- หน้าแรก
- ใครว่าอาชีพช่างกลกระจอก
- บทที่ 174 “คำว่าหยุดยิง” ของเจิ้งมู่
บทที่ 174 “คำว่าหยุดยิง” ของเจิ้งมู่
บทที่ 174 “คำว่าหยุดยิง” ของเจิ้งมู่
บทที่ 174 “คำว่าหยุดยิง” ของเจิ้งมู่
“พวกแกหมายความว่ายังไงกันแน่?! พวกแกชาวมังกรบุกเข้ามาในเมืองหลวงของเรา ฆ่า ปล้น เผา ย่ำยีไปทั่ว แล้วเรายังไม่มีสิทธิ์ตอบโต้อีกเหรอ?!”
เสียงคำรามของกษัตริย์ไทยดังก้องราวฟ้าผ่า เครื่องประดับในท้องพระโรงสะเทือนระรัวไปตามแรงโทสะนั้น
แต่ท่านหลีเพียงแย้มยิ้มบาง ๆ ไม่แม้จะตอบสักคำ ก่อนเสียงคำรามจากภายนอกจะดังแทรกขึ้นแทน
“ตูมมมมม!”
แรงระเบิดมหาศาลสะเทือนฟ้าดิน คลื่นพลังซัดกระแทกใส่เกราะพลังป้องกันเมืองจนสั่นสะท้าน แม้ยังไม่พังทลายแต่รอยร้าวขนาดมหึมาปรากฏให้เห็นชัดทั่วผิวนั้น
เหล่าข้าราชการและทหารต่างกรูออกมาดูด้วยสีหน้าซีดเผือด เกราะพลังครึ่งหนึ่งถูกทำลายไปแล้ว และไม่มีใครกล้าหาญพอจะพูดคำว่า “ต้านได้” แม้แต่คนเดียว
จากนั้นไม่นาน เงามืดของป้อมปราการลอยฟ้าก็ทอดตัวเหนือเมือง แท่นยิงขีปนาวุธยักษ์เริ่มกางแขนกลออกช้า ๆ เหมือนสัตว์เหล็กที่กำลังสูดหายใจก่อนคำราม
กษัตริย์ไทยหน้าเสียสิ้นเชิง รีบกัดฟันตะโกนลั่นด้วยเสียงแหบพร่า
“เรายอมรับเงื่อนไขการเจรจาของประเทศมังกรแล้ว! ขอให้กองกำลังของพวกแกหยุดยิงเดี๋ยวนี้!!”
ศูนย์บัญชาการเสิ่นตู ประเทศมังกร
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสได้ยินเสียงกษัตริย์ไทยประกาศยอมแพ้ ทุกคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
“เร็วกว่าที่คาดไว้อีก!”
แต่…คำยอมแพ้นั้น ก็มาช้าเกินไปแล้ว
เพราะบนป้อมปราการลอยฟ้า แม่ทัพเหล็กเจิ้งมู่ กลับไม่ได้ตั้งใจจะรอแม้เเต่เสี้ยววินาที
หลังจากลำแสงเลเซอร์รอบแรกถูกเกราะพลังต้านไว้ เขาก็ยังสั่งการต่ออย่างเย็นชา “เรดควีน เปิดระบบอาวุธขั้นสูงสุด ปล่อยสายธารเพลิงนรกออกไปอีกครั้ง”
จากนั้น เสียงหวีดแหลมของหัวรบก็ดังขึ้นพร้อมแสงวาบสีแดงฉาน
“ฟู้วววววววว———!!!”
ฝนเหล็กได้โปรยลงมาจากฟ้าเหมือนอัสนีแห่งวันสิ้นโลก ในพริบตา เมืองทั้งเมืองก็กลายเป็นทะเลเพลิง เสียงระเบิดดังสะท้านอย่างต่อเนื่อง
เกราะพลังสีทองของเมืองหลวงระดับ 527 ไม่อาจทนได้ รอยร้าวแตกกระจายราวกระจกแตก ก่อนจะสลายกลายเป็นฝุ่นแสงกลางอากาศ
ผู้คนที่ยังอพยพไม่ทันต่างหน้าซีดเผือด บางคนเมื่อเห็นกองทัพ “เทียนอาย” และเหล่ากลจักรสงครามโผล่ออกมาจากใต้ป้อมปราการ ก็ถึงกับทรุดเข่าลงโดยอัตโนมัติ
เพราะทุกคนรู้ดี ว่าเมืองที่กองทัพมังกรเหยียบย่ำ ย่อมไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลือรอด ไม่ว่ามนุษย์ เด็ก หรือแม้แต่สุนัขที่มีกลิ่นเครื่องแกงติดตัว...ล้วนตายทั้งหมด
ดังนั้น “การขอชีวิต” หรือ “ต่อสู้” ต่างก็จบลงด้วยคำเดียว “ตาย” สถานเดียว
เสียงหวีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วเมือง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ไม่มีใครควบคุมได้
แต่แล้ว…เงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
พร้อมเสียงประกาศอันสะเทือนฟ้าดิน
“หยุดมือ! หยุดมือเดี๋ยวนี้! แม่ทัพเจิ้งมู่! กษัตริย์ของเรายอมเจรจาแล้ว!!”
เสียงนั้นทำให้ทั้งเมืองหยุดนิ่งราวถูกสะกด เพราะเพียงเอ่ยนาม “เจิ้งมู่” หรือ เทพแห่งความพินาศ ศิวะ ก็เพียงพอให้หัวใจของผู้คนหยุดเต้นได้เเล้ว
นายพลคนที่ลอยเหนือฟ้านั้น พันผ้าไว้รอบศีรษะจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ผู้คนเรียกขานเขาว่า “หัวผ้าอ้อม” ถึงจะเป็นผู้ปลุกอาชีพเลเวล 70 แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหมื่นสายตาของกองทัพเทียนอาย หัวใจของเขาก็เต้นรัวแทบจะทะลุออกมาจากอก
ซึ่งเหล่าทหารจักรกลเหล่านี้…ก็คืออสูรที่รอดกลับมาจากนรกในดันเจี้ยนต่างมิติ กลิ่นคาวเลือดยังไม่ทันจางหายไปจากตัวของพวกเขา
เเละในตอนนี้ ด้านหลังของฉงเว่ยซาน ปีกเหล็ก “เทวทูต” ของเขาก็ได้แผ่พลังแรงดันออกมา มือที่ถือขวานยักษ์พร้อมจะฟาดลงอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะ “หัวผ้าอ้อม” รีบพุ่งเข้ามาขวางไว้ก่อน
ดวงตาเสือคู่นั้นยังแผ่แววอาฆาต แต่สุดท้ายก็ต้องยั้งไว้ เพราะเขาเองก็ต้องรอฟังคำสั่งจากเเม่ทัพเจิ้งมู่ก่อนเหมือนกัน
เหนือป้อมปราการ เจิ้งมู่ยืนลอยอยู่กลางอากาศ เขายกมือขึ้นเบา ๆ แววตาเย็นเฉียบแต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจ
เหล่าทหารเทียนอายจึงแหวกออกเป็นช่องทางให้คนของไทยบินขึ้นมา
นายพลหัวผ้าอ้อมกลืนน้ำลายฝืดคอ รู้ดีว่าหากสายตานั้นเปลี่ยนเป็นคำสั่ง เพียงชั่วพริบตาเขาก็คงจะถูกระเหยไปทั้งร่าง
ไม่นานนัก เรือบินเฟยหยุนก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมา กษัตริย์ไทยประทับอยู่เบื้องบน ทรงมองเจิ้งมู่ด้วยสายตาหวาดระแวง
เจิ้งมู่ก็มองตอบด้วยแววตาเย็นยะเยือก นี่คือชายผู้เคยสั่งบุกแดนมังกรด้วยความหยิ่งผยอง และวันนี้เขาต้องลดตัวลงมาขอเจรจาเอง
“ท่านหลีต้องการคุยกับท่านแม่ทัพเจิ้งโดยตรง!”
คำพูดนี้ดังลอดจากปากของกษัตริย์โดยตรง ทำให้เจิ้งมู่เพียงกระตุกมุมปาก แววเย้ยหยันชัดเจน
ทันใดนั้น ภาพโฮโลแกรมของท่านหลีก็ฉายขึ้นตรงหน้า
ทว่าวันนี้สีหน้าของท่านหลี่กลับแตกต่างออกไปจากเดิม ไม่มีรอยยิ้มอ่อนโยนเหลืออยู่ น้ำเสียงของเขาเย็นชาดังขึ้นอย่างเป็นทางการว่า
“แม่ทัพเจิ้งมู่ ขณะนี้รัฐบาลได้เริ่มการเจรจาหยุดยิงกับไทยแล้ว ขอให้คุณควบคุมกองทัพอย่างเข้มงวด ห้ามสร้างความขัดแย้งเพิ่มโดยพลการ!”
ได้ยินเเบบนั้น เจิ้งมู่ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่พอเห็นแววเจ้าเล่ห์แว่บผ่านในดวงตาของท่านเเวบหนึ่ง เขาก็เข้าใจทุกอย่างขึ้นมาทันที
เขายกมือทำความเคารพ ยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวว่า “รับทราบครับ ผมจะควบคุมลูกน้องอย่างเคร่งครัด ถ้าพวกไทยไม่ยั่วยุ...เราจะไม่ทำลายข้อตกลงแน่นอนครับ”
ท่านหลีพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนสัญญาณจะดับลง
กษัตริย์ไทยก็ได้ถอนหายใจโล่งอกออกมา ก่อนจะรีบสั่งให้เรือบินลดระดับลงเพื่อกลับพระราชวัง เตรียมเรียกประชุมด่วนและขอความช่วยเหลือจาก “สหรัฐอเมริกา” ที่หนุนหลังอยู่
แต่ขณะเดียวกัน บนท้องฟ้าเหนือเมือง
“ท่านแม่ทัพ! เราทะลวงเกราะพลังได้แล้ว จะให้ยืนดูเฉย ๆ เหรอ?!” ฉงเว่ยซานถามเสียงขุ่น ดวงตากลมโตมองพระราชวังทองคำที่เต็มไปด้วยสมบัติระยิบระยับตรงหน้าอย่างอดไม่ได้
ฉินจือกับเหอกวงเองก็มองตามด้วยแววตาลังเล
เเต่เจิ้งมู่กลับหัวเราะเบา ๆ ถามกลับอย่างมีนัย
“เมื่อกี้คุณว่ายังไงนะ ฉงเว่ยซาน?”
“ก็ว่า...เรา ‘ทำลายเกราะเมืองได้แล้ว’ ไงครับ?”
“อืม...” เจิ้งมู่พยักหน้าแล้วยิ้มมุมปาก
“แล้วในสงครามโลกบนดาวบลูสตาร์ เมืองไหนที่เกราะพลังแตก ก็ถือว่าเป็นเขตอะไรนะ?”
ฉินจือชะงักไป ก่อนจะเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที
“เมืองที่เกราะแตก...ก็ถือว่าเข้าสู่เขตสงครามโดยสมบูรณ์!!”
“ถูกต้อง” เจิ้งมู่ยิ้มเย็น “งั้นจะยืนงงอยู่ทำไมอีกล่ะ? ลุยสิ ‘เก็บสมบัติในสนามรบ’ ยังไงล่ะ!”
ฉงเว่ยซานกับเหอกวงที่ได้ยินเเบบนั้นก็ถึงกับมองเขาราวกับเทพเจ้าแห่ง “ความด้านหน้า” ผู้ชายคนนี้ช่างหน้าด้านได้สุดๆไปเลย
….
ภายในพระราชวังไทย
กษัตริย์และเหล่าข้าราชการที่กำลังนั่งประชุมด่วน โดยมีป้อมปราการลอยฟ้ายังคงแขวนอยู่เหนือเมือง ราวกับดาบยักษ์ที่พร้อมจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ
รัฐมนตรีอาวุโสกล่าวอย่างร้อนรน “เราจะส่งหนังสือหยุดยิงให้พวกมังกรได้ แต่สถานที่ลงนามต้องไม่ใช่เมืองเสิ่นตูของพวกเขา ขอเปลี่ยนเป็นเมืองชายแดนปูตาลา ดินแดนกึ่งกลางระหว่างสองประเทศดีกว่า!”
เมื่อได้ยินข้อเสนอเเนะนี้ คนอื่นที่นั่งประชุมอยู่ต่างก็เห็นด้วย ไม่มีใครอยากให้กษัตริย์ของตนเหยียบแผ่นดินมังกร เพราะนั่นอาจหมายถึง “ไปแล้วไม่กลับ”
แต่ก่อนจะได้ตกลงกัน เสียงระเบิดก็ดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง
“ตูม—!!!”
“เกิดอะไรขึ้นอีก?! เราไม่ใช่ประกาศหยุดยิงแล้วเหรอ?!”
นายทหารคนหนึ่งวิ่งหน้าซีดเข้ามา รายงานเสียงสั่น
“ฝ่าบาท! แม่ทัพเจิ้งมู่...นำกองทัพบุกปล้นคลังสมบัติทั่วเมือง! แม้แต่คฤหาสน์ของท่านรัฐมนตรีก็ถูกกวาดเรียบหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไรนะ?!”
เหล่าข้าราชการพากันลุกพรวดขึ้นด้วยความเดือดดาล
“นั่นมันขัดคำสั่งรัฐบาลของประเทศมังกรโดยตรงไม่ใช่หรือ?!”
นายทหารผู้นั้นตัวสั่นเทา เสียงปนความอับอาย
“พวกนั้น...อ้างว่าเมืองของเรา ‘เกราะแตกแล้ว’ ตามกฎสงครามถือว่าเข้าสู่เขตสู้รบสมบูรณ์ การเก็บ ‘ของกลางสงคราม’ ไม่ถือว่าผิดข้อตกลงครับ...”
คำว่า “ของกลางสงคราม” ทำเอาทั้งห้องเงียบกริบ ก่อนจะระเบิดเสียงสบถด่าดังขึ้นพร้อมกัน
และเมื่อรีบต่อสายไปยังประเทศมังกร บนจอภาพโฮโลแกรมของฝั่งมังกร ท่านหลีถึงกับยิ้มเก้อก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“อา...คงเป็นความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่ายนะ แต่เหตุผลของเจิ้งมู่ก็นับว่ามีน้ำหนักอยู่นะ เกราะพลังของพวกท่านแตกแล้วจริง ๆ ทั้งโลกก็เห็นกันจะจะ”
กษัตริย์ไทยถึงกับพูดไม่ออก เหลือเพียงความเงียบอันอึดอัด กับเสียงหัวเราะในใจของเจิ้งมู่ที่แว่วมาเบา ๆ
...
จะให้เรียกว่า ‘หยุดยิง’ ก็ได้ แต่ในภาษาของเจิ้งมู่ มันหมายถึง ‘เก็บของให้ครบก่อน เเล้วค่อยหยุด’