เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 70: ศิษย์อาจารย์และหมาแก่

ตอนที่ 70: ศิษย์อาจารย์และหมาแก่

ตอนที่ 70: ศิษย์อาจารย์และหมาแก่


ตอนที่ 70: ศิษย์อาจารย์และหมาแก่

หลังจากวางสายเซี่ยเฟยก็กลับไปทำงานเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่บุคลิกของเขาดูเหมือนจะเงียบขรึมผิดปกติ

เซี่ยเฟยรู้ดีว่าในตอนนี้มันมีคนของเฒ่าเคกำลังเฝ้าติดตามพวกเขาอย่างใกล้ชิดและถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกหงุดหงิดมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่สามารถที่จะแสดงอารมณ์ออกมาได้

ปัจจุบันเซี่ยเฟยและโบเดนกำลังทำงานในเวิร์กช็อปอย่างหนัก ขณะที่พอตเตอร์และลีน่าก็พูดคุยกันอยู่ภายในห้องทำงาน

ความคืบหน้าในการทำงานของพวกเขายังคงรวดเร็วดังเดิมคล้ายกับไม่ได้รับผลกระทบแม้ว่าจำนวนของคนงานจะลดลง

ในอดีตเมื่อพวกเขา 9 คนได้ทำงานร่วมกันเซี่ยเฟยก็ไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการซ่อมแซมยานอวกาศลำนี้เลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้พวกเขายังมีเวลาแม้กระทั่งมานั่งคุยสัพเพเหระเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของกันและกันอีกด้วย

แต่เมื่อมันได้เหลือเพียงแค่เขากับโบเดน 2 คน มันก็ทำให้เขาตระหนักว่าการซ่อมแซมยานอวกาศเป็นงานที่เหนื่อยล้าและต้องใช้พลังกายมากแค่ไหน ซึ่งในตอนนี้แขนขาของเขาก็เริ่มเจ็บและชาไปจนหมดแล้ว

เซี่ยเฟยได้ใช้มือแตะไปยังแหวนมิติที่นิ้วมือของเขาเบา ๆ พร้อมกับหยิบผลน้ำค้างขาว 2 ผลออกมา โดยเขาได้ยื่นผลไม้ไปให้โบเดน 1 ผลและโยนเข้าปากตัวเองอีก 1 ผล

ถึงแม้ว่าโบเดนจะรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อยแต่เขาก็เลือกที่จะรับผลน้ำค้างขาวจากเซี่ยเฟยและกลืนมันลงไปโดยไม่ได้ถามอะไร ซึ่งมันก็ทำให้เขาต้องรู้สึกประหลาดใจกับประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพลังงานของผลไม้ชนิดนี้

นับตั้งแต่การต่อสู้กับเฉินตง เซี่ยเฟยก็เลือกที่จะพกผลน้ำค้างขาวและเนตรนาคาติดตัวเอาไว้อยู่เสมอ เพราะพวกมันเป็นผลไม้ที่ช่วยฟื้นฟูพลังงานได้อย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นมันก็มียานอวกาศลำหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า หลังจากนั้นยานดังกล่าวก็ลงจอดในพื้นที่โล่งบริเวณด้านข้างอู่ ก่อนที่จะมีชายผิวดำร่างอ้วนสูงเดินลงมา

หากมองจากระยะไกลชายคนนี้ก็มีรูปร่างที่เหมือนกับพอตเตอร์ เพียงแต่เขาน่าจะมีอายุประมาณ 40 ปีและมีความสูงกว่า 2 เมตร นอกจากนี้ตาของเขาก็ยังมีครบทั้งสองข้างไม่เหมือนกับพอตเตอร์ที่เหลือตาเพียงข้างเดียว

เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเซี่ยเฟยก็เลือกที่จะหยุดงานของเขาพร้อมกับเทน้ำดื่ม 2 แก้วและเดินไปทางโบเดน

เซี่ยเฟยสะกิดโบเดนด้วยข้อศอกเบา ๆ พร้อมกับหันหน้าไปยังชายผิวดำที่กำลังเดินเข้ามาเพื่อสอบถามถึงตัวตนของผู้มาใหม่

โบเดนเหลือบมองชายร่างอ้วนด้วยความรังเกียจขณะที่รับแก้วน้ำไปดื่มและเทน้ำที่เหลือลงบนหัว

“เขาชื่อ ‘มู่เหลย’ เป็นลูกศิษย์คนโตของอาจารย์” โบเดนตอบด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา

เซี่ยเฟยเคยได้ยินมานานแล้วว่าพอตเตอร์มีลูกศิษย์ทั้งหมด 4 คน แต่ลูกศิษย์ของเขา 3 คนเลือกที่จะจากไปด้วยเหตุผลบางอย่าง เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมในตอนนี้มู่เหลยถึงกลับมาที่นี่

เมื่อมู่เหลยได้เดินมาถึงเซี่ยเฟยกับโบเดนเขาก็ถูมือที่กางเกงของเขาอย่างต่อเนื่องราวกับว่าเขากำลังรู้สึกประหม่า

ตึก!

โบเดนวางแก้วน้ำลงบนแผ่นเหล็กอย่างรุนแรงพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเย็นชา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าต่อไปโดยไม่สนใจการมีตัวตนของมู่เหลยเลย

เมื่อมู่เหลยเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรของโบเดน มันก็ทำให้เขาแสดงสีหน้าออกมาอย่างน่าเกลียด

“สวัสดีครับ ผมชื่อเซี่ยเฟยเป็นเด็กใหม่” เซี่ยเฟยเอ่ยแนะนำตัวกับมู่เหลยด้วยรอยยิ้ม

สาเหตุที่เซี่ยเฟยตัดสินใจแบบนี้นั่นก็เพราะถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าในอดีตพวกเขามีปัญหาอะไรกัน แต่เมื่อชายอ้วนคนนี้เลือกที่จะกลับมายังอู่ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังพบเจอกับปัญหา มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าชายคนนี้ยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ของเขากับพอตเตอร์อยู่

“สวัสดีฉันชื่อมู่เหลย ฉันเป็น…เอ่อ..เป็น...” มู่เหลยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกัก

“ลุงพอตเตอร์อยู่ในห้องทำงานกับลูน่าครับ” เซี่ยเฟยยิ้มพร้อมกับชี้นิ้วไปยังห้องทำงาน

เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเฟยมู่เหลยก็ยืนลังเลอยู่สักพัก ก่อนเขาที่จะหยิบคีมอเนกประสงค์ขึ้นมาจากพื้นแล้วเดินเข้าไปซ่อมยานตรงหน้า

ถึงแม้ว่ามู่เหลยจะเข้าร่วมการซ่อมยานลำนี้เป็นครั้งแรกและต้องรับช่วงต่อจากงานของคนอื่น แต่เขาก็สามารถที่จะมองเห็นปัญหาของตัวยานและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็บ่งบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของเขาได้อย่างชัดเจน

ในระหว่างการทำงานมู่เหลยถือได้ว่าเป็นช่างฝีมือที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แม้แต่สกรูนิรภัยแกนยาวที่แต่เดิมต้องใช้เวลาขันให้แน่นค่อนข้างนาน แต่เมื่อมู่เหลยเป็นคนจัดการมันก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานเท่านั้น

ลักษณะการทำงานของโบเดนกับมู่เหลยถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โบเดนจะเป็นคนที่ละเอียดปราณีตเพราะไม่ว่าจะเป็นงานอะไรเขามักที่จะใช้เวลาจัดการมันอย่างช้า ๆ และพิถีพิถัน ในขณะที่มู่เหลยจะจัดการกับปัญหาด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้วยความช่วยเหลือของมู่เหลย มันก็ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเซี่ยเฟยและโบเดนได้มาก

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่พอตเตอร์ได้มาปรากฏตัวในเวิร์กช็อป ขณะที่เขาจ้องมองไปยังมู่เหลยที่กำลังทำงานอย่างหนักด้วยความซาบซึ้งและดูเหมือนว่าเขาจะมีหยาดน้ำตาปรากฏอยู่ที่หางตาเล็กน้อย

เมื่อมู่เหลยได้หันไปเจอพอตเตอร์ เขาก็รีบหยุดงาน ยืนตรงพร้อมกับแอบซ่อนคีมอเนกประสงค์ไว้ข้างหลัง

“ผม… เอ่อ… คือผม…” มู่เหลยพูดตะกุกตะกักอยู่นานแต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกล่าวไปว่า

“ผมฝากภรรยาและลูก ๆ ไว้ที่บ้านพ่อแม่ของผมแล้วครับ”

เมื่อพอตเตอร์ได้ยินคำอธิบายของมู่เหลยเขาก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย จากนั้นเขาก็พยักหน้ารับแล้วเดินหันหลังกลับไปยังห้องทำงาน

โบเดนตัดสินใจวางเครื่องมือภายในมือพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ และถามมู่เหลยว่า

“พี่สะใภ้สบายดีไหม?”

สีหน้าของมู่เหลยเปลี่ยนไปเป็นตื่นเต้น, ดีใจและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน จากนั้นเขาก็พยักหน้าให้กับโบเดนพร้อมกับพูดออกไปเบา ๆ ว่า

“เธอกำลังจะคลอดแล้ว”

เมื่อได้ยินดังนั้นโบเดนก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนและก้มหน้าก้มตาทำงานของเขาต่อไป ขณะที่มู่เหลยก็แอบซับน้ำตาแล้วเข้าทำงานอีกครั้ง

สถานการณ์นี้มันแสดงได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่มู่เหลยได้รู้เรื่องปัญหาของอู่ เขาก็รีบจัดการเรื่องครอบครัวอย่างรวดเร็วแล้วมุ่งหน้ามาที่นี่โดยไม่ลังเล

แต่สิ่งที่เซี่ยเฟยไม่เคยคาดคิดนั่นก็คือ หลังจากนั้นอีก 1 ชั่วโมงต่อมามันก็มีรถรับส่งอีกคันมาจอดบริเวณด้านหน้าอู่และมันก็ปรากฏชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบาง สวมหมวกเบสบอลและไว้หนวดเดินเข้ามา

นี่คือลูกศิษย์คนที่ 3 ของพอตเตอร์ที่มีชื่อว่า ‘คอลลินส์’

ทันที่ทีที่มาถึงลูกศิษย์คนนี้ก็ถอดเสื้อนอกของเขาแล้วพุ่งเข้าไปซ่อมยานทันทีเช่นเดียวกับศิษย์พี่ของเขา

ประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันของคนสี่คนนั้นสูงกว่าการทำงานเพียงแค่สองคนอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นทั้งมู่เหลยและคอลลินส์ต่างก็ทำงานได้อย่างเชี่ยวชาญทำให้ความคืบหน้าในการซ่อมยานมีความคืบหน้าใกล้เคียงแผนเดิมแล้ว

ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน มันก็มีย่านลำหนึ่งเข้ามาจอดในพื้นที่ด้านข้างอู่และมีเด็กหนุ่มอายุประมาณ 20 ปีที่มีคิ้วหนาตาโตเดินเข้ามา

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยนอกเสียจากเซียวเทียนลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดของพอตเตอร์และเป็นคนเดียวกันกับที่เซี่ยเฟยเคยเจอในตลาดมืดนั่นเอง

เซียวเทียนได้ละทิ้งการทำงานด้านการซ่อมบำรุงไปนานแล้ว แต่เขาก็ยังคงเก็บชุดทำงานที่เขาเคยใช้เอาไว้เป็นอย่างดี

เมื่อสวมชุดทำงานเรียบร้อยแล้วเซียวเทียนก็เหมือนกับพี่น้องคนอื่นที่มุ่งหน้าตรงไปซ่อมยานทันที

ภายในหนึ่งวันที่อู่ของพอตเตอร์ได้เจอวิกฤต มันก็ทำให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ของเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าในอดีตพวกเขาจะเลือกเดินออกไปจากอู่แห่งนี้ แต่เหตุการณ์ในวันนี้มันก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า ถึงแม้พวกเขาจะจากไปแต่หัวใจพวกเขายังอยู่ที่นี่เสมอ

เซี่ยเฟยและโบเดนนั่งลงบนพื้นพร้อมกับแก้วน้ำในมือขณะที่จ้องมองไปยังมู่เหลย, คอลลินส์และเซียวเทียนที่กำลังทำงานอย่างแข็งขัน

โบเดนได้เผยรอยยิ้มที่หายากบนใบหน้าของเขาออกมาและท่าทางของเขาก็ดูมีความสุขมาก

แม้แต่สุนัขเฒ่าประจำอู่ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากที่นอนไปยังประตูเวิร์กช็อปและนอนลงบนพื้น พร้อมกับใช้ดวงตาที่ฝ้าฟางของมันจ้องมองไปยัง 4 พี่น้องอย่างพึงพอใจ

เมื่อหลายปีก่อนชิงชิงได้เฝ้ามอง 4 พี่น้องทำงานร่วมกันแบบนี้ในทุก ๆ วัน สำหรับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตภาพตรงหน้าก็ทำให้มันหวนคิดกลับไปถึงฉากเก่า ๆ ในวันวานอีกครั้ง

ขณะเดียวกันซ่งซานชายชราคนพิการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำอาหารก็นำหม้อใบใหญ่ที่บรรจุซุปกลิ่นหอมฉุยออกมาเสิร์ฟด้วยรอยยิ้ม

เซี่ยเฟยเคยได้ชิมรสชาติของซุปชนิดนี้มาก่อน ซึ่งมันก็คือซุปหวานประจำท้องถิ่นที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว

จากนั้นซ่งซานก็วางถ้วยน้ำซุปใบเล็กให้ชิงชิง ซึ่งก่อนหน้านี้ 2-3 วันสุนัขเฒ่ามักจะปฏิเสธอาหารทุกชนิดและเลือกที่จะนอนอยู่เฉย ๆ เท่านั้น แต่ในวันนี้มันกลับเลือกที่จะกินซุปหมดจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว

“มา ๆ พวกเรามาทานซุปหวานด้วยกันเถอะ!” ซ่งซานกล่าวกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม

มู่เหลยและเซียวเทียนเผยรอยยิ้มกล่าวทักทายซ่งซานอย่างสนิทสนม ซึ่งมันก็ทำให้ชายชราไม่อาจซ่อนความสุขที่เผยออกมาจากใบหน้าของเขาได้ เขาจึงเล่าเรื่องในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่นานหลังจากที่พระอาทิตย์ได้ตกดิน ด้วยการที่ 4 พี่น้องได้กลับมาร่วมมือร่วมแรงกันอย่างใกล้ชิด ทำให้งานของวันนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ถ้าหากมันมีเพียงแต่เซี่ยเฟยและโบเดนแค่สองคน แม้ว่าพวกเขาจะทำงานกันข้ามวันข้ามคืน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถจะทำงานได้คืบหน้าขนาดนี้

พอตเตอร์เดินออกมาจากห้องทำงานและยืนมองดูใบหน้าที่คุ้นเคยตรงหน้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“ทุกคนพักที่นี่แล้วคืนนี้เรามาดื่มด้วยกันเถอะ!”

เหล่า 4 พี่น้องเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้ากันอย่างรวดเร็ว

แต่จู่ ๆ ชิงชิงก็ยืนขึ้นและส่งเสียงเห่าอย่างดุร้ายไปทางทิศเหนือของอู่ แต่ด้วยการที่มันเป็นเพียงแค่หมาแก่ เสียงคำรามของมันจึงฟังดูคล้ายกับเสียงครางเบา ๆ

จากนั้นมันก็วิ่งไปทางทิศเหนือด้วยความว่องไวพร้อมกับส่งเสียงร้องคำรามไปด้วย

ท่าทีของชิงชิงทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจเพราะพวกเขาไม่พบความผิดปกติอะไรแม้แต่นิดเดียว แต่สุนัขตัวนี้กลับทำท่าทางราวกับว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้มันโกรธมาก

ตู้ม!

ทันใดนั้นมันก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นมาจากทางทิศเหนือ ก่อนที่เปลวไฟจะลุกโชนขึ้นไปบนท้องฟ้า

เรือรบที่จอดอยู่ทางด้านเหนือของอู่ระเบิด!

การระเบิดครั้งนี้ได้ทำลายกระจกของอู่ทันทีและทำให้ยานอวกาศหลายลำตกลงพื้นเนื่องจากคลื่นกระแทกที่รุนแรง

ทุกคนรีบวิ่งออกไปพร้อมกับอุปกรณ์ดับเพลิง โชคดีที่ไฟยังไม่ได้ลามไปมากนัก พวกเขาจึงใช้เวลาดับไฟแค่เพียงไม่นาน ซึ่งมันก็หลงเหลือเพียงกลิ่นไหม้เกรียมที่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณ

“ฝีมือไอ้แก่เคแน่ ๆ ฉันจะไปจัดการมันเอง!” เซียวเทียนตะโกนออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับเขวี้ยงเครื่องดับเพลิงในมือลงไปบนพื้นและรีบวิ่งไปที่ยานอวกาศของเขา

“ฉันไปด้วย!” คอลลินส์คำรามออกมาเสียงดังแล้วเดินตามเซียวเทียนออกไป

“จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้น!” พอตเตอร์กล่าวออกมาอย่างเย็นชา

เซียวเทียนและคอลลินส์ถึงกับหยุดชะงักอยู่กับที่หลังจากได้ยินคำพูดของพอตเตอร์ ซึ่งภายในแววตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“พวกเราไม่ได้เจอกันมานานแล้ว วันนี้พักผ่อนซะแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกัน” พอตเตอร์กล่าวหลังจากที่เงียบไปสักพัก

เซี่ยเฟยไม่ได้ให้ความสนใจกับการกระทำของคนเหล่านี้มากนัก เพราะเขาได้สังเกตเห็นว่าชิงชิงกำลังนอนอยู่บนพื้นอย่างไม่ขยับเขยื้อน เขาจึงเดินเข้าไปหาสุนัขเฒ่าและเอามือแตะจมูกของมัน ก่อนจะพบว่ามันได้จากโลกนี้ไปแล้ว

การระเบิดเมื่อสักครู่ทำให้มีชิ้นส่วนของยานอวกาศกระเด็นพุ่งเข้าใส่หัวใจของมันและท้ายที่สุดหมาแก่ผู้น่าสงสารตัวนี้ก็ได้ตายภายใต้ความจงรักภักดี

“แกอ่อนแอขนาดนี้แล้วจะรีบวิ่งมาทำไม…” เซี่ยเฟยพูดออกมาเบา ๆ ขณะที่ลูบหัวของชิงชิงไปด้วย

เหล่าฝูงชนเดินเข้ามาล้อมรอบชิงชิงอย่างเงียบ ๆ และแม้แต่มู่เหลยที่พยายามเก็บความรู้สึกก็อดที่จะหลั่งน้ำตาออกมาไม่ได้

ทุกคนช่วยกันขุดหลุมฝังศพให้มันในบริเวณด้านหน้าของอู่เนื่องจากมันเป็นสถานที่โปรดที่หมาเฒ่าตัวนี้มักที่จะมานอนเล่นเป็นประจำ

หลังจากจัดการเรื่องศพของชิงชิงเรียบร้อยแล้วพอตเตอร์ก็เดินเข้ามาตบไหล่เซี่ยเฟยเบา ๆ พร้อมกับกล่าวว่า

“มาเถอะ มาคุยกันที่ห้องทำงานฉันหน่อย”

“ลุงพอตเตอร์วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะพักไวหน่อยได้ไหมครับ?” เซี่ยเฟยกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้า

“วันนี้นายทำงานหนักจริง ๆ งั้นนายไปพักเถอะ” พอตเตอร์กล่าวพร้อมกับพยักหน้า

เมื่อเซี่ยเฟยกลับมายังที่พักเขาก็รีบอาบน้ำและสวมชุดต่อสู้วินด์ชาโดว์พร้อมกับผูกเชสซิ่งไลท์ไว้ที่แขนขวาอย่างแน่นหนา

ในตอนนี้มันยังเหลืออีก 2 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดกับซันนี่ เซี่ยเฟยจึงนอนรออยู่บนเตียงขณะที่เงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดานและพูดกับตัวเองว่า

“ไอ้แก่เค! แม้แต่หมาเฒ่าใกล้ตายแกก็ไม่คิดที่จะปล่อยมันไปใช่ไหม?”

***************

ใครฆ่าหมากู…มึงตาย!!!

โทษๆๆ อินบทไปหน่อย

จบบทที่ ตอนที่ 70: ศิษย์อาจารย์และหมาแก่

คัดลอกลิงก์แล้ว