- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ผมมีระบบดึงทักษะจากเกมมาใช้ในโลกจริง
- บทที่ 21 การพังทลายของกำแพงความเข้มแข็ง
บทที่ 21 การพังทลายของกำแพงความเข้มแข็ง
บทที่ 21 การพังทลายของกำแพงความเข้มแข็ง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โจวอวี่เฉินทำอาหารเสร็จและเดินไปเรียกเสิ่นจิ้งอวิ๋นกับเสี่ยวเยว่เยว่ในห้องนอนให้มาทานอาหาร
เมื่อเห็นเสี่ยวเยว่เยว่เทตุ๊กตาภูตบุปผาทั้งสามสิบหกตัวออกมาวางเรียงรายเกลื่อนพื้น โจวอวี่เฉินก็อดยิ้มไม่ได้ "คนเก่งของพ่อ เล่นจัดเต็มขนาดนี้เลยเหรอครับ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นหันมามองค้อน "ก็คุณเล่นซื้อมาให้แกซะเยอะแยะขนาดนี้ไงคะ"
โจวอวี่เฉินรีบแก้ตัว "ผมกำลังคิดว่าซื้อมาน้อยไปต่างหาก พื้นห้องยังเหลือที่ว่างอีกตั้งเยอะแน่ะ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นถึงกับส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
มื้อบ่ายวันนี้มีกับข้าวสามอย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง ได้แก่ เนื้อตุ๋นหัวไชเท้า, มันฝรั่งบด, เนื้อผัดขึ้นฉ่าย และซุปเต้าหู้
เมื่อเห็นเส้นเต้าหู้ที่ซอยละเอียดราวกับเส้นผมลอยอยู่ในซุป เสิ่นจิ้งอวิ๋นก็อดถามไม่ได้ "นี่ใช่ ซุปเต้าหู้เหวินซือ เมนูขึ้นชื่อจากงานเลี้ยงรับรองผู้นำประเทศหรือเปล่าคะ"
โจวอวี่เฉินพยักหน้า "ใช่ครับ อาหารเจียงซูมีจุดเด่นที่รสชาติกลมกล่อม เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบและคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก เหมาะสำหรับเด็กๆ มากที่สุดครับ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นแซว "มื้อเที่ยงมีปลาแมนดารินกระรอก มื้อบ่ายมีซุปเต้าหู้เหวินซือ งั้นมื้อต่อไปคงเป็นผักกาดขาวตุ๋นน้ำใส กับพระกระโดดกำแพงแล้วล่ะมั้งคะเนี่ย"
โจวอวี่เฉินหัวเราะร่วน "ตราบใดที่คุณอยากทาน ผมก็ทำให้ได้ทุกเมนูแหละครับ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นชูนิ้วโป้งให้ "คุณนี่สุดยอดจริงๆ ค่ะ"
ตอนนี้เธอไม่มีข้อกังขาใดๆ ในฝีมือการทำอาหารของโจวอวี่เฉินอีกแล้ว มีแต่ความทึ่งและประทับใจล้วนๆ
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เสี่ยวเยว่เยว่ก็ซดซุปเต้าหู้เหวินซือในชามจนหมดเกลี้ยง "คุณพ่อคะ หนูขอเติมอีกชามค่ะ"
โจวอวี่เฉินรับชามเปล่ามาแล้วยิ้ม "ยัยหมูน้อยเอ๊ย"
เสี่ยวเยว่เยว่แลบลิ้นปลิ้นตาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
หลังมื้ออาหาร โจวอวี่เฉินและเสิ่นจิ้งอวิ๋นพาเสี่ยวเยว่เยว่ลงมาเดินย่อยที่สวนส่วนกลางของคอนโด
เมื่อเห็นเด็กๆ หลายคนกำลังเล่นสไลเดอร์กันอย่างสนุกสนาน เสี่ยวเยว่เยว่ก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ "คุณแม่คะ หนูไปเล่นสไลเดอร์กับเพื่อนๆ ได้ไหมคะ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนโยน "ไปสิจ๊ะ"
เสี่ยวเยว่เยว่ร้องดีใจและวิ่งไปรวมกลุ่มกับเด็กคนอื่นๆ ทันที ไม่นานนักเธอก็กลมกลืนเข้ากับกลุ่มเพื่อนใหม่ เสียงหัวเราะสดใสของเธอดังแว่วมาเป็นระยะๆ
เสิ่นจิ้งอวิ๋นทอดสายตามองต้นไม้เขียวขจีและสนามหญ้ากว้างใหญ่รอบตัว พลางเอ่ยชม "บรรยากาศที่นี่ดีกว่าแถวบ้านฉันมากเลยค่ะ"
โจวอวี่เฉินเอ่ยขึ้น "ถ้าคุณไม่รังเกียจ คุณกับเสี่ยวเยว่เยว่ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกันก็ได้นะครับ"
นัยน์ตาคู่สวยของเสิ่นจิ้งอวิ๋นเป็นประกาย เธอแกล้งหยอก "จะชวนมาอยู่ก่อนแต่งเหรอคะ"
โจวอวี่เฉินตอบหน้านิ่ง "ที่คอนโดนี้มีห้องว่างให้เช่าอยู่สามห้องครับ ความตั้งใจของผมคือ ให้คุณกับลูกพักอยู่ที่ห้องนี้ ส่วนผมจะไปเช่าอีกห้องหนึ่ง"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นถามด้วยความสงสัย "ตกลงคุณทำงานอะไรกันแน่คะ ฉันรู้สึกว่าคุณรวยมากเลย"
โจวอวี่เฉินส่ายหน้า "ตอนนี้ผมมีเงินติดตัวอยู่แค่สองล้านหยวน แต่เป็นหนี้คนอื่นอยู่อีกสิบเก้าล้านหยวน ซึ่งสิบล้านในนั้นเป็นหนี้นอกระบบด้วยครับ แต่ผมมั่นใจว่าภายในสามวัน ผมจะใช้หนี้ทั้งหมดได้ แถมยังจะซื้อคอนโดห้องนี้ที่ราคา 45 ล้านหยวนได้ด้วยครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นจิ้งอวิ๋นก็เดาอาชีพของโจวอวี่เฉินได้ทันที "งานสายการเงินสินะคะ"
โจวอวี่เฉินเอ่ยชม "คุณฉลาดมากครับ ตอนนี้ผมกำลังลงทุนในฟิวเจอร์สน้ำมันดิบอยู่"
คิ้วเรียวของเสิ่นจิ้งอวิ๋นขมวดเข้าหากัน "คุณกำลังเล่นพนันนี่คะ"
โจวอวี่เฉินตอบ "คนที่ทำงานสายการเงินทุกคนก็คือนักพนันทั้งนั้นแหละครับ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นจ้องมองโจวอวี่เฉินด้วยสายตาจริงจัง "แล้วถ้าคุณแพ้พนันล่ะคะ"
โจวอวี่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนที่คุณเจอผม ผมไม่มีเงินติดตัวแม้แต่ร้อยหยวนด้วยซ้ำ ถ้าแพ้พนัน อย่างมากผมก็แค่กลับไปจนตรอกเหมือนเดิม"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นถามด้วยความไม่เข้าใจ "ทำไมคุณถึงต้องดิ้นรนขนาดนี้ด้วยคะ"
โจวอวี่เฉินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า "ผมไม่มีพื้นฐานครอบครัว ไม่มีเงินทุน ถ้าอยากจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผมก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินทุนก้อนแรกมา"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นแย้ง "หางานมั่นคงทำไม่ดีกว่าเหรอคะ"
รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปากของโจวอวี่เฉิน "นับตั้งแต่ผมติดคุก จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว ตลอด 5 ปีนี้ ผมไม่เคยกลับไปเหยียบที่บ้านเกิดเลย คุณรู้ไหมว่าทำไม"
ไม่รอให้เสิ่นจิ้งอวิ๋นตอบ โจวอวี่เฉินก็พูดต่อ "เพราะผมกลัวครับ ฮ่าฮ่า ผมไม่ได้จะโอ้อวดนะ แต่ตั้งแต่จำความได้ ผมก็เป็น ‘ลูกชาวบ้าน’ ที่ทุกคนเอาไปเปรียบเทียบมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นตอนประถม มัธยมต้น หรือมัธยมปลาย ไม่ว่าจะสอบเล็กหรือสอบใหญ่ ผมก็ได้ที่หนึ่งของโรงเรียนมาตลอด สร้างความภาคภูมิใจให้พ่อแม่ ส่วนน้องสาวก็มองผมเป็นไอดอลมาตลอด"
"แต่ตอนนี้ ผมไม่ได้เป็นนักเรียนหัวกะทิของมหาวิทยาลัยอวิ๋นไห่อีกแล้ว ผมกลายเป็นอาชญากรที่ติดคุกข้อหาทำร้ายร่างกาย คุณคงนึกภาพออกใช่ไหมว่าพ่อแม่ของผมจะต้องทนรับคำนินทาว่าร้ายขนาดไหน และตัวผมเองก็เปลี่ยนจาก ‘ลูกชาวบ้าน’ ที่ใครๆ ก็ชื่นชม กลายเป็น ‘ตัวอย่างที่ไม่ดี’ ที่ใครๆ ก็เอาไปสอนลูกสอนหลาน"
"ถ้าผมซมซานกลับไปในสภาพนี้ เรื่องที่เพิ่งจะซาลงก็คงจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นขี้ปากชาวบ้านอีก พ่อแม่ผมก็จะต้องทนทุกข์กับคำครหาเป็นครั้งที่สอง"
"ฮ่าฮ่า ตัวผมเองน่ะ ไม่ว่าจะต้องทนรับความอยุติธรรม ถูกด่าทอ หรือแม้แต่ถูกทุบตี ผมก็ทนได้ทั้งนั้น แต่ผมทนไม่ได้ที่จะเห็นพ่อแม่ต้องมาอับอายขายหน้าเพราะผม นี่คือจุดยืนสุดท้ายของผม"
"ดังนั้น มีเพียงการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและกลับไปอย่างสมเกียรติเท่านั้น ที่จะช่วยล้างมลทินและกู้คืนศักดิ์ศรีให้กับพ่อแม่ของผมได้"
ท้ายประโยค น้ำเสียงของโจวอวี่เฉินเริ่มสั่นเครือ แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว แววตาของเขาแน่วแน่และเปี่ยมไปด้วยพลัง
เสิ่นจิ้งอวิ๋นไม่เคยคาดคิดเลยว่า โจวอวี่เฉินผู้ซึ่งดูสุขุมและมั่นคงมาตลอด จะต้องแบกรับความเจ็บปวดที่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ ความรู้สึกสงสารจับใจพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว "คุณ... คิดถึงพวกเขาไหมคะ"
ร่างของโจวอวี่เฉินสั่นสะท้าน คลื่นแห่งความคะนึงหาอันรุนแรงถาโถมเข้าใส่ราวกับพายุคลั่ง แม้ว่าความรู้สึกเหล่านี้จะมาจากเจ้าของร่างเดิม แต่โจวอวี่เฉินก็สัมผัสถึงมันได้อย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้งของหัวใจ
น้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ไหลรินอาบสองแก้ม
"ขอโทษนะ ผมขอตัวก่อน"
กำแพงความเข้มแข็งของโจวอวี่เฉินพังทลายลงในที่สุด เขาไม่อยากให้ใครเห็น "ความอ่อนแอ" ของตัวเอง จึงก้มหน้าลง หมุนตัว และรีบก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นจิ้งอวิ๋นมองตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและโศกเศร้าของเขา พลางทอดถอนใจ
สักพัก เสี่ยวเยว่เยว่ที่วิ่งเล่นจนเหงื่อท่วมตัวก็วิ่งกลับมาถาม "คุณแม่คะ คุณพ่อไปไหนแล้วล่ะคะ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นตอบ "คุณพ่อกลับบ้านไปแล้วจ้ะ ถึงเวลาที่เราต้องกลับบ้านกันแล้วเหมือนกัน"
เสี่ยวเยว่เยว่ถามอย่างมีความหวัง "กลับบ้านหลังไหนคะ"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นตอบอย่างตัดบท "ก็ต้องเป็นบ้านหลังเดิมของเราสิจ๊ะ"
เสี่ยวเยว่เยว่ทำปากยื่น "เราไปอยู่บ้านคุณพ่อไม่ได้เหรอคะ..."
"ไม่ได้จ้ะ"
เมื่อเห็นสีหน้าหงอยเหงาและผิดหวังของลูกสาว เสิ่นจิ้งอวิ๋นก็ใจอ่อน "เอาเป็นว่า ในวันธรรมดาหนูอยู่บ้านเรา แต่คืนวันศุกร์กับวันเสาร์ แม่จะให้หนูไปค้างที่บ้านคุณพ่อก็แล้วกัน แต่เฉพาะวันหยุดนะ วันธรรมดาที่ต้องไปโรงเรียนไม่ได้นะจ๊ะ"
ดวงตาของเสี่ยวเยว่เยว่เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอพยักหน้าหงึกหงัก "ตกลงค่ะ!"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะโทรหาโจวอวี่เฉิน แต่แล้วเสียงริงโทนก็ดังขึ้นจากที่ไม่ไกลนัก
โจวอวี่เฉินยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเธอ ในมือถือถุงเชอร์รี่ เขากำลังยืนมองสองแม่ลูกด้วยรอยยิ้ม
ในเวลานี้ อารมณ์ของเขากลับมาเป็นปกติเรียบร้อยแล้ว
"คุณพ่อ!" เสี่ยวเยว่เยว่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหาเขาทันที
โจวอวี่เฉินกลัวว่าลูกจะหกล้ม จึงรีบวิ่งเข้าไปรับและอุ้มเธอขึ้นมา
"คุณพ่อคะ หนูมีข่าวดีจะบอกค่ะ! คุณแม่อนุญาตให้หนูมาค้างกับคุณพ่อในคืนวันศุกร์กับวันเสาร์ได้แล้วนะคะ"
"จริงเหรอครับ ดีใจจังเลย!"
"อ๊ะ คุณพ่อซื้ออะไรมาเหรอคะ"
"นี่คือเชอร์รี่ครับ เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านแล้ว หนูแบ่งกับคุณแม่คนละครึ่งนะ ถ้าหนูชอบ วันหลังคุณพ่อจะซื้อมาให้อีกบ่อยๆ เลย"
เสี่ยวเยว่เยว่หอมแก้มโจวอวี่เฉินฟอดใหญ่ "ขอบคุณค่ะคุณพ่อ คุณพ่อเป็นคุณพ่อที่ใจดีที่สุดในโลกเลย!"
เสิ่นจิ้งอวิ๋นที่เดินตามมา บ่นอุบอิบ "เชอร์รี่กิโลละตั้งสองร้อยกว่าหยวน ถุงนี้อย่างน้อยก็เป็นพันหยวนแล้วนะ คุณนี่ใช้เงินเก่งจริงๆ"
โจวอวี่เฉินยิ้ม "เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ ขอแค่เสี่ยวเยว่เยว่ชอบก็พอแล้ว ป่ะ เดี๋ยวผมพาพวกคุณไปลงทะเบียนป้ายทะเบียนรถที่ป้อมยามหน้าโครงการก่อน"
ไม่นานนัก รถของเสิ่นจิ้งอวิ๋นก็ได้รับการลงทะเบียนเข้าออกโครงการเรียบร้อย