- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นคุณพ่อลูกอ่อนในต้าถัง
- บทที่ 270 - การปฏิบัติระดับผู้เชี่ยวชาญ
บทที่ 270 - การปฏิบัติระดับผู้เชี่ยวชาญ
บทที่ 270 - การปฏิบัติระดับผู้เชี่ยวชาญ
บทที่ 270 - การปฏิบัติระดับผู้เชี่ยวชาญ
ถูกเซวียเหรินกุ้ยสาธยายวีรกรรมมายาวเหยียด ตู้เส้าชิงก็งงไปเหมือนกัน คิดในใจว่าถ้าเจ้าไม่พูด ข้าเองยังไม่รู้เลยว่ามีชื่อเสียงขนาดนี้ ข่าวลือพวกนี้มาจากไหนกัน?
แถมดูเหมือนข่าวลือจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เรื่องฆ่าลู่ตงจ้านนี่ยอมรับว่าเป็นฝีมือข้า แต่ข้าไม่ได้ฆ่ามันกลางตำหนักไท่จี๋เสียหน่อย เจ้านั่นตายแบบงงๆ ส่วนที่ตายกลางตำหนักไท่จี๋น่ะคือรองทูตถู่ฟาน เป็นตัวซวยที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมต่างหาก
จู่ๆ ก็ถูกยกย่องขนาดนี้ ตู้เส้าชิงเกิดความรู้สึกหลงระเริงเล็กๆ ที่หาได้ยาก หรี่ตายิ้มถ่อมตัว "ชื่อเสียงจอมปลอม ชื่อเสียงจอมปลอมทั้งนั้น!"
ชุยเฮ่ากลั้นขำกระแอมเตือนอยู่ข้างๆ "อะแฮ่ม อาจารย์ พวกเราดั้นด้นมาเป็นพันลี้ ก็เพื่อมาหาคนนะขอรับ"
ทุกคนนั่งลงเรียบร้อย นางหลิวเฝ้าลูกชาย ตู้เส้าชิงถึงได้เริ่มพูดถึงจุดประสงค์ที่อยากเชิญเซวียเหรินกุ้ยออกจากป่า
เซวียเหรินกุ้ยประหลาดใจ ตนเองไม่เคยจากบ้านเกิดที่หลงเหมิน เป็นคนไร้ชื่อเสียง อาศัยวิชาความรู้ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ฝึกฝนจนพอมีฝีมือ เรื่องนี้แทบไม่มีใครสนใจ หมอเทวดาตู้ไปรู้มาจากไหนว่าตนเก่งทั้งบู๊และบุ๋นจนเวอร์ขนาดนั้น?
"จุดประสงค์ของท่านหมอเทวดา หรือจะให้ข้าไปสมัครทหาร?" เซวียเหรินกุ้ยถาม
"อ้อ เปล่าหรอก ข้ามาเพื่อจะจ้างเจ้าไปช่วยงาน จากการประมือเมื่อครู่ เห็นได้ว่าวรยุทธของเจ้ายากจะหาใครเทียม หากไม่รังเกียจ มาเป็นองครักษ์ให้ข้าได้หรือไม่?" ตู้เส้าชิงกล่าวอย่างจริงใจ
นี่... เซวียเหรินกุ้ยลังเล แม้ฐานะทางบ้านจะตกต่ำ แต่บรรพบุรุษก็เป็นถึงแม่ทัพ หากตกอับถึงขั้นต้องไปเฝ้าบ้านให้คนอื่น เกรงว่าจะเสื่อมเสียเกียรติบรรพบุรุษ
ว่ากันตามตรง ตนเองกำพร้าแต่เล็ก ใช่ว่าจะไม่เคยคิดไปเป็นคนเฝ้าบ้านให้ใครเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อยากจมปลัก ยอมเป็นพรานป่าล่าสัตว์เลี้ยงครอบครัว ดีกว่าไปก้มหัวให้ใคร
แต่คนตรงหน้าไม่เหมือนกัน นี่คือหมอเทวดาตู้ผู้มีชื่อเสียงระบือไกล วันนี้ยังช่วยชีวิตคนบ้านตระกูลเซวียไว้ถึงสองครั้ง หากปฏิเสธ เกรงว่าคนเขาจะหาว่าเซวียเหรินกุ้ยเนรคุณ
เห็นเซวียเหรินกุ้ยมีสีหน้าลำบากใจ ตู้เส้าชิงถามหยั่งเชิง "หรือจะกลัวว่าข้าจะให้ค่าตอบแทนน้อยไป? วางใจเถอะ เจ้าแค่เป็นองครักษ์คุ้มกันความปลอดภัยของข้า ไม่ต้องทำเรื่องอื่นที่ฝืนใจ ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ให้เงินเดือนเดือนละสิบตำลึง แถมบ้านพักในฉางอันให้ด้วย..."
ได้ยินค่าตอบแทนนี้ คนงานสองคนข้างๆ ถึงกับหูผึ่ง เดือนละสิบตำลึง? จะบ้าหรือ? เท่ากับรายได้คนทั่วไปทั้งปีเลยนะ
เซวียเหรินกุ้ยรีบโบกมือปฏิเสธ "ผู้มีพระคุณเข้าใจผิดแล้ว เซวียหลี่ไม่ได้ลังเลเพราะเรื่องค่าตอบแทน ท่านมีบุญคุณช่วยชีวิตลูกชายข้าถึงสองครั้ง ข้าไม่ควรปฏิเสธ
แต่บรรพบุรุษทิ้งคำสอนไว้ ลูกผู้ชายเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ดังนั้นข้าจึงมีความปรารถนาว่า สักวันหนึ่งเมื่อครอบครัวมั่นคงแล้ว จะไปสมัครเป็นทหารรับใช้ชาติ"
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เซวียเหรินกุ้ยกล่าวต่อ "เอาอย่างนี้ เซวียหลี่จะขอเป็นองครักษ์ให้ผู้มีพระคุณฟรีๆ สิบปี หลังจากสิบปีขอท่านอนุญาตให้ข้าไปสมัครทหารรับใช้ชาติ ดีหรือไม่?"
ตู้เส้าชิงหัวเราะลั่น "ไม่ต้องถึงสิบปี สามปีก็พอ อีกสามปีข้าจะรับรองเจ้ากับฝ่าบาทด้วยตัวเอง"
นี่... เซวียเหรินกุ้ยนึกไม่ถึง จะมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ? หรือเขาไม่ได้มาจ้างองครักษ์ แต่ตั้งใจจะพาข้าไปเป็นทหาร?
ชุยเฮ่าที่อยู่ข้างๆ มองเห็นทะลุปรุโปร่ง แม้จะไม่รู้ว่าตู้เส้าชิงไปรู้มาจากไหนว่ามีคนชื่อเซวียเหรินกุ้ย แต่ดูจากวรยุทธของเซวียเหรินกุ้ยแล้ว ไปเป็นทหารต้องรุ่งโรจน์แน่ ตอนนี้คุณชายชุยเริ่มนับถือตู้เส้าชิงแล้ว สายตาแหลมคมมองเห็นเพชรในตมแบบนี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้
ซานหู่ถามเสียงอ่อย "เถ้าแก่ ให้ข้าเป็นองครักษ์ท่านแทนได้ไหม คุณชายที่บ้านได้เงินเดือนแค่เดือนละสองตำลึง ท่านให้เจ้านี่ตั้งสิบตำลึง พี่น้องอิจฉานะ"
ตู้เส้าชิงด่าขำๆ "ข้าว่ามีแต่เจ้าเสือโง่อย่างเจ้านั่นแหละที่อิจฉา ฮูหยินยังให้เงินเดือนพวกเจ้าเดือนละสองตำลึง ตามความเห็นข้า พวกเจ้าห้าคนเซ็นสัญญาขายตัวแล้ว ต่อให้ไม่ให้สักแดงก็ต้องทำงาน ให้สองตำลึงถือเป็นสวัสดิการภายในตระกูลตู้ ชุยเฮ่ากับตี๋รื่อเจี๋ย เป็นลูกศิษย์ทำงานในโรงหมอ เงินเดือนสองตำลึงคือค่าเหนื่อย
แต่เซวียหลี่ไม่เหมือนกัน มาเป็นองครักษ์ข้าต้องเอาตัวเข้าแลกเมื่อมีอันตราย แถมวรยุทธเขาก็หาตัวจับยากในแผ่นดิน คนแบบนี้จ้างยังจ้างยาก สิบตำลึง? ข้ายังว่าน้อยไปเลย นี่มันการปฏิบัติระดับผู้เชี่ยวชาญ
เจ้าเสือโง่ ให้เงินเดือนสองตำลึงก็เอาไปถลุงกินเหล้าเมายาหมด ให้เงินเจ้าก็เหมือนเอาไปละลายแม่น้ำ ยังจะมาเป็นองครักษ์ให้ข้า? ฝีมือเจ้ายังสู้ข้าไม่ได้เลย ถึงเวลาใครจะคุ้มกันใครกันแน่?"
โดนด่าชุดใหญ่ เจ้าซื่อบื้อถึงกับพูดไม่ออก สี่หูและชุยเฮ่าปิดปากหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง เซวียเหรินกุ้ยถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ วันนี้ล่าหมูป่ามาได้ตัวหนึ่ง จึงบอกว่าจะเลี้ยงข้าวทุกคนด้วยหมูป่าตัวนี้
ตู้เส้าชิงดีใจ เนื้อหมูป่าธรรมชาติเป็นของดีหายาก จึงสั่งให้ซานหู่แสดงฝีมือทำอาหาร แม้จะไม่เท่าต้าหู่ แต่ก็พอถูไถ อร่อยกว่าฝีมือครอบครัวเซวียเหรินกุ้ยแน่นอน
ระหว่างมื้อเที่ยง เหมือนจะได้กลิ่นหอมของเนื้อ เซวียติงซานตัวน้อยที่นอนอยู่ก็ค่อยๆ ลืมตาตื่น นางหลิวดีใจ รีบเข้าไปถามไถ่อาการ
เซวียติงซานน้ำตาคลอบอกว่าเจ็บ ทำเอานางหลิวปวดใจแทบขาด
"ท่านแม่ ซานเอ๋อร์หิว ได้กลิ่นของอร่อย!" เซวียติงซานหน้าซีด แต่แววตาเป็นประกายด้วยความอยากอาหาร
นางหลิวรีบลุกขึ้น "ได้ๆๆ แม่จะไปตักข้าวให้ซานเอ๋อร์ วันนี้พ่อล่าหมูป่ามาได้ เรากินเนื้อกันนะลูก"
ซานหู่ตักหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชามโตให้เซวียเหรินกุ้ยยกไป ด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกชาย เซวียเหรินกุ้ยป้อนหมูสามชั้นตุ๋นคำโตให้ลูกกินทีละคำ
เซวียติงซานกินอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับไม่เคยกินของอร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ถ้าเซวียเหรินกุ้ยไม่กดไว้ เด็กน้อยคงลุกขึ้นมานั่งกินเองแล้ว ดูท่าจะลืมความเจ็บปวดไปเสียสนิท แถมยังมีวิญญาณนักกินเหมือนพ่อไม่มีผิด
หมูสามชั้นตุ๋นชั้นเลิศชามเล็ก กับน้ำแกงกระดูกหมูชามโต กินเสร็จหน้าตาเซวียติงซานก็มีเลือดฝาด หลับปุ๋ยไปพร้อมรอยยิ้ม สองผัวเมียเซวียเหรินกุ้ยจึงวางใจ รู้ว่าลูกไม่เป็นไรแล้ว ไม่อย่างนั้นคงกินข้าวไม่ลง
พอออกมานอกถ้ำ เห็นทุกคนยังรอกันอยู่ ไม่มีใครแตะตะเกียบ เซวียเหรินกุ้ยรู้สึกเกรงใจ ในฐานะเจ้าบ้านให้แขกทำกับข้าวให้ไม่พอ ยังเสียมารยาทให้แขกรออีก
ตอนกินข้าว ซวนซวนน้อยจ้องท้องเซวียเหรินกุ้ยตาแป๋ว จนอีกฝ่ายเขิน ต้องหยุดกินถามว่า "แม่หนู หนูอยากกินหมูตุ๋นชามนี้ของน้าหรือ?"
ซวนซวนส่ายหน้าอย่างน่ารัก แล้วถามซื่อๆ "ท่านน้า ท่านคือนคนที่กินข้าวได้มื้อละสามถังหรือเปล่า? หนูดูท้องท่านน้าแล้วไม่น่าจะยัดลงไปได้สามถังนะ จะลองยัดให้ดูหน่อยได้ไหม?"
ตู้เส้าชิงรีบห้ามลูกสาว ถามแบบนี้ไม่ได้นะลูก เซวียเหรินกุ้ยหัวเราะลั่น "กินเนื้อน้ากินไม่ถึงสามถังหรอก แต่ถ้าเป็นข้าวเปล่าก็ได้อยู่ วันหลังมีโอกาสจะทำให้ดูนะ"
อะไรนะ??? ทุกคนตกใจ กินได้สามถังจริงๆ หรือ? เจ้าตัวยืนยันเองเลยนะ?
เซวียเหรินกุ้ยจึงอธิบาย "กระเพาะของข้าผิดแผกจากคนทั่วไป มื้อหนึ่งกินได้สามถังจริง แต่กินอิ่มมื้อเดียวอยู่ได้สามวันไม่หิว ดังนั้นคนทั่วไปเลยแปลกใจกันบ้าง"
ทุกคนฟังแล้วเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง ซานหู่วางชามตะเกียบลง นับนิ้วพึมพำคำนวณอะไรบางอย่าง สี่หูถามด้วยความสงสัย
ซานหู่อธิบายซื่อๆ "มื้อเดียวอิ่มสามวัน ก็เท่ากับสามวันกินสามถัง ตกวันละถังเอง ไม่ถือว่าเยอะ ข้ามื้อเดียวยังครึ่งถัง ถ้ามื้อเช้ากินเยอะหน่อย วันหนึ่งก็ถังครึ่ง เขากินไม่เยอะเท่าข้าหรอก"
เฮ้ย ไม่นึกว่าเจ้าทึ่มนี่ก็ไม่โง่นะ คิดเลขเก่งใช้ได้
ทันใดนั้นซวนซวนน้อยก็แทงใจดำ "อ๋อ... งั้นแสดงว่า ลุงสามเสือต่างหากที่เป็นถังข้าวใบใหญ่ที่สุดในที่นี้!"
ซานหู่: "..."