เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 35: อุปกรณ์ระดับลีเจนด์

ตอนที่ 35: อุปกรณ์ระดับลีเจนด์

ตอนที่ 35: อุปกรณ์ระดับลีเจนด์


ตอนที่ 35: อุปกรณ์ระดับลีเจนด์

“ฉันจำอาวุธชิ้นนี้ได้! มันเป็นอาวุธที่มีชื่อว่าเชสซิ่งไลท์!!” อันธร้องอุทานหลังจากที่ได้เห็นภาพของดาบกล

“เชสซิ่งไลท์?!” เซี่ยเฟยอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจหลังจากที่ได้ยินชื่อของมัน

“เชสซิ่งไลท์เป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกลุ่มช่างฝีมือในดาวเคราะที่มีชื่อว่าทาร์มาเนีย ว่ากันว่าการสร้างอาวุธชนิดนี้ขึ้นมาซักชิ้นหนึ่งจำเป็นจะต้องใช้ช่างฝีมือชั้นยอด 3 คนทำงานร่วมกันตลอดทั้งปี นอกจากนี้เพียงแค่วัตถุดิบสำหรับการผลิตตัวดาบเพียงอย่างเดียวก็มีราคามากกว่า 100 ล้านสตาร์คอยน์” อันธกล่าวอธิบาย

ความจริงที่ว่ามันจำเป็นจะต้องใช้ช่างฝีมือชั้นยอด 3 คนทำงานร่วมกันตลอดทั้งปีก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่าการผลิตอาวุธชิ้นนี้มีความซับซ้อนมากเพียงใด

“แล้วมันอยู่ระดับอะไร” เซี่ยเฟยถาม

“ระดับลีเจนด์!” อันธประกาศออกไปอย่างหนักแน่น

คุณภาพของอาวุธอุปกรณ์จะเพิ่มขึ้นไปตามระดับ แน่นอนว่ายิ่งอาวุธอุปกรณ์เหล่านี้มีระดับที่สูงมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ราคาและประสิทธิภาพของพวกมันก็จะยิ่งสูงขึ้นไปมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันระดับความสามารถของเซี่ยเฟยอยู่เพียงแค่ระดับสตาร์เบสขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าหากว่าเขาได้มีโอกาสครอบครองอาวุธระดับลีเจนด์มันก็จะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก

ถึงแม้ว่าระดับของชุดต่อสู้วินด์ชาโดว์มาร์คโฟร์จะอยู่ในระดับสตาร์ริเวอร์แต่ประสิทธิภาพของมันก็สามารถเทียบชั้นกับอุปกรณ์ระดับลีเจนด์ขั้นกลางได้ ดังนั้นถ้าหากว่าเขาได้รับเชสซิ่งไลท์มาเสริมอาวุธอุปกรณ์ที่เขาได้สวมใส่ก็จะทำให้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับลีเจนด์ที่แท้จริงก็ยังต้องรู้สึกอิจฉา

อาวุธอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นนี้ไม่เพียงแต่จะมีระดับที่สูงมากเท่านั้นแต่พวกมันยังเป็นอาวุธอุปกรณ์ที่หาได้ยากมากอีกด้วย โดยเชสซิ่งไลท์เป็นอาวุธทำมือโดยสมบูรณ์ ขณะที่ชุดต่อสู้วินด์ชาโดว์มาร์คโฟร์ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบตามธรรมชาติเกือบ 100% การได้ครอบครองพวกมันก็เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็ใฝ่ฝัน!

“ระดับลีเจนด์! แบบนี้ราคาของมันก็จะต้องสูงมากเลยใช่ไหม” เซี่ยเฟยกล่าวถาม

“คิคิ ถ้าเป็นเมื่อก่อนใครที่ต้องการจะซื้อเชสซิ่งไลท์ก็จะต้องใช้เงินมากกว่า 200 ล้านสตาร์คอยน์ แต่ในตอนนี้เทคโนโลยีในการผลิตเชสซิ่งไลท์ได้หายสาบสูญไปแล้วซึ่งฉันก็คิดว่าราคาของมันสมควรที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก”

“200 ล้านสตาร์คอยน์!” เซี่ยเฟยรู้สึกเบิกบานภายในใจเพราะชายวัยกลางคนคนนั้นต้องการที่จะขายเชสซิ่งไลท์ออกไปในราคาเพียงแค่ 6 ล้านสตาร์คอยน์เท่านั้น ซึ่งการที่เขาสามารถซื้ออาวุธราคา 200 ล้านสตาร์คอยน์ได้ในราคานี้มันก็ไม่ต่างไปจากการที่เขาได้รับอาวุธมาฟรี ๆ!

“ฉันต้องการที่จะซื้ออาวุธเล่มนี้ ไม่ทราบว่าคุณต้องการจะขายมันในราคาเท่าไหร่” เซี่ยเฟยกล่าวถามชายวัยกลางคน

เมื่อได้ยินคำตอบจากเซี่ยเฟยชายวัยกลางคนก็รู้สึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะก่อนที่เขาจะได้มาเจอกับเซี่ยเฟยเขาได้รับการปฏิเสธจากพ่อค้าอาวุธเกือบทุกคน โดยมันมีพ่อค้าอาวุธที่เต็มใจจะซื้อเชสซิ่งไลท์เพียงแค่คนเดียวแต่พ่อค้าคนนั้นก็ต้องการที่จะซื้อมันในราคาเพียงแค่ 50,000 สตาร์คอยน์

แท้ที่จริงแล้วพ่อค้าพวกนั้นก็ไม่ได้พูดผิดไปซะทีเดียว เพราะเชสซิ่งไลท์เป็นอาวุธที่ไม่ได้มีราคา 6 ล้านสตาร์คอยน์จริง ๆ แต่มันเป็นอาวุธที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านสตาร์คอยน์!

ความแตกต่างระหว่างเงินจำนวน 200 ล้านสตาร์คอยน์กับ 6 ล้านสตาร์คอยน์เป็นการประหยัดเงินไปมากกว่า 30 เท่า ซึ่งเซี่ยเฟยก็ต้องรู้สึกขอบคุณพ่อค้าพวกนั้นที่ไม่ได้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของอาวุธเล่มนี้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะต้องใช้เงินไม่น้อยไปกว่า 200 ล้านสตาร์คอยน์เขาจึงจะสามารถซื้ออาวุธที่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเชสซิ่งไลท์ได้

“ซัก 6 ล้านสตาร์คอยน์เป็นยังไง” ชายวัยกลางคนกล่าวถามออกมาด้วยความไม่แน่ใจ

เมื่อได้ยินราคาเซี่ยเฟยก็แสร้งทำเป็นรู้สึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะท้ายที่สุดมนุษย์ก็มีความโลภที่ไม่แน่นอน ดังนั้นถ้าหากว่าเขายอมตกลงซื้อในราคานี้ทันทีอีกฝ่ายก็คงจะเชื่อว่าราคาสินค้าที่เขาได้ตั้งเอาไว้เป็นราคาที่ต่ำมากจนเกินไปและมันก็จะทำให้เขารู้สึกขาดทุนจากการขายสินค้าดังกล่าว

“ดาบเล่มนี้ค่อนข้างเก่าฉันคิดว่ามันไม่ควรมีราคาที่สูงมากถึงขนาดนั้น” เซี่ยเฟยส่ายหัวไปมาพร้อมกับแสดงสีหน้าออกมาอย่างลำบากใจ

คำตอบของเซี่ยเฟยทำให้หัวใจของชายวัยกลางคนเต้นระรัวขึ้นมาด้วยความวิตกกังวล เพราะเขากลัวว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะปฏิเสธที่จะซื้ออาวุธชิ้นนี้ไป

“เอาล่ะฉันคงทำได้เพียงแต่โทษตัวเองที่รู้สึกถูกใจอาวุธเล่มนี้มาก ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะแพงไปสักหน่อยแต่ฉันก็ตกลงที่จะซื้อมัน” เซี่ยเฟยแสร้งทำเป็นคิดพิจารณาเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะตอบตกลง

คำตอบของเซี่ยเฟยทำให้ชายวัยกลางคนรู้สึกโล่งใจแล้วมันก็ทำให้เขาได้เผยรอยยิ้มอันหายากของเขาออกมา

—--

ไม่ว่าอาวุธอุปกรณ์จะทรงพลังขนาดไหนแต่พวกมันก็ยังจำเป็นที่จะต้องการใครสักคนที่จะใช้งานพวกมัน ดังนั้นไม่ว่าใครจะมีความสามารถมากมายขนาดไหนแต่พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องฝึกใช้อาวุธของพวกเขาจนชำนาญเช่นกัน

เซี่ยเฟยมีความเข้าใจแนวความคิดในเรื่องนี้เป็นอย่างดีและมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุก ๆ วัน โดยในตอนแรกเขาได้ใช้เวลาในการฝึกฝนเพียงแค่ 6 ชั่วโมงต่อวัน แต่ในปัจจุบันเขาได้ใช้เวลาในการฝึกฝนเป็นเวลานานกว่า 16 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว

นอกเหนือจากการนอนหลับพักผ่อนแล้วเซี่ยเฟยได้ใช้เวลาทุกวินาทีในการฝึกฝน ซึ่งแม้แต่ในระหว่างการกินอาหารเขาก็ยังไม่หยุดพักผ่อนเลยแม้แต่วินาทีเดียว

การฝึกฝนอันบ้าคลั่ง!

การฝึกฝนอันไม่หยุดหย่อน!

นอกเหนือจากการฝึกวิชาพลางจิตและเล่ห์สังหารแล้วเซี่ยเฟยยังเพิ่มการฝึกฝนวิชามนตราอสูรเข้าไปในกิจวัตรประจำวันของเขาด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนสารานุกรมของสัตว์อสูรตั้งแต่สัตว์ป่าทั่วไปไปจนถึงอสูรร้ายที่พบได้ในจักรวาล ซึ่งในบันทึกมีข้อมูลของสัตว์แปลก ๆ อยู่เป็นจำนวนมากและสัตว์ในบันทึกบางชนิดก็เป็นสัตว์ที่แม้แต่อันธก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ

นอกจากนั้นในหนังสือยังอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจซึ่งกันและกันจนทำให้ในที่สุดพวกเขาจะสามารถทำสัญญาวิญญาณได้และกลายเป็นอสูรรับใช้ที่ภักดีตลอดกาล

การฝึกฝนมนตราอสูรถูกแบ่งออกเป็น 9 ขั้นซึ่งผู้ฝึกจะสามารถเปิดใช้เนตรวิญญาณอสูรได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ฝึกไปจนถึงขั้นที่ 3

ในตอนนั้นผู้ฝึกจะสามารถใช้ตาทั้งสองของตนเองในการสังเกตเปลวไฟวิญญาณของสัตว์อสูรได้โดยตรง ซึ่งสีของเปลวไฟจะสามารถบ่งบอกได้ถึงนิสัย, สุขภาพหรือแม้แต่อารมณ์ของพวกมัน

ขณะเดียวกันผู้ฝึกจะสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ฝึกฝนไปจนถึงขั้นที่ 6 ซึ่งทันทีที่ผู้ฝึกได้ทำสัญญากับสัตว์อสูร พวกเขาจะสามารถเชื่อมต่อความคิดซึ่งกันและกันและสามารถสื่อสารผ่านจิตสำนึกได้โดยตรง

เมื่อสัตว์อสูรได้ทำสัญญาพวกมันก็จะมีความจงรักภักดีต่อเจ้านายของพวกมันไปชั่วนิรันดร์ ถ้าหากว่าเจ้านายของพวกมันเสียชีวิตลงสัตว์อสูรเหล่านี้ก็จะยินยอมเสียชีวิตตามเจ้านายของพวกมันไปเช่นกัน

หากผู้ฝึกสามารถฝึกฝนไปจนถึงขั้นที่ 9 พวกเขาก็จะสามารถสั่งการสัตว์อสูรในอวกาศได้และสามารถที่จะสร้างกองทัพสัตว์อสูรขึ้นมาเป็นของตัวเอง

น่าเสียดายที่จารึกมนตราอสูรที่เซี่ยเฟยได้รับมาไม่ใช่บันทึกฉบับสมบูรณ์ มันจึงทำให้ภายในบันทึกมีการระบุวิธีการฝึกฝนจนถึงขั้นที่ 6 ของมนตราอสูรเท่านั้น

เซี่ยเฟยคิดว่าจารึกมนตราอสูรที่เขาได้รับมาน่าจะเป็นเพียงแค่ฉบับคัดลอก มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ภายในบันทึกขาดมนตร์ที่สำคัญใน 3 ขั้นตอนสุดท้ายไป

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแต่มนตราอสูรเพียงแค่ 6 ขั้นมันก็มากเกินพอที่จะทำให้เซี่ยเฟยประสบความสำเร็จอย่างรุ่งโรจน์ถ้าหากว่าเขาสามารถฝึกใช้งานพวกมันได้อย่างช่ำชอง

หลังจากเซี่ยเฟยได้ฝึกฝนจนครบตามตารางที่เขาได้ตั้งเอาไว้ ชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องด้วยเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเหงื่อโชก

ต่อมาชายหนุ่มก็ดื่มน้ำเปล่าจำนวน 6 แก้วเข้าไปติดต่อกันก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงไปบนโซฟาด้วยความอ่อนเพลียและพยายามที่จะถ่างตาทั้งสองข้างไม่ให้ปิดลง

“การฝึกมนตราอสูรเป็นยังไงบ้าง” อันธถามขณะที่เขาปรากฏตัวขึ้นตรงบริเวณมุมห้อง

“ฉันเพิ่งฝึกได้เพียงแค่ขั้นแรก” เซี่ยเฟยกล่าวพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด

“อืม” อันธพยักหน้ารับอย่างภูมิใจ เพราะท้ายที่สุดมนตราอสูรก็เป็นวิชาที่จำเป็นจะต้องใช้การรับรู้ทางสายตาและกระแสจิตอย่างพร้อมเพรียงกัน มันจึงเป็นหนึ่งในวิชาที่ฝึกฝนได้ยากลำบากมาก

ด้วยเหตุนี้ความจริงที่ว่าเซี่ยเฟยสามารถฝึกฝนขั้นแรกได้สำเร็จด้วยตัวเองภายในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจแล้ว

ท้ายที่สุดการมีอาจารย์คอยชี้แนะกับการพยายามคลำทางด้วยตัวเองก็เป็นเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์ของเซี่ยเฟยก็ดังขึ้น

“เซี่ยเฟยรับสาย ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร?”

“ฉันชื่อโบซิงวาเป็นรองคณะกรรมการสำหรับการประเมินระดับวิกฤตของสมาพันธ์จัสทิส” เสียงอันหนักแน่นตอบกลับมาจากปลายสาย

“ไม่ทราบว่าคุณโทรมาทำไมอย่างนั้นหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวถามพร้อมกับขมวดคิ้วเพราะเขาก็ไม่รู้ว่ารองคณะกรรมการของการประเมินจะโทรมาหาเขาทำไม

“ในเดือนมิถุนายนปีหน้าจะมีการจัดงานประเมินของสมาพันธ์จัสทิสบนโลกขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในเวลานั้นก็จะทำการคัดเลือกจัสทิสฝึกหัดเป็นจำนวน 3 คนเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่ามันจะเป็นการประเมินในระดับปลอดภัย ฉันโทรมาเพื่อแนะนำให้คุณรอทำการประเมินในปีหน้าจะดีกว่า คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมการประเมินระดับวิกฤตในปีนี้หรอก” โบซิงวากล่าวอธิบาย

“คุณรองคณะกรรมการ ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าผมจะเข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้ไปแล้ว ถ้าหากว่าผมไม่สามารถผ่านการประเมินครั้งนี้ไปได้ ผมจะลงทะเบียนเข้าร่วมการประเมินในปีหน้าอย่างแน่นอน” เซี่ยเฟยกล่าวตอบพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ

เมื่อได้ยินคำตอบจากเซี่ยเฟยเสียงของอีกฝ่ายก็มีอาการตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำตอบของเซี่ยเฟยไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

“คุณได้อ่านรายละเอียดล่าสุดเกี่ยวกับการประเมินในครั้งนี้แล้วใช่ไหม ว่ามันได้มีการเลื่อนระดับการประเมินไปอยู่ในระดับวิกฤต?”

“ผมอ่านแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวตอบ

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่มีอะไรจำเป็นจะต้องแจ้งคุณแล้ว ตอนนี้ผู้ลงทะเบียนจากดาวโลกมีเพียงแค่ 2 คนคือคุณกับเซียวรั่วหยู ฉันขอให้พวกคุณทั้งสองคนโชคดี”

“เซียวรั่วหยู? นั่นมันชื่อของผู้หญิงรึเปล่า” เซี่ยเฟยพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เขาวางสายไป

แต่ในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังรู้สึกสงสัยในตัวตนของเซียวรั่วหยูอยู่นั่นเองสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์บนโต๊ะก็ดังขึ้น ซึ่งมันเป็นสัญญาณว่าการประมูลของร้านมาสเตอร์พีชในรอบแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

***************

ใครอ่ะ? ผู้หญิงด้วย!

จบบทที่ ตอนที่ 35: อุปกรณ์ระดับลีเจนด์

คัดลอกลิงก์แล้ว