- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 57 ความอยากรู้อยากเห็นกับความเป็นจริง
บทที่ 57 ความอยากรู้อยากเห็นกับความเป็นจริง
บทที่ 57 ความอยากรู้อยากเห็นกับความเป็นจริง
หลี่เหยียนผู้แสนจะรู้ความ เดินไปส่งอู่เจียงพร้อมจ่ายค่ารถล่วงหน้า ซื้อของกินกลับมาดูแลหลิวเจ๋อเผิงที่ห้องเช่า
เพราะกลัวผลข้างเคียงจากการรักษา หลิวเจ๋อเผิงเลยบอกที่บ้านว่ามีภารกิจด่วน วางแผนจะค้างที่ห้องเช่าสักพัก
แต่หลี่เหยียนเป็นลูกรักบ้านตระกูลหลี่ ขืนไม่กลับบ้าน รองอธิบดีพันคงพลิกเมืองฉางเฟิงหาแน่ๆ
"เอ็งกลับไปเถอะ ข้าไม่เป็นไร เดี๋ยวเก็บกวาดให้ก่อนไป"
"ผมมีเรื่องอยากปรึกษาอาหน่อยครับ"
หลิวเจ๋อเผิงกำลังกินเกี๊ยวที่หลี่เหยียนซื้อมา ปากไม่ว่าง เลยส่งสายตาให้พูดมา
"เรื่องระดับสี่ขึ้นไป อู่เจียงเลี่ยงไม่ตอบมาหลายรอบแล้ว อาหลิวไม่สนิทกับเขา คงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนโกหกไม่เป็น ผมเลยคิดว่าต้องมีความลับใหญ่ซ่อนอยู่แน่!"
หลิวเจ๋อเผิงมองบน กลืนเกี๊ยวลงคอ ลดชามลงนิดหน่อยแล้วพูด "ก็แหงสิ เอ็งรู้ไหมว่าถ้าวัดตามระบบพวกเอ็ง ระดับสี่มีกี่คน? ที่ลงทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีไม่ถึงพัน แถมสองในสิบโดนขังอยู่ในโรงพยาบาลบ้ากับคุกพิเศษ"
หลี่เหยียนขมวดคิ้วคิดตามแล้วส่ายหน้า "ไม่น่าใช่ ระดับสี่ที่อากับผมเข้าใจ น่าจะไม่เหมือนกัน"
"ไม่เหมือนยังไง? เอ็งเคยบอกเองนี่ ว่าครึ่งหลังของระดับสี่ พลังที่ตื่นรู้จะมีคุณสมบัติคอนเซ็ปต์ พวกนี้คงมีไม่เยอะ ต่อให้มีก็คงเป็นความลับ แต่พวกที่เก่งกว่าข้า แต่อ่อนกว่าพวกคอนเซ็ปต์ ก็น่าจะราวๆ พันคนนั่นแหละ"
หลี่เหยียนคิดแล้วก็ยังส่ายหน้า "อู่เจียงเปิดสัมผัสวิญญาณค้างไว้ตลอด เขาเคยบอกว่าหลายปีมานี้ ไม่เคยเห็นระดับสี่เลยสักคนเดียวนะครับ นี่รวมทั้งคนที่เดินผ่านไปมา คนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และคนที่เห็นแวบๆ ตอนนั่งรถข้ามเมือง ฐานข้อมูลกว้างมาก... ฟางจิ่วเพิ่งถึงระดับสี่หลังจากนั้นเอง"
"งั้นลองบอกมาซิว่าระดับสี่ช่วงต้นมันระดับไหน?"
หลี่เหยียนนึกถึงทุกอย่างที่เคยคุยกับอู่เจียง พักใหญ่ถึงได้คำตอบ "หดตัว เขาเคยบอกว่าพอเข้าระดับสี่ การรั่วไหลของอนุภาควิญญาณที่รุนแรงตอนระดับสองกับสาม จะหดตัวลง เขายกตัวอย่างเรื่องสระว่ายน้ำคลาสสิก สรุปคือระดับสี่หลอมรวมครั้งเดียว มานาอยู่ได้ครึ่งเดือนไม่หมด"
ที่แท้ก็คืออาการนั้น!!!
หลิวเจ๋อเผิงอ้าปากค้างทั้งที่ยังมีเกี๊ยวอยู่ในปาก พักใหญ่ถึงหุบปากแล้วเคี้ยวต่อ
เขาสังเกตฟางจิ่วมาหลายครั้ง ครั้งแรกดูธรรมดาๆ พอๆ กับเพื่อนร่วมทีมสืบสวนวิญญาณ ครั้งที่สอง พลังในสายตาสัมผัสวิญญาณของฟางจิ่วอ่อนลงจนแทบไม่ต่างจากนักเรียนในโรงเรียน
ปรากฏการณ์นี้บอกตรงๆ ว่าผิดสังเกตมาก เขาจับพิรุธได้ทันที แต่คิดมาตลอดว่าเป็นการอำพรางจากพลังบางอย่าง ในเมื่อฟางจิ่วส่งจิตมุ่งร้ายผ่านสายตาวิญญาณได้ การจะตื่นรู้พลังสายจิตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่แท้มันคือปรากฏการณ์ธรรมชาติของการเข้าระดับสี่ หลิวเจ๋อเผิงนึกย้อนอดีต นอกจากฟางจิ่ว เขาคงเคยเห็นแค่คนเดียว
คนคนนั้นคือคนที่เขาเจอตอนไปประเมินพลังวิญญาณที่มณฑลเฟิงหลินเมื่อสองปีครึ่งก่อน
ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่านั่นคือระดับสี่ แค่เห็นอินธนูยศสูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น เลยจำได้
แต่ก็ฟันธงไม่ได้ เพราะในกรมตำรวจมีคนไม่มีพลังวิญญาณเป็นหัวหน้าเยอะแยะ งานภาคสนามเสี่ยงกว่า เลยต้องการคนที่ตื่นรู้พลังแล้วมากกว่า
"ทำไมถึงเอาการหดตัวของการรั่วไหลมาเป็นเส้นแบ่งระดับ?"
"น่าจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง การประยุกต์ใช้ 'มวล พลังงาน วิญญาณ' คือกุญแจสำคัญของระดับสี่ เป็นไปได้ไหมว่าในเมื่อครึ่งหลังของระดับสี่ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง ครึ่งแรกก็น่าจะเริ่มจับทางได้บ้างแล้ว และความเข้าใจนี้ทำให้การรั่วไหลหดตัวลง?"
"การเปลี่ยนแปลง... สินะ"
คอนเซ็ปต์นี้อู่เจียงไม่ได้คิดเอง หลิวเจ๋อเผิงพอเข้าใจได้
ถ้าวัดตามระบบของเด็กสองคนนี้ ความแข็งแกร่งขั้นต้นของระดับสี่เกินคาดไปหน่อย เมื่อกี้พูดผิด ไม่ใช่พันคน แต่ทั้งประเทศเซิ่งเจ๋อคงไม่เกินร้อย
ตัวเลขนี้เดาจากนิตยสารสาธารณะและเอกสารภายใน ซึ่งชี้ชัดว่าสถาบันและนักวิจัยที่เข้าถึง "การเปลี่ยนแปลง" มีน้อยมาก มีแค่ไม่กี่ทีมที่ตีพิมพ์บทความเรื่องนี้ และทั้งหมดเป็นห้องแล็บระดับชาติ
รัฐบาลจ่ายหนัก ไม่ขี้เหนียว ถ้าเก่งจริง บ้านราคาหลายล้านก็แจกให้ฟรีๆ จะเหนื่อยไปปล้นธนาคารทำไม นอนรอรับเงินเดือนสบายๆ นานๆ ทีก็ให้ความร่วมมือทำงานวิจัยบ้างก็พอ
ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ ระดับสี่ที่ไม่ได้เป็นอาชญากรและลงทะเบียนไว้ อย่างน้อยเกินครึ่งน่าจะทำงานในสถาบันวิจัย ตำรวจ หรือทหาร
ดูจากจำนวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ก็รู้เลยว่าระดับสี่หายากมาก
"อาหลิว... อาหลิว!"
"เอ่อ โทษที เหม่อไปหน่อย ว่ามา"
"อู่เจียงบอกว่ารอให้ผมถึงระดับสาม ค่อยเล่าเรื่องระดับสี่ให้ฟัง ทำเอาผมคันใจยิบๆ อาพอรู้เรื่องบ้างไหมครับ?"
หลิวเจ๋อเผิงวางชามเกี๊ยวที่กินหมดแล้วบนโต๊ะข้างเตียงแก้เก้อ "ข้าพอรู้คดีอาญาใหญ่ๆ สองคดีที่น่าจะเกิดจากระดับสี่ แต่พลังจริงๆ คืออะไร ฝึกถึงระดับสี่ได้ยังไง ข้าคงรู้ไม่มากกว่าเอ็งหรอก"
"อ้าว ปิดบังกันเกินไปหรือเปล่าครับ?"
"เคยคุยกับเพื่อนร่วมงาน ทุกคนมองว่ายังไม่ถึงเวลา หรือไม่ก็ติดขัดเรื่องงานวิจัยบางอย่าง"
หลี่เหยียนหน้ามุ่ย นึกถึงข้อสันนิษฐานของตัวเอง "เป็นไปได้ไหมว่าแนวทางการวิจัยมันผิด?"
"หา?" หลิวเจ๋อเผิงเกาหลังคอ มองหลี่เหยียนแล้วส่ายหน้า "ข้าไม่กล้าวิจารณ์พวกหัวกะทิในศูนย์วิจัยหรอก ลองบอกมาสิ ทำไมเอ็งถึงคิดว่าพวกนั้นมาผิดทางกันหมด?"
"ผมไม่มีหลักฐาน แต่จากที่รู้จักอู่เจียง เขาดูมั่นใจว่าผมจะไปถึงระดับสี่ได้ ทั้งที่ผมรู้ตัวดีว่าพรสวรรค์หลอมรวมของผมไม่ได้โดดเด่นกว่าเพื่อนในห้องเลย" เล่าข้อมูลพื้นฐานจบก็เริ่มวิเคราะห์ "ผมว่ามีสองทาง หนึ่ง สำหรับอู่เจียง ปั้นคนให้ถึงระดับสี่ไม่ใช่เรื่องยาก สอง ขีดจำกัดของระดับสี่ไม่ได้สูงอย่างที่คิด แค่เรายังหาวิธีที่ถูกไม่เจอ"
หลิวเจ๋อเผิงฟังจบส่ายหน้า "เอ็งคิดง่ายไป เมื่อกี้เพิ่งพูดเองว่าระดับสี่หลอมรวมครั้งเดียวอยู่ได้ครึ่งเดือนไม่หมดมานา ทั้งความแรงพลังและปริมาณมานาเหนือกว่าตำรวจวิญญาณอย่างพวกเราแบบทิ้งห่าง ถ้าเปิดเผยวิธีฝึก สังคมปั่นป่วนแน่ แค่พวกเอ็งเรียนวิชาพื้นฐานมาปีกว่า วิธีฝึกที่หลุดรอดไปถึงคนนอกก็ทำพวกข้างานล้นมือแล้ว ผลกระทบของระดับสี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่อให้มีวิธีนี้อยู่จริง ก็ต้องถูกเก็บเป็นความลับขั้นสูงสุด"
"อ้าว งั้นถ้าตามช่องทางปกติ ก็หมดหวังถึงระดับสี่แล้วสิครับ?"
"ไม่รู้จะหมดหวังไหม แต่สองสามปีนี้คงไม่ได้หรอก อาจต้องรอพวกรุ่นแรกเรียนจบ เข้ามาทำงานในกรมตำรวจ ถึงจะมีหวังผ่อนปรนบ้าง"
บางเรื่องไม่ต้องพูดตรงๆ ตำรวจได้เรียนวิธีฝึกพลังวิญญาณก่อนนักเรียนประมาณสองปี ทหารยิ่งเร็วกว่านั้นอีก
ไม่แปลกหรอก เพราะทางการต้องสร้างกองกำลังรักษาความสงบไปพร้อมๆ กัน จะรอให้มีคนตายเป็นเบือ วันละหลายๆ รอบจนรับมือไม่ไหว แล้วค่อยมาหาทางแก้ก็คงไม่ทัน
ศักยภาพของบุคลากรในกรมตำรวจตอนนี้ถูกเค้นจนหมดแม็กแล้ว ขนาดผู้ช่วยตำรวจที่มีแววยังได้บรรจุเป็นตัวจริง แต่ถึงจะเสริมกำลังยังไง จำนวนตำรวจก็เทียบกับประชาชนไม่ได้ วันหนึ่งกองกำลังผู้ใช้พลังวิญญาณโดยรวมจะต้องโดนแซงหน้าแน่ ตำรวจเลยต้องการเลือดใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นระบบตั้งแต่เล็ก ซึ่งมีศักยภาพมากกว่า
เห็นหลี่เหยียนทำหน้าหงอย หลิวเจ๋อเผิงก็ปลอบ "ที่อู่เจียงเชื่อว่าเอ็งจะไปถึงระดับสี่ได้ ก็ถือเป็นโอกาสของเอ็ง ไม่แน่ถึงตอนนั้น พ่อเอ็งกับพวกข้าอาจต้องพึ่งข้อมูลจากเอ็งถึงจะนอนหลับสบายก็ได้"
"เข้าใจครับ ผมตั้งใจจะเข้าโรงเรียนเดียวกับอู่เจียง"
"ต้องจับตาดูไว้ให้ดี ความปลอดภัยของเอ็งน่ะเรื่องเล็ก อย่าปล่อยให้มันเดินผิดทาง ไม่งั้นเดือดร้อนกันหมดแน่"
หลี่เหยียนกะพริบตาปริบๆ กลั้นใจไม่เล่าเรื่อง 'ผ่าสวรรค์' อาหลิวน่าจะเคยเห็นเอกสารนั้นแล้ว แค่ยังไม่ได้โยงมาที่อู่เจียงเท่านั้น
"รับทราบครับ งั้นผมกลับก่อนนะอา"