เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 600 - ตู้ซวนซวนเข้าสนามสอบยาก

บทที่ 600 - ตู้ซวนซวนเข้าสนามสอบยาก

บทที่ 600 - ตู้ซวนซวนเข้าสนามสอบยาก


บทที่ 600 - ตู้ซวนซวนเข้าสนามสอบยาก

การแกะของขวัญมีความรู้สึกแปลกใหม่ก็จริง แต่ถ้าต้องแกะเหมือนทำงานตลอดเวลาล่ะก็ จุ๊ๆ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแกะของขวัญออกมาแล้ว ของข้างในไม่ใช่ของตัวเอง ต้องมองดูของดีๆ ถูกพี่สาวเก็บเข้ากระเป๋าทีละชิ้นๆ ตนเองแตะยังไม่ได้แตะ ความทรมานและความเจ็บปวดนั้น แทบจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

ตู้จ้งไส้เขียวด้วยความเสียใจ (เสียใจสุดซึ้ง) สาบานในใจว่า ต่อไปให้ตายก็จะไม่แตะต้องของของพี่สาวอีกแล้ว

ตู้เส้าชิงยุ่งอยู่กับเรื่องสอบขุนนางในราชสำนัก ช่วงนี้แทบไม่กลับบ้าน ตู้ซวนซวนอยู่บ้านได้วันเดียวก็กลับไปหาหยูซื่อหนาน อีกไม่นานก็จะสอบแล้ว ตี๋รื่อเจี๋ยทั้งสองคนต่างก็ทบทวนตำราภายใต้การชี้แนะของหยูซื่อหนาน ไม่มีใครกล้าเกียจคร้าน

การสอบขุนนางของต้าถังสืบทอดมาจากราชวงศ์สุย ล้วนอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไม่เหมือนการสอบในยุคหลังที่มีระบบสมบูรณ์แบบ (เกิดความรู้สึกอยากชวนคุยเรื่องมุมมองส่วนตัวเล็กน้อย หากไม่ชอบโปรดอย่าตำหนิ ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น)

เมื่อถึงสมัยหมิงและชิง การสอบขุนนางพัฒนาไปถึงสี่ระดับ คือการสอบระดับต้น (ย่วนซื่อ) ซึ่งเจ้าเมืองเป็นผู้คุมสอบ สอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ ต่อมาคือการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) สอบผ่านระดับนี้ได้เป็นจวี่เหริน

จากนั้นคือการสอบระดับประเทศ (ฮุ่ยซื่อ) กรมพิธีการเป็นผู้จัด สอบผ่านเรียกว่าก้งซื่อ หากผ่านด่านนี้ ก็มีสิทธิ์เข้าสอบระดับสูงสุด นั่นคือการสอบหน้าพระที่นั่ง (เตี้ยนซื่อ)!

ผู้ที่โดดเด่นจากการสอบหน้าพระที่นั่ง อย่างน้อยที่สุดก็ได้เป็นจิ้นซื่อ สามอันดับแรกของการสอบหน้าพระที่นั่งก็คือ จอหงวน ปั๋วเหยียน และทั่นฮวา

แม้การสอบขุนนางจะพัฒนามานับพันปีจนถึงสมัยหมิงและชิง ความสมบูรณ์ของระบบไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย นั่นคือการสอบค่อยๆ แข็งทื่อ กลายเป็นการสอบแบบแปดส่วน (ปากู่เหวิน) แม้บางคนจะได้เป็นจอหงวน แต่ก็เป็นจอหงวนที่ถูกแกะออกมาจากบทความแปดส่วน จะมีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองจริงหรือไม่นั้นไม่แน่

เริ่มแรกเมื่อราชวงศ์สุยก่อตั้งการสอบขุนนาง ก็เพื่อมาแทนที่ระบบเก้าขั้น (เก้าพิน) ทำลายกำแพงการผูกขาดเส้นทางการเติบโตของตระกูลขุนนาง เพราะระบบก่อนหน้านั้นการเป็นขุนนางขึ้นอยู่กับการแนะนำทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่การแนะนำแต่คนใกล้ชิด ไม่สามารถให้คนเก่งขึ้นคนไม่เก่งลงได้ นานวันเข้าทำให้ราชสำนักยากที่จะกุมอำนาจที่แท้จริง

เมื่อถึงสมัยถังได้พัฒนาระบบสอบขุนนาง แบ่งเป็นสอบแบบปกติ (ฉางเคอ) และสอบแบบพิเศษ (จื้อเคอ) ฉางเคอคือการสอบประจำปี ส่วนจื้อเคอคือการสอบชั่วคราวตามราชโองการของฮ่องเต้

ในยุคต้นราชวงศ์ถัง เนื่องจากการสอบไม่ได้ดูแค่คะแนน แต่ยังดูการแนะนำจากคนดัง หรือที่เรียกว่าการยื่นผลงาน (โทวเจวี้ยน) ดังนั้นข้อเสียจึงยังคงอยู่

ในประวัติศาสตร์ จักรพรรดินีเป็นผู้คิดค้นการสอบหน้าพระที่นั่งและการสอบบู๊ จักรพรรดินีเจ๋อเทียนผู้นี้คือผู้ที่ทำลายกำแพงตระกูลขุนนางได้อย่างแท้จริง และผลักดันการคัดเลือกคนด้วยการสอบขุนนางให้แพร่หลาย

ถึงยุคซ่งและหยวน โดยพื้นฐานก็สืบทอดมาจากยุคก่อน เพียงแต่มีการเพิ่มลดวิชา และปรับปรุงการป้องกันการทุจริต เป็นต้น

จากนั้นก็มาถึงสมัยหมิงและชิง รูปแบบการสอบแบบแปดส่วน

สุดท้ายถึงปีกวงสวี่ที่ 31 แห่งราชวงศ์ชิงตอนปลาย ระบบสอบขุนนางถูกยกเลิก 'ในนาม' ถือเป็นอันสิ้นสุด!

มองดูการสืบทอดของระบบสอบขุนนาง ดูเหมือนจะเป็นกระบวนการที่น่าสนใจ หากพิจารณาบริบทของแต่ละยุคสมัย จะพบว่าปรากฏการณ์และผลลัพธ์บางอย่าง ล้วนเป็นการเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมการสอบขุนนางในสมัยถังถึงพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ? เพราะในยุคนั้น คนรู้หนังสือมีน้อย ถึงขั้นขาดแคลน ด้วยข้อจำกัดทางวัตถุ (เช่น กระดาษและวัตถุดิบอื่นๆ) การจะทำให้ชาวบ้านรู้หนังสือทั่วถึงนั้นยากเกินไป จนถึงสมัยซ่งถึงจะมีพื้นฐานทางวัตถุพร้อม

คนรู้หนังสือน้อย ประเทศชาติมีที่ให้ใช้คนใช้ความสามารถเต็มไปหมด ขอแค่ทลายกำแพงการผูกขาดของตระกูลขุนนางได้ ทั่วราชสำนักก็มีตำแหน่งว่างมากมายรอให้บัณฑิตยากจนเข้าไปเติมเต็ม ดังนั้นจึงต้องการให้การสอบขุนนางพัฒนาอย่างรวดเร็ว

แล้วทำไมถึงสมัยหมิงและชิง ถึงกลายเป็นการสอบแบบแปดส่วนที่คนตำหนิ? ก็เพราะสภาพความเป็นจริง ประชากรมีมากขึ้น คนรู้หนังสือมีอยู่ดาษดื่น เวลานี้บทบาทอุปสงค์อุปทานสลับกัน ตำแหน่งขุนนางมีจำกัด แต่คนสอบมีมากเกินไป หมาป่ามากเนื้อน้อย ก็เลยต้องบีบปากทางเข้าให้แคบลง

บางคนอาจบอกว่า คนรู้หนังสือเยอะ ขอบเขตการเลือกคนกว้างขึ้น ไม่ใช่ว่าจะคัดหัวกะทิจากหัวกะทิได้ง่ายขึ้นหรือ? นี่เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?

ไม่ ไม่แน่เสมอไป

ราชสำนักใช้คน ไม่แน่ว่าจะเอาคนเก่งเป็นที่ตั้ง แต่ต้องเอาคนซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง การบริหารบ้านเมืองดีหรือเล่อาจเป็นเพียงปัญหาของการพัฒนาช้าหรือเร็ว ฮ่องเต้ทั้งหลายน้อยนักที่จะรีบร้อนสร้างผลงานมุมานะบุกเบิก ส่วนใหญ่เน้นความมั่นคง คือรับประกันว่ารถจะไม่คว่ำเป็นสำคัญ ขอแค่รถไม่คว่ำ บัลลังก์ของตระกูลก็จะสืบทอดไปได้อย่างมั่นคงรุ่นสู่รุ่น

ดังนั้นเวลานี้ต่อให้ใช้คนธรรมดามาบริหารบ้านเมือง อาจจะพัฒนาช้าหน่อย แต่ย่อมมั่นคงมากแน่นอน

เหมือนที่ฮ่องเต้ในละครเรื่องหนึ่งกล่าวว่า เอาบัณฑิตทั่วหล้ามาขังไว้ในกรงของบทความแปดส่วน บัณฑิตสงบแล้ว บ้านเมืองก็จะสงบสุขชั่วนิรันดร์

น่าเสียดาย น่าเสียดายที่โลกใบนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาเห็น ที่ว่าเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก ต่อให้เป็นยุคคังซีเฉียนหลงที่รุ่งเรืองที่สุดของต้าชิง ก็เป็นแค่ที่หนึ่งในตะวันออกเท่านั้น

เจ้าเหนือหัวผู้กุมอำนาจเหล่านี้ คงคิดไม่ถึงว่า ตัวเองจะกลายเป็นกบในกะลาฉบับความจริง

วิธีการของพวกเขาควบคุมคนในได้ดี แต่ป้องกันผู้รุกรานจากภายนอกไม่ได้ ชะลอจังหวะการพัฒนา และใบไม้ใบเดียวปิดบังภูเขาไท่ซาน (มองไม่เห็นการณ์ไกล) รอจนถูกเสือดาวสุนัขป่าข้างนอกแซงหน้า ก็กลายเป็นคำพูดที่ท่านผู้นำมักกล่าวว่า ล้าหลังก็ต้องถูกตี

(หลังยุคสาธารณรัฐจนถึงปัจจุบันของดออกความเห็น ประวัติศาสตร์คือกระจกส่องอดีตและปัจจุบัน ภายใต้แสงสว่างของกระจกบานนี้ ไม่มีอะไรใหม่จริงๆ การพัฒนาของทุกเรื่องราว ล้วนหาอดีตและปัจจุบันได้ในธารประวัติศาสตร์) กลับมาพูดถึงต้าถังในยุคของตู้เส้าชิง:

การสอบขุนนางครั้งนี้ถือเป็นการสอบคัดเลือกชั่วคราวตามราชโองการฮ่องเต้ เพราะไม่กี่ปีมานี้ต้าถังมีบัณฑิตรู้หนังสือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงทำเหมือนปกติไม่ได้ และได้เพิ่มรอบการสอบเบื้องต้นคล้ายการสอบระดับมณฑล จัดขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ โดยมีกรมพิธีการส่งคนไปกำกับดูแล

การสอบแถบเมืองฉางอันนั้นง่าย เปิดสนามสอบใหญ่เฉพาะกิจก็ใช้ได้แล้ว

พูดถึงวันเข้าสนามสอบรอบแรก ตู้ซวนซวนไม่สามารถเนียนเข้าแถวไปพร้อมกับตี๋รื่อเจี๋ยได้ สนามสอบที่แต่ละคนได้รับนั้นต่างกัน นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด ที่สำคัญที่สุดคือเพื่อป้องกันนักเรียนทุจริตการสอบ ตอนเข้าสนามสอบจะมีการตรวจค้นตัวทีละคน

ตู้ซวนซวนแม้จะเป็นเด็กผู้หญิง แต่งตัวแล้วแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง แต่เด็กผู้หญิงก็คือเด็กผู้หญิง จะยอมให้คนอื่นมาลูบคลำค้นตัวไม่ได้เด็ดขาด จะทำอย่างไรดี?

มองดูแถวที่ขดเป็นรูปตัว 'หุย' (回) รอการตรวจค้น ตู้ซวนซวนคิ้วขมวดมุ่น ร้อนใจจนกระทืบเท้า เข้าไปไม่ได้หรือ? ถ้ารู้อย่างนี้ ลากอาจารย์ปู่หยูซื่อหนานมาด้วยก็ดีหรอก?

"เด็กที่ไหน? ไปๆๆ ไปให้พ้น อย่ามาขวางทางคุณชายข้าเข้าแถวสอบ!" คนรับใช้คนหนึ่งผลักตู้ซวนซวน

อย่าเห็นว่าตู้ซวนซวนตัวเล็ก แต่นางฝึกยุทธ์มาไม่น้อย แถมมีอาจารย์ดี บวกกับกำลังภายในขั้นสูง ไม่ใช่บ่าวรับใช้กระจอกๆ จะมาแตะต้องได้

ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะแตะโดนไหล่ ตู้ซวนซวนเงยหน้าถลึงตาใส่แวบหนึ่ง บ่าวรับใช้คนนั้นรู้สึกเหมือนไอเย็นแล่นจากก้นกบขึ้นสมอง ตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว ขยี้ตามองดูดีๆ ไม่ใช่สิ ก็แค่เด็กคนหนึ่งนี่นา ผีหลอกแล้ว ทำไมข้าถึงรู้สึกกลัวนะ?

"เร่งอะไรนักหนา? ข้าก็มาสอบเหมือนกัน รู้จักมาก่อนมาหลังไหม? มาใหม่ไปต่อแถวข้างหลังไป!" ตู้ซวนซวนกำลังหงุดหงิดเพราะเรื่องกลุ้มใจ น้ำเสียงจึงไม่ดีนัก

เจ้า? มาสอบ?

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ตลกสิ้นดี ไอ้หนูมาจากไหน? ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้กล้าบอกมาสอบขุนนาง? ไสหัวไปให้ไว คุณชายข้ามาแล้วต้องได้เข้าก่อน นี่คือกฎ! ถ้าเจ้ากล้าไม่ฟัง ระวังข้าจะตีเจ้าให้ผู้ปกครองต้องมารับกลับไปเลย!" บ่าวรับใช้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วข่มขู่

ถ้าเป็นเด็กทั่วไป คงตกใจร้องไห้ไปแล้ว แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่เด็กทั่วไป เป็นปีศาจน้อยผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน สนามรบก็เคยผ่านมาแล้ว จะกลัวแค่นี้หรือ? ตู้ซวนซวนไพล่มือไปข้างหลังเยาะเย้ยว่า "อ้อ? วางก้ามใหญ่โต คุณชายเจ้าเป็นใครกัน? เชื้อพระวงศ์? องค์ชายท่านอ๋อง? หรือองค์รัชทายาท?"

บ่าวรับใช้เชิดหน้าตอบ "เจ้ายืนให้มั่นฟังให้ดี คุณชายข้าคือคุณชายสายตรงแห่งตระกูลชุยแห่งโป๋หลิง คนตระกูลชุยแห่งโป๋หลิงของเรา มีอภิสิทธิ์ในการสอบขุนนางมาโดยตลอด ดูท่าทางเจ้าคงไม่เคยได้ยินสินะ ฮึ ไอ้บ้านนอกคอกนา!"

ตู้ซวนซวนไม่สนใจบ่าวรับใช้คนนี้ กลับมองไปที่คุณชายชุยคนนั้นอย่างอยากรู้อยากเห็น เขาคือลูกชายของชุยตุนหลี่ ดูแวบแรกฝ่ายนั้นก็มีราศีผู้ดีอยู่บ้าง นี่เป็นสิ่งที่ลูกหลานขุนนางถูกปลูกฝังมาแต่เล็ก ตู้ซวนซวนเห็นมาเยอะแล้ว

แต่ในท่าทางของคุณชายชุยผู้นี้ยังมีความหยิ่งยโสที่ดูแคลนทุกสิ่ง หรือจะเรียกว่ารังเกียจก็ได้ เหมือนใต้หล้านี้ไม่มีอะไรอยู่ในสายตา ท่าทางแบบนี้ ตู้ซวนซวนไม่ชอบเอามากๆ

นางเบะปากใส่บ่าวรับใช้คนนั้นแล้วเหน็บแนม "คุณชายชุยอะไร? ข้าว่าตัวมอดตระกูลชุยมากกว่า ตัวเองมีมือมีเท้า ยังให้คนรับใช้ที่มาเฝ้าสอบสร้างภาพข่มขู่ ดูสิคนมาสอบคนไหนบ้างไม่ทำด้วยตัวเอง มีแต่เจ้าที่ทำตัวไม่เหมือนชาวบ้าน จะอวดรวยหรือ? หรือจะบอกพวกเราว่า เจ้ากระทั่งเข้าแถวก็ทำไม่เป็น ต้องให้ลูกน้องทำแทน? งั้นการสอบเดี๋ยวนี้ล่ะ? ต้องให้คนสอบแทนด้วยไหม?"

หลังด่ากราดด้วยฝีปากพิษสง ตู้ซวนซวนก็หมุนตัวเดินไปเข้าแถวอย่างสง่างาม ทิ้งให้นายบ่าวตระกูลชุยยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

บัณฑิตที่อยู่ข้างหลังหลายคนเห็นเหตุการณ์นี้ ปากไม่กล้าวิจารณ์คุณชายตระกูลชุย แต่ในใจต่างปรบมือให้เด็กคนนี้ ด่าคุณชายผู้นั้นในใจว่า จะอวดเบ่งอะไร? การสอบดูที่ความรู้ความสามารถ ไม่ได้ดูที่ชาติกำเนิด

คุณชายชุยถลึงตาใส่บ่าวรับใช้ แย่งอุปกรณ์สอบที่อีกฝ่ายสะพายอยู่มา แล้วด่าว่า "ไอ้สวะ ถอยไปให้พ้น"

บ่าวรับใช้คนนั้นถอยไปข้างๆ อย่างนอบน้อม เรียกเสียงหัวเราะจากคนมุง

เห็นดังนั้น บ่าวรับใช้แค้นใจมาก มองดูเจ้าเด็กที่ยืนกระหยิ่มยิ้มย่องในแถว กัดฟันกรอด ทันใดนั้นเขามองไปรอบๆ สายตาข้ามฝูงชนไปเห็นเจ้าหน้าที่หน้าประตูสนามสอบ หัวสมองหมุนติ้วคิดแผนได้

จึงพยายามเบียดไปข้างหน้า แล้วยกมือตะโกน "ใต้เท้าผู้คุมสอบทั้งหลาย ตรงนี้มีคนก่อเรื่อง ทำลายกฎสนามสอบ รีบมาดูเร็วเข้า!"

"หือ? ใครส่งเสียงดัง? รบกวนความสงบหน้าสนามสอบ?"

ไม่นานเจ้าหน้าที่สวมชุดทางการเคร่งขรึมไม่กี่คนก็เดินเข้ามา

"เจ้าหรือที่ตะโกนเสียงดังรบกวนความสงบ? เจ้าเป็นผู้เข้าสอบหรือ? ทำไมไม่ไปเข้าแถวกลับมาก่อกวน?" เจ้าหน้าที่ตวาดถาม

บ่าวรับใช้ผู้นั้นมาจากตระกูลใหญ่ ไม่กลัวขุนนางไร้ระดับพวกนี้ ตะเบ็งเสียงตอบ "ข้าไม่ใช่ผู้เข้าสอบ แต่ข้าเห็นคนก่อเรื่อง พวกท่านดูสิ คือเด็กคนนั้นที่อยู่ตรงนั้น เขาปะปนอยู่ในกลุ่มผู้เข้าสอบเตรียมก่อความวุ่นวาย ไม่แน่อาจจะมาช่วยผู้ใหญ่บ้านมันโกงสอบก็ได้ ขอใต้เท้าโปรดตรวจสอบ"

หือ? มีเรื่องแบบนี้ด้วย?

ทุกคนมองตามนิ้วของบ่าวรับใช้ไป อ้าว เป็นเด็กคนหนึ่งจริงๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน? การสอบขุนนางมีเด็กเล็กขนาดนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

"ไปสองคน จับเด็กคนนั้นมาถามให้รู้เรื่อง!"

ตู้ซวนซวนหูตาไว เห็นทุกอย่างในสายตา ยังไม่ทันได้อธิบายก็ถูกผู้ใหญ่สองคนหิ้วออกมา

มองดูบ่าวรับใช้ที่ยิ้มเยาะอย่างชั่วร้ายในกลุ่มคนดู ตู้ซวนซวนแค้นจนฟันแทบหัก ถ้าเวลานี้เสี่ยวเหมียวเหมียวอยู่ข้างกาย ต้องให้มันไปจับเจ้านั่นโยนขึ้นฟ้าแน่

"เจ้าหนู เจ้าชื่ออะไร? รู้ไหมว่าที่นี่เขาเข้าแถวทำไม? เจ้ามามุงดูอะไร?" เจ้าหน้าที่ถาม

ตู้ซวนซวนเงยหน้าขึ้นอย่างกล้าหาญตอบว่า "ข้าชื่อตี๋ตี๋ เป็นนักเรียนที่มาสมัครสอบปีนี้ นี่คือบัตรประจำตัวสอบของข้า ไม่เชื่อพวกท่านดูสิ มีบันทึกในระบบด้วย"

อ้อ? เป็นไปได้อย่างไร? มาสอบจริงๆ หรือ? หัวหน้าเสมียนรับบัตรของตู้ซวนซวนไปดูละเอียด พบว่าไม่ใช่ของปลอม บนนั้นเขียนชัดเจน ตี๋ตี๋ ภูมิลำเนาเดิมเมืองขุยโจว อายุเก้าขวบ สมัครสอบที่ฉางอัน

ข้างๆ มีคนอุทาน "ข้านึกออกแล้ว ก่อนหน้านี้เหมือนจะมีข่าวว่า ศิษย์เอกราชบุตรเขยตู้เพิ่งสิบขวบก็สมัครสอบแล้ว คุณชายท่านนั้นดูเหมือนจะพาน้องชายวัยเก้าขวบมาสมัครด้วย หรือว่าคือคนนี้?"

พอได้ยินว่าเป็นญาติของตี๋รื่อเจี๋ย ทั้งกี่คนก็ไม่กล้าชักช้า สุภาพขึ้นมาก

เสมียนคนนั้นพยักหน้าพูดอย่างเป็นมิตร "ในเมื่อมีบัตรประจำตัว เป็นตัวจริงแน่นอน งั้นก็มาค้นตัวตรวจสอบ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็เข้าสนามสอบเถอะ"

ไม่เพียงไม่ว่าอะไร ยังประจบสอพลอปล่อยผ่าน

บ่าวรับใช้คนนั้นไม่ยอม "นี่ๆๆ ทำไมเขาไม่ต้องเข้าแถวแล้วเข้าไปได้เลย คุณชายข้ายังอยู่ข้างหลังนะ? พวกท่านกล้ารังแกพวกเราหรือ?"

เจ้าหน้าที่ตวาด "คุณชายเจ้าเป็นใคร? ทุกคนเขาก็เข้าแถวกันทั้งนั้น เท่าเทียมกัน เจ้าจะโวยวายอะไร? เรื่องที่เจ้าแจ้งความเท็จเมื่อกี้ยังไม่คิดบัญชีนะ! ขืนปากมากก่อเรื่องอีกจะจับขังเสีย!"

บ่าวรับใช้อวดเบ่ง "คุณชายข้าเป็นสายตรงตระกูลชุยแห่งโป๋หลิง นายท่านข้าคือเสนาบดีกรมขุนนางในปัจจุบัน!"

สูด... ให้ตายเถอะ มิน่าถึงได้กร่าง ที่แท้ก็ลูกตระกูลขุนนาง แถมยังเป็นลูกเสนาบดีกรมขุนนาง คราวนี้พวกเสมียนก็ไม่กล้าเสียงดังล่วงเกิน จำต้องหันมามองตู้ซวนซวนอย่างขออภัย ยอมรับกลายๆ ว่า ครั้งนี้ช่วยเจ้าไม่ได้

ขณะที่ตู้ซวนซวนกำลังจะแสดงน้ำใจกลับไปต่อแถว หน้าประตูสนามสอบก็มีขุนนางวัยกลางคนท่าทางน่าเกรงขามเดินออกมา

"ดูท่าข้าจะมาได้จังหวะพอดี ฝ่าบาททรงกำชับเรื่องเด็กอัจฉริยะตระกูลตี๋สองพี่น้อง สั่งให้ดูแลให้ดี ท่านนี้คงเป็นตี๋ตี๋ คุณชายตี๋น้อยกระมัง? มา ข้าจะตรวจสอบตัวตนเอง พาเจ้าเข้าสนามสอบ!"

ฟ้าหลังฝน ตู้ซวนซวนรู้ว่านี่คือคนช่วยที่ตาจัดหามาให้ นางหันไปมองบ่าวรับใช้คนนั้นด้วยสายตายั่วยุเอาคืน ไม่มองคุณชายตระกูลชุยแม้แต่หางตา เดินนำเข้าสนามสอบไป

คุณชายตระกูลชุยหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด บ่าวรับใช้เสี่ยงตายตะโกนอีกครั้ง "ไม่ยุติธรรม ทำไมเขาไม่ต่อแถว? เป็นขุนนางใหญ่ก็ลำเอียงได้หรือ?"

จบบทที่ บทที่ 600 - ตู้ซวนซวนเข้าสนามสอบยาก

คัดลอกลิงก์แล้ว