เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 – มาคารวะท่านปู่เสียดี ๆ

บทที่ 6 – มาคารวะท่านปู่เสียดี ๆ

บทที่ 6 – มาคารวะท่านปู่เสียดี ๆ


ของสิ่งนี้ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?

จิตใจของเฉินฮั่นสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ในสายตาของเขาขณะนี้ เหลือเพียงกริชหักเล่มนั้น

มันเป็นมีดสั้นทรงโบราณที่สั้นกะทัดรัด ตัวมีดหักเฉียง รอยหักขรุขระไม่สม่ำเสมอ

แต่ความสนใจทั้งหมดของเขากลับไปอยู่ที่ด้ามจับท่อนนั้น

บนด้ามจับสั้น ๆ มีเส้นไหมพันรอบอยู่ น่าจะเป็นการพันเพื่อกันลื่นในสมัยนั้น

เส้นไหมสีขาวหม่นถูกเสียดสีจนเป็นมันวาว ไม่เกิดคราบไคลห่อหุ้ม และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เฉินฮั่นมองเห็นมันได้ในทันที

ข้อมูลชุดหนึ่งที่เข้าใจยากปรากฏขึ้นในสมองของเฉินฮั่น

ภาพกู่ฉิน (พิณจีนโบราณ) สองคันลอยเด่นขึ้นมา ทำให้เขาเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยดีดพวกมันมากับมือ

เทียนเฟิง!

เฟยเฉวียน!

การปรากฏของชื่อทั้งสอง ทำให้เฉินฮั่นเกิดความรู้แจ้ง

สุดยอดกู่ฉินสมัยราชวงศ์ถังทั้งสองคันนี้ หลีเจี่ย อาจารย์ของเขาเคยดีดหนึ่งในนั้นด้วยตนเอง

ตามตำนานเล่าว่ากู่ฉิน 'เทียนเฟิง' ตกไปอยู่ในมือของท่านอ๋องหลู่ฮวาง หรือจูถาน และสุดท้ายถูกใช้ฝังร่วมไปในสุสานพร้อมกับพระองค์

เฉินฮั่นเคยอ่านเจอเรื่องราวช่วงนี้ในหนังสือ

ในทศวรรษที่ 70 หลังจากสุสานอ๋องหลู่ฮวางถูกขุดค้น ก็พบกู่ฉินเทียนเฟิงอันล้ำค่าอยู่ในนั้นจริง ๆ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์มณฑลซานตง

ส่วนอีกคันที่ชื่อ 'เฟยเฉวียน' กลับหายสาบสูญไปจากโลกพร้อมกับอาจารย์ของเขา

เส้นไหมที่พันอยู่รอบด้ามกริชตรงหน้า แท้จริงแล้วคือ 'ไหมศักดิ์สิทธิ์'!

บนสุดยอดกู่ฉินทั้งสองคันนั้น ล้วนใช้สายที่ทำจากไหมชนิดนี้ทั้งสิ้น

ไหมศักดิ์สิทธิ์หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร สูญพันธุ์ไปตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือแล้ว

ร่ำลือกันว่าสายพิณที่ทำจากเส้นไหมศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้ น้ำไฟทำลายไม่ได้ สามารถรองรับน้ำหนักได้นับพันชั่ง

ความเหนียวทนทานหาใดเปรียบ ดีดแล้วเสียงดังกังวานราวกับเสียงสวรรค์ ลอยไปไกลได้หลายลี้

ในอดีตมีพระเถระชั้นสูงรูปหนึ่งดีดพิณใต้ต้นไม้ เสียงพิณได้ยินไปไกลหลายลี้ สิ่งที่ใช้ก็คือสายพิณไหมศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดเส้นนี้เอง

เฉินฮั่นกดความตื่นเต้นในใจลง แสร้งทำเป็นเดินเล่นเข้าไปที่แผงอย่างไม่ใส่ใจ

เจ้าของแผงเป็นชายวัยกลางคนท่าทางซื่อ ๆ ยิ้มและพยักหน้าให้เฉินฮั่น เป็นเชิงบอกให้เลือกดูได้ตามสบาย

หลังจากนั่งยอง ๆ ลงแล้ว เฉินฮั่นก็หยิบหนังสติ๊กที่มีคราบไคลหนาเตอะขึ้นมาหมุนเล่นในมือเป็นอันดับแรก

หนังสติ๊กไม้ด้ามนี้ ถ้าไม่ผ่านการใช้งานมาหลายสิบปีคงไม่มีสภาพแบบนี้ น่าจะเป็นของช่วงยุคสร้างชาติ

"ขายยังไงครับ?"

"สามร้อย"

เจ้าของแผงฉีกยิ้ม เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย บ่งบอกว่าเป็นคนสูบบุหรี่จัด

เฉินฮั่นวางหนังสติ๊กลง แล้วหยิบกริชหักเล่มนั้นขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ แม้อยู่ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ แต่สัมผัสของเส้นไหมนั้นกลับยังคงเย็นเฉียบ

หัวใจเฉินฮั่นเต้นรัว เป็นสายพิณไหมศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ด้วย!

"แล้วอันนี้ล่ะครับ?"

"ร้อยแปดสิบ"

"หักหมดแล้ว แปดสิบขายไหมครับ?"

"เพิ่มให้อีกหน่อยเถอะน่า"

เจ้าของแผงเชิดคางขึ้น เจรจาต่อรอง

เฉินฮั่นหยิบโทรศัพท์ออกมา สแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายไปหนึ่งร้อยหยวน

เจ้าของแผงยิ้มแก้มปริ ยกมือไหว้ขอบคุณ เพิ่งตั้งแผงก็เปิดบิลได้แล้ว ถือเป็นลางดี

เก็บกริชเรียบร้อย เฉินฮั่นลุกขึ้น การซื้อขายเสร็จสิ้น

ในตอนนั้นเอง เสียงเป็ดแตกหนุ่มของเจ้ากรรมนายเวร ก็ดังขึ้นจากด้านหลังเขาอีกครั้ง

"ฮ่าฮ่าฮ่า เฉินฮั่น หัวหน้าห้องเฉิน นายคงไม่คิดจะเอาไอ้นี่ไปส่งงานหรอกนะ?"

"ควักตังค์ตั้งร้อยหยวน ซื้อมีดหัก ๆ มาเล่มหนึ่ง แถมยังแหว่งไปท่อนหนึ่งอีก ฮ่าฮ่าฮ่า..."

"นี่เพื่อน ฉันได้ข่าวว่ารอบนี้มีคนจากต่างสถาบันมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย ถึงตอนนั้นนายอย่าทำพวกเราขายหน้าล่ะ!"

เฉินฮั่นทำหน้านิ่ง เมินเฉยต่อการแสดงของนายน้อยเย่โดยสิ้นเชิง

เขาแทบรอไม่ไหวที่จะแกะเอาเส้นไหมออกมาแล้ว

เมื่อเดินออกจากแผง เขาไม่คิดจะเดินดูอะไรต่อ ในใจตอนนี้มีแต่กริชหักเล่มนั้น

บนด้ามจับพันไว้กี่เส้น ยังตัดสินได้ยาก

คนแบบไหนกัน ถึงได้เอาไหมศักดิ์สิทธิ์ที่ล้ำค่าหายากระดับโลก มาพันด้ามมีดสั้น?

ปัญหานี้คงหาคำตอบไม่ได้แล้ว เว้นแต่จะรู้ว่าเจ้าของกริชเล่มนี้เป็นใคร แต่นั่นเป็นเรื่องยากอย่างเห็นได้ชัด

แต่ก็ช่างเถอะ

การได้ครอบครองไหมศักดิ์สิทธิ์ ก็ถือเป็น 'ของหลุด' ที่สะเทือนเลือนลั่นแล้ว

เฉินฮั่นประเมินได้เลยว่า หากนำของวิเศษระดับนี้เข้าประมูลหลังจากผ่านการตรวจสอบแล้ว ราคาคงประเมินค่าไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับตระกูลนักดนตรีกู่ฉิน ของสิ่งนี้คือวัตถุเทพเจ้าชัด ๆ!

เมื่อมีไหมศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ สำหรับวันเปิดเทอมในวันพรุ่งนี้ เฉินฮั่นก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง

เขามั่นใจ ว่าสามารถบดขยี้ทุกคนในคณะได้อย่างราบคาบแน่นอน

ส่วนการพิสูจน์ไหมศักดิ์สิทธิ์นั้นง่ายมาก เผาไฟ ฟันด้วยมีด ทดสอบแรงดึง เส้นไหมที่ทนทานผ่านการทดสอบเหล่านี้มาได้ ย่อมเป็นของวิเศษแน่นอน!

อีกทั้งยังมีข้อมูลกู่ฉินเทียนเฟิงของพิพิธภัณฑ์มณฑลซานตงมาช่วยยืนยัน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนตาถึง

...

หลังจากออกจากพันเหอหยวน เฉินฮั่นก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับมหาวิทยาลัยโดยตรง

การจากกันตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ทำให้เขาคิดถึงเพื่อนร่วมหอพักอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ยังรู้สึกตื่นเต้นเล็ก ๆ ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นกลับมากันหรือยัง

ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยจิงตูอิงไฉ อยู่รอบนอกวงแหวนที่ห้า

ตอนที่กลับจากพันเหอหยวนมาถึงมหาวิทยาลัย ก็ตรงกับเวลาอาหารเที่ยงพอดี

เฉินฮั่นแบกเป้ใบยักษ์ ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูหอพัก ก็ได้ยินเสียงเพลงร็อกดังกระหึ่มออกมาจากข้างใน

ต้องเป็นเหรินหมิงหมิงกลับมาแล้วแน่ ๆ มีแต่หมอนี่แหละที่ชอบทำหอพักให้เป็นสถานที่ปาร์ตี้

หอพักเรียงลำดับตามอายุ พี่น้องสี่คน เฉินฮั่นเป็นพี่รอง

เหรินหมิงหมิงเป็นน้องสาม หน้าตาหล่อเหลา เป็นคนท้องถิ่นจิงตู ที่บ้านทำธุรกิจของเก่า เลยส่งเขามาเรียนคณะนี้

เขามีนิสัยชอบคุยโม้ตามสไตล์คนจิงตู ฝีปากลื่นไหลเป็นไฟ

โตมาในเมืองที่มีบรรยากาศทางวัฒนธรรมเข้มข้น และยังเป็นแฟนเพลงตัวยง

ทันทีที่เฉินฮั่นผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมฉุยของหม้อไฟก็ปะทะหน้า

เห็นคนสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่กลางห้อง มีเก้าอี้วางอยู่สี่ตัว บนนั้นมีหม้อไฟแบบอุ่นร้อนในตัวสามกล่องกำลังส่งควันฉุย

"เชี่ย พี่รองเฉินกลับมาแล้ว!"

ร่างหนึ่งที่ดูบึกบึนใหญ่โตดั่งหมี กำลังกินจนเหงื่อท่วมแก้มมันแผล็บ ตะโกนเสียงดังจนเศษอาหารในปากกระเด็นกระดอน

ไอ้หมอนี่ชื่อเจิ้งเหลย อายุน้อยสุดเลยเป็นน้องเล็ก แต่ตัวใหญ่ล่ำสันที่สุด

บ้านอยู่มณฑลชิงไห่ ถ้าพูดแบบตลก ๆ ก็คือเด็กแถวนั้นขี่หมาป่าไปโรงเรียนกันทั้งนั้น นิสัยดิบเถื่อนพอตัว

ตอนเข้าเรียนใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่พี่ใหญ่อย่างฟู่หย่งที่เคยมีเรื่องด้วย เฉินฮั่นเองก็เคยลงไม้ลงมือกับหมอนี่ เรียกว่าไม่ตีกันไม่รู้จัก

เหรินหมิงหมิงที่กำลังซดน้ำซุปจนหน้าแดงลุกขึ้นไปปิดลำโพง แล้วโวยวายเสียงดัง "รีบเลย ๆ รอแกอยู่คนเดียวเนี่ย แกมาถึงจิงตูตั้งแต่เมื่อวานไม่ใช่เหรอ สารภาพมาซะดี ๆ เมื่อคืนไปทำอะไรมา!"

เฉินฮั่นวางเป้ลง แล้วกลอกตา "หมิงหมิง แกจะเถื่อนน้อยลงหน่อยได้ไหม พี่น่ะเป็นหนุ่มน้อยผู้บริสุทธิ์นะเว้ย"

พี่ใหญ่ฟู่หย่งหัวเราะร่า ชูกระป๋องเบียร์ขึ้น

"เจ้ารองรีบมาเลย ทั้งปิดเทอมไม่ได้ชนกันสักกระป๋อง คันไม้คันมือจะแย่"

เฉินฮั่นรับคำ นั่งลงที่ขอบเตียง

ฟู่หย่งเป็นพี่ใหญ่ หน้าตาดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุมรักพวกพ้อง เหมือนกับเฉินฮั่นตรงที่ไม่ใช่คนจิงตู

ปกติพูดน้อย แต่พอเหล้าเข้าปากก็พูดเปิดอกคุยได้ทุกเรื่อง

ท่ามกลางบรรยากาศที่คุ้นเคย เฉินฮั่นเปิดกระป๋องเบียร์เย็นเจี๊ยบดังแกร๊ก เบียร์จิงเฉิงที่ถูกที่สุด รสชาติที่ห่างหายไปนาน

ยังไม่ทันจะได้กรอกเข้าปาก ทันใดนั้นประตูหอพักก็ถูกผลักเปิดออก

ร่างระหงดูทะมัดทะแมงปรากฏขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงใส ๆ ของหญิงสาวที่ดังลั่นห้อง

"เก่งนักนะเฉินฮั่น กลับมาแล้วก็ไม่ยอมไปคารวะท่านปู่คนนี้เสียหน่อย!"

"ถ้าข้าไม่ได้วางสายลับไว้ ก็คงไม่รู้สินะว่าแกกลับมาแล้ว!"

"บอกมา จะรับโทษยังไง!"

[จบบท]

จบบทที่ บทที่ 6 – มาคารวะท่านปู่เสียดี ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว