตเห็นแขกทั้งสองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาภายในห้องเลย

“นั่งลงก่อน ขอฉันจัดการเอกสารพวกนี้แป๊บหนึ่ง” อู่หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเขาคิดว่าคนที่เพิ่งเข้ามาคือเลขาหรือแขกธรรมดาเท่านั้น

อันเดร์พยายามจะเตือนอู่หลงว่าแขกที่มาเยือนในครั้งนี้คือเซี่ยเฟย แต่ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นมาห้ามด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งรอบนโซฟาอย่างเงียบ ๆ และมองดูชายฉกรรจ์คนนี้ทำงานอย่างจริงจัง

อู่หลงในวันนี้ดูแตกต่างจากอู่หลงที่เซี่ยเฟยเคยรู้จักมาก เพราะในปัจจุบันเขาได้แต่งองค์ทรงเครื่องเป็นอย่างดี จนทำให้เขาดูไม่ต่างไปจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

อู่หลงจริงจังกับงานของตัวเองมากและไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองแขกเป็นเวลานานกว่า 10 นาที น่าเสียดายที่เขายังคงใช้คอมพิวเตอร์ไม่เก่ง เขาจึงจัดการเอกสารทุกอย่างด้วยมือของตัวเอง และใครจะไปรู้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีเอกสารผ่านมือของเขามาทั้งหมดเท่าไหร่แล้ว

ท่าทางของอู่หลงทำให้ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข พร้อมกับคิดว่าแผนการทุกอย่างที่เขาคิดขึ้นมาเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

หลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไปประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดอู่หลงก็เงยหน้าขึ้นมามองแขก

“ห๊ะ! เซี่ยเฟย! ลุงอันเดร์!” อู่หลงอุทานขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดง

“นี่พวกคุณทำอะไรกันเนี่ย! ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย ฉันก็คิดว่าคนที่เข้ามาเป็นเลขาซะอีก” อู่หลงพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ก่อนที่จะเดินมาข้าง ๆ เซี่ยเฟยด้วยความกระตือรือร้น

“พี่ทำธุระของพี่ไปเถอะ พวกเรารอได้ครับ” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“มันไม่ใช่ธุระสำคัญอะไรหรอก ฉันแค่ตรวจงานประจำวันแค่นั้นเอง แต่แม่เคยบอกว่าฉันไม่ใช่คนฉลาดฉันเลยต้องคอยตรวจสอบเอกสารพวกนั้นอย่างใจเย็น” อู่หลงกล่าวพร้อมกับตบไหล่ทักทายเซี่ยเฟย

เคยมีคำกล่าวว่าการทำงานหนักสามารถชดเชยความอ่อนแอได้ ซึ่งอู่หลงก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคำพูดข้างต้นนี้และเซี่ยเฟยก็รู้สึกชื่นชมชายคนนี้มากขึ้นกว่าเดิม

หลังจากที่ทั้งสามทักทายกันแล้ว อู่หลงก็โทรหาเลขาด้วยความโมโหพร้อมกับบ่นว่าทำไมไม่บอกเขาก่อนว่าเซี่ยเฟยกับอันเดร์มาหา แต่ชายหนุ่มก็พยายามอธิบายว่าเขาเป็นคนขอไม่ให้เลขารายงานเรื่องที่เขามาเอง

เซี่ยเฟยกับอันเดร์รออู่หลงทำงานอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปยังภัตตาคารที่มีชื่อเสียง

“แม่ของพี่ไม่เคยบอกให้พี่หาแฟนสักคนบ้างเหรอครับ?” เซี่ยเฟยถามด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เคยบอกอะไรล่ะ แม่พยายามหาผู้หญิงมาให้ฉันตลอด แต่ฉันพยายามหาข้ออ้างว่าฉันกำลังยุ่งอยู่กับงาน ไม่มีเวลาไปสนใจพวกเธอหรอก ว่าแต่นายคิดว่าฉันแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ?” อู่หลงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

อู่หลงมีอายุเกือบจะ 40 ปีแล้วแต่เขาก็ยังไม่ได้แต่งงานทำให้แม่ของเขารู้สึกกังวลในเรื่องนี้มาก เธอจึงพยายามพูดคุยกับอันเดร์เพื่อขอให้เขาเกลี้ยกล่อมให้อู่หลงยอมแต่งงานมีครอบครัวเสียที

“ผมว่าคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่น่าจะมีครอบครัวกันหมดแล้วนะครับ ในความคิดของผมมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายหากพี่จะแต่งงาน ด้วยหน้าที่การงานกับนิสัยของพี่ผมเชื่อว่าคงมีสาว ๆ ต่อคิวรอพี่อยู่เพียบแน่ ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในตอนตั้งบริษัทควอนตัมอันเดร์กับอู่หลงได้ถือหุ้นอยู่คนละ 10% แต่หลังจากที่บริษัทได้ขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ อันเดร์กับอู่หลงก็ได้นำหุ้นทั้ง 20% ของพวกเขาเข้าสู่กองทุนผู้บริหาร ทำให้ไม่ว่าจะเป็นซาร่า, ชาร์ลีหรือโบเดนต่างก็มีส่วนร่วมในหุ้นที่พวกเขาถือด้วย อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังคงได้รับเงินเดือนเป็นจำนวนมากและหุ้นส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในชื่อของเซี่ยเฟย

“จริง ๆ ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยคิดเรื่องการสร้างครอบครัวนะ แต่ฉันไม่ค่อยมีเวลาจริง ๆ แค่การตรวจเอกสารพวกนั้นทุกวันก็ทำให้ฉันเหนื่อยมากแล้ว แต่ถ้าไม่ใช่เพราะนายฉันก็คงจะไม่มีทุกอย่างเหมือนในวันนี้ ดังนั้นฉันจะต้องคอยช่วยงานบริษัทให้ได้มากที่สุด” อู่หลงกล่าว

คำพูดนี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกสะเทือนใจ เพราะทุกคนต่างก็เห็นความพยายามของอู่หลงด้วยตาของตัวเอง ท้ายที่สุดคนอื่น ๆ ต่างก็มีความสามารถเฉพาะด้านก่อนเข้ามาทำงาน แต่อู่หลงคือคนที่พยายามอย่างหนักเพื่อเรียนรู้งานในด้านต่าง ๆ ก่อนจะขึ้นมายืนยังจุดนี้อย่างสมภาคภูมิ

“ลุงว่าผู้หญิงคนไหนพอจะเหมาะกับพี่หลงบ้างครับ?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับมองไปทางอันเดร์

“ฉันคิดว่าคงจะมีคนที่เหมาะสมกับเขาอยู่ไม่มากนัก เพราะสถานะของอู่หลงค่อนข้างพิเศษ แม้ลูกสาวคนสุดท้องของแกรนด์ดยุกในโมนาโกจะยังไม่ได้แต่งงาน แต่เธอก็ขึ้นชื่อเรื่องนิสัยที่ไม่ค่อยดี ฉันว่าลูกสาวของแม่นายกกรีกน่าจะเหมาะสมที่สุด เธอทั้งหน้าตาดี, มีการศึกษาที่เพียบพร้อมแล้วก็เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนาง” อันเดร์กล่าวหลังจากพยายามครุ่นคิดถึงผู้หญิงที่เขารู้จัก

“หยุด! หยุดเลย! ผู้หญิงพวกนั้นมันเกี่ยวอะไรกับผม” อู่หลงพยายามหยุดความคิดของอันเดร์เอาไว้

“พี่หลง ผมว่าด้วยสถานะของพี่ พี่ควรแต่งงานได้แล้วนะครับ” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“สถานะอะไร?” อู่หลงถามด้วยความไม่เข้าใจ

“อ๋อผมลืมบอก ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี อีกไม่นานพี่จะได้เป็นประธานาธิบดีของสหพันธ์” เซี่ยเฟยกล่าวราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

พรวด!

อู่หลงพ่นแชมเปญที่เขาเพิ่งดื่มเข้าไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้างมองไปทางเซี่ยเฟยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

“ประธานาธิบดีอู่ ทำไมคุณถึงประหม่าแบบนี้ ถ้านี่เป็นงานเลี้ยงของสภาการพ่นแชมเปญออกมาถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติแขกนะ” อันเดร์พูดแซวขึ้นมาจากด้านข้าง

***************

ปล.เรื่องนี้มี E-Book แล้วน๊า สามารถซื้อสะสมหรืออ่านกันได้ทางแอพ meb และปิ่นโตได้เลยนะคะและขอบคุณที่ติดตามผลงานกันน๊า

ตอนนี้กำลังจัดเต็ม เล่มแรกโหลดฟรี เล่มที่ 2 ลด 20% ไปเล้ยยยย

meb https://bit.ly/3NZ3Qca ปิ่นโต https://bit.ly/3M9vXUI

จบบทที่ ตอนที่ 260 ประธานาธิบดีอู่

คัดลอกลิงก์แล้ว